บทที่ 3: บทพิสูจน์อสูรในแดนเทวะ
ภายหลังจากรับคำท้าในบททดสอบทั้งสามประการจากเทพหลิงซี เฟิงเยี่ยก็มิได้มีเวลาให้หยุดพักหรือเตรียมตัวมากนัก จิตใจของเขาทั้งตื่นเต้น ทั้งประหวั่น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะต้องผ่านมันไปให้ได้ เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจอสูร
บททดสอบแรก: ป่าภาพลวง และ ดอกจันทราโลหิต
หลิงซีไม่ได้ให้แผนที่หรือคำชี้แนะใดๆ เพิ่มเติม เพียงแค่กล่าวว่า "ทิศตะวันตก" เฟิงเยี่ยต้องใช้ััของตนเองในการค้นหา "ป่าภาพลวง" แห่งนั้น เขาเดินออกจากตำหนักจันทราเร้น ผ่านทิวทัศน์อันงดงามราวภาพฝันของหุบเขา กลิ่นอายบริสุทธิ์ของแดนเทวะยังคงสร้างความรู้สึกอึดอัดระคายเคืองต่อพลังอสูรในกายเขาอยู่บ้าง แต่บัดนี้เขามีสมาธิอยู่กับภารกิจเบื้องหน้ามากกว่า
ไม่นานนัก เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติทางทิศตะวันตกของหุบเขา ไอหมอกที่เคยโปร่งบางเริ่มหนาทึบขึ้น บรรยากาศรอบกายเริ่มบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากความเป็จริง ต้นไม้ใบหญ้าดูมีสีสันที่แปลกประหลาด และเสียงกระซิบกระซาบที่ไร้ที่มาก็เริ่มดังขึ้นในโสตประสาท "ที่นี่สินะ ป่าภาพลวง" เฟิงเยี่ยพึมพำ ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างเตรียมพร้อม
ทันทีที่ก้าวเท้าแรกเข้าไปในเขตป่า ทิวทัศน์รอบกายของเขาก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เปลวเพลิงลุกท่วมเผาผลาญหมู่บ้านอสูรที่เขาเคยอาศัยในวัยเยาว์ เสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนในเผ่าพันธุ์ที่ถูกเหล่าเทพสังหารอย่างไร้ความปรานีบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ภาพของมารดาผู้เป็ที่รักถูกคมดาบสีทองอร่ามของแม่ทัพ์ฟันจนร่างแหลกเหลว เืสีแดงฉานสาดกระเซ็นอาบใบหน้าของเขาในวัยเด็ก ความเ็ป ความโกรธแค้น ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่จิตใจของเฟิงเยี่ยอย่างรุนแรงจนแทบคลั่ง
"อ๊ากกก! ไม่จริง" เฟิงเยี่ยตวาดลั่น พลังอสูรสีดำทมิฬปะทุออกจากร่างของเขาเป็ระลอกคลื่น ทำลายต้นไม้ใบหญ้รอบกายจนแหลกลาญ เขากำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน ดวงตาสีดำสนิทลุกโชนด้วยเพลิงแค้น
"ข้าจะฆ่าพวกมัน ข้าจะล้างแค้นให้ทุกคน" เขาเกือบจะสูญเสียการควบคุมตนเอง ปล่อยให้สัญชาตญาณดิบของอสูรเข้าครอบงำ
แต่แล้ว เสียงเย็นเยียบของหลิงซีที่กล่าวถึงบททดสอบก็แว่วเข้ามาในห้วงสำนึก "นี่คือภาพลวง นาง้าทดสอบจิตใจข้า" เฟิงเยี่ยกัดริมฝีปากจนได้รสคาวเื สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความรู้สึกปั่นป่วนในอก
"สงบไว้ เฟิงเยี่ย นี่ไม่ใช่เื่จริง มันเป็เพียงสิ่งที่นางสร้างขึ้นเพื่อทำลายเ้า" เขาหลับตาลง เพ่งสมาธิไปที่เป้าหมาย "ศาลาจันทราดับ ดอกจันทราโลหิต" เขาท่องซ้ำๆ ในใจราวกับมนต์สะกด
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพหมู่บ้านที่ลุกไหม้ก็เลือนหายไป กลายเป็ภาพท้องพระโรงอันโอ่อ่าตระการตา เขาสวมอาภรณ์าาอสูรผู้ยิ่งใหญ่ นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำ เหล่าขุนพลอสูรผู้เกรียงไกรคุกเข่าคำนับอยู่เบื้องล่าง เสียงโห่ร้องสรรเสริญดังกระหึ่มไปทั่วสามภพ และที่ข้างกายของเขา หลิงซี เทพผู้งามสง่า กำลังรินสุราทิพย์ให้เขาด้วยรอยยิ้มอันยั่วยวน นางซบใบหน้ากับอกของเขา กระซิบถ้อยคำหวานหู
"ท่านพี่เฟิงเยี่ย บัดนี้ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามภพนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมท่านได้อีก ข้าขออุทิศทั้งกายและใจให้ท่านแต่เพียงผู้เดียว"
หัวใจของเฟิงเยี่ยเต้นแรง ร่างกายของเขาร้อนผ่าวด้วยความปรารถนาในอำนาจและในตัวนาง เขายื่นมือออกไปหมายจะโอบกอดร่างอันเย้ายวนนั้น แต่แล้วเขาก็ชะงัก
"ไม่ใช่หลิงซี นางไม่มีวันทำเช่นนี้ นางหยิ่งทระนงและสูงส่งเกินกว่าจะยอมเป็ของใครโดยง่าย" เขามองลึกลงไปในดวงตาของหลิงซีในภาพลวงนั้น แม้จะงดงามเพียงใด แต่ก็ไร้ซึ่งประกายแห่งความท้าทายและความลึกลับที่เขาััได้จากตัวจริง
"นี่ก็เป็เพียงภาพลวงอีกเช่นกัน" เขาผลักนางในภาพลวงนั้นออกไปอย่างไม่ใยดี "ของปลอมเช่นเ้า ไม่คู่ควรให้ข้าเสียเวลาด้วย"
ภาพลวงเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เป็ความกลัวที่กัดกินหัวใจ เขาถูกล่ามโซ่ตรวนไว้ในคุกใต้ดินอันมืดมิดและหนาวเหน็บ พลังอสูรและพลังเซียนในกายเขาต่อสู้กันอย่างรุนแรงจนร่างของเขาปริแตก ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วทุกอณู เขาได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าเทพและอสูรที่รุมล้อมเขา
"ดูมันสิ ตัวประหลาดสายเืผสม น่าสมเพชสิ้นดี" ความอัปยศอดสู ความโดดเดี่ยว ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่จิตใจเขาอีกครั้ง
"ข้าจะไม่ยอมแพ้" เฟิงเยี่ยะโก้อง แม้ร่างกายจะเ็ปราวกับจะแหลกสลาย แต่จิตใจของเขายังคงยืนหยัด
"ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะตายในฐานะเฟิงเยี่ย ไม่ใช่ตัวประหลาดที่พวกเ้าสร้างขึ้น" เขารวบรวมพลังใจทั้งหมดที่มี พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของภาพลวงเหล่านี้ มันไม่ได้มีอยู่จริง แต่เป็สิ่งที่จิตใจของเขาสร้างขึ้นจากความปรารถนาและความกลัวที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
"หากมันมาจากใจข้า ข้าก็ต้องควบคุมมันได้"
เขาเริ่มใช้วิธีที่แตกต่างออกไป แทนที่จะต่อต้านหรือหลีกหนี เขาเริ่มเผชิญหน้ากับภาพลวงเ่าั้โดยตรง เมื่อภาพความตายของมารดาปรากฏขึ้นอีกครั้ง แทนที่จะคลุ้มคลั่ง เขากลับจ้องมองมันอย่างสงบนิ่ง ปล่อยให้ความโศกเศร้าและความแค้นไหลผ่านตัวเขาไปโดยไม่ยึดติด
"ท่านแม่...ข้าจะจดจำความเ็ปนี้ไว้ และข้าจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก" เขาพึมพำ
เมื่อภาพแห่งอำนาจและความปรารถนาปรากฏขึ้น เขาก็เพียงแค่ยิ้มรับมันอย่างรู้เท่าทัน "แน่นอนนี่คือสิ่งที่ข้า้า แต่ข้าจะไขว่คว้ามันมาด้วยวิธีการของข้าเอง ไม่ใช่ด้วยภาพลวงราคาถูกเช่นนี้"
เฟิงเยี่ยเดินลึกเข้าไปในป่าด้วยจิตใจที่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ เขาเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างความเป็จริงและภาพลวงได้เฉียบคมขึ้น เขาสังเกตเห็นว่าภาพลวงมักจะเล่นกับอารมณ์ที่รุนแรงของเขา และมักจะมีรายละเอียดบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล หรือวนซ้ำจนผิดสังเกต บางครั้งเขาก็ลองใช้พลังอสูรหรือพลังเซียนเล็กน้อยเพื่อ "กระตุ้น" ภาพลวงเ่าั้ ทำให้มันบิดเบี้ยวหรือสลายตัวไปชั่วขณะ เผยให้เห็นเส้นทางที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่เื้ั
ในที่สุด หลังจากเวลาที่ยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด (ซึ่งแท้จริงแล้วอาจจะผ่านไปเพียงไม่ถึงสามวันดีด้วยซ้ำ เพราะเวลาในป่าภาพลวงนั้นบิดเบี้ยว) เฟิงเยี่ยก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างรำไรอยู่เบื้องหน้า เขาเดินตามแสงนั้นไป และในที่สุดก็มาถึงลานกว้างใจกลางป่า ที่นั่นมีศาลาไม้เก่าแก่ทรุดโทรมหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ศาลาจันทราดับ ตามที่หลิงซีได้กล่าวไว้ บรรยากาศรอบศาลานั้นวังเวงและเยือกเย็นจับใจ ราวกับเป็สถานที่ที่ถูกทอดทิ้งจากกาลเวลา
และที่ใจกลางศาลานั้นเอง บนแท่นหินอ่อนสีดำสนิท มีดอกไม้สีแดงสดราวกับโลหิตดอกหนึ่งกำลังเบ่งบานอย่างท้าทาย มันคือ "ดอกจันทราโลหิต" กลีบดอกของมันบานสะพรั่งราวกับพระจันทร์เต็มดวงในคืนเดือนดับ มีกลิ่นหอมเย็นเยียบที่ชวนให้ขนลุกซู่แผ่ออกมาจางๆ เฟิงเยี่ยรู้สึกได้ถึงพลังงานประหลาดที่แผ่ออกมาจากดอกไม้นั้น มันเป็พลังงานที่ทั้งเย้ายวนและอันตรายในเวลาเดียวกัน
ขณะที่เขากำลังจะยื่นมือไปเด็ดดอกไม้นั้น ภาพลวงสุดท้ายที่รุนแรงที่สุดก็ปรากฏขึ้น
หลิงซีปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าเขา นางยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
"เ้าทำได้ดีมาก เฟิงเยี่ย เ้าผ่านบททดสอบของข้าแล้ว" นางยื่นมือมาหมายจะจับมือเขา
"มาเถิด กลับไปกับข้า บัดนี้เ้าคือศิษย์ของข้าแล้ว ข้าจะมอบทุกสิ่งที่เ้าปรารถนาให้"
เฟิงเยี่ยชะงัก มองลึกลงไปในดวงตาของหลิงซีในภาพลวงนั้น แม้จะงดงามและอ่อนโยนเพียงใด แต่เขาก็ยังคงรู้สึกถึงความ "ผิดปกติ" บางอย่าง มันดูง่ายดายเกินไปและหลิงซีตัวจริงย่อมไม่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ "เ้าไม่ใช่นาง" เขาตวาด พร้อมกับใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งที่สุดของเขากระแทกเข้าใส่ภาพลวงนั้น
"อ๊าก!" เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ก่อนที่ร่างของหลิงซีในภาพลวงจะสลายกลายเป็ควันสีดำจางหายไป เผยให้เห็นดอกจันทราโลหิตที่ยังคงเบ่งบานอยู่บนแท่นหินเช่นเดิม
เฟิงเยี่ยถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขารู้สึกราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่าง บททดสอบนี้มันหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก เขานั่งทรุดลงกับพื้น พักเอาแรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือที่สั่นเทาไปเด็ดดอกจันทราโลหิตนั้นมาถือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็พยุงร่างที่อ่อนล้าของตนเองลุกขึ้นยืน และเริ่มเดินทางออกจากป่าภาพลวงแห่งนี้
บททดสอบที่สอง: หินศิลาจารึกโบราณ
หลังจากพักฟื้น 1 วัน จากความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางใจจากบททดสอบแรกได้ไม่นานนักเฟิงเยี่ยก็ต้องเผชิญกับบททดสอบที่สองต่อทันที เขาเดินทางไปยังทิศตะวันออกของหุบเขา ตามที่ท่านเทพหลินซีได้บอกไว้ บริเวณนั้นเป็ชายป่าที่ติดกับริมทะเลสาบสีมรกต บรรยากาศเงียบสงบและงดงาม แต่ก็แฝงไว้ด้วยความลึกลับของพลังงานโบราณ
ณ ริมทะเลสาบนั้นเอง มีแผ่นหินศิลาขนาดใหญ่มหึมาตั้งตระหง่านอยู่ มันดูเก่าแก่และผุกร่อนไปตามกาลเวลา เนื้อหินมีสีเทาเข้ม บนพื้นผิวของมันเต็มไปด้วยอักขระโบราณที่ไม่คุ้นตาถูกสลักลึกเข้าไปในเนื้อหิน อักขระแต่ละตัวดูราวกับมีชีวิตจิตใจ ส่องประกายแสงสีทองจางๆ ออกมาเป็ระยะ ราวกับกำลังกระซิบเื่ราวจากอดีตกาล เฟิงเยี่ยััได้ถึงพลังงานอันเข้มข้นและเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากศิลานี้ มันเป็พลังงานที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม
"นี่สินะ หินศิลาจารึกโบราณ" เฟิงเยี่ยพึมพำพลางเดินสำรวจรอบๆ แผ่นหินอย่างละเอียด เขาลองใช้มือลูบไปบนพื้นผิวที่ขรุขระของมัน ััได้ถึงความเย็นเยียบและพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
"อักขระเหล่านี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย" แม้ว่าเขาจะมีความรู้เกี่ยวกับภาษาและอักขระโบราณของเผ่าอสูรอยู่บ้าง แต่รูปแบบของอักขระบนศิลานี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันดูซับซ้อนและเป็นามธรรมมากกว่ามาก
หลิงซีให้เวลาเขาเจ็ดวันในการตีความหมายของอักขระเหล่านี้ให้ได้อย่างน้อยสามประโยค เฟิงเยี่ยรู้ดีว่านี่เป็งานที่ท้าทายสติปัญญาและความอดทนของเขาอย่างยิ่ง เขาจัดเตรียมที่พักชั่วคราวบริเวณนั้น โดยอาศัยโพรงไม้และใบไม้สร้างเป็ที่กำบังฝนและน้ำค้าง จากนั้นก็เริ่มลงมือศึกษาอักขระบนศิลาอย่างจริงจัง
วันแรกผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ เฟิงเยี่ยจ้องมองอักขระเ่าั้จนตาลาย พยายามเทียบเคียงกับความรู้เดิมที่มีอยู่ แต่ก็ไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ เลย เขาลองคัดลอกอักขระเ่าั้ลงบนใบไม้ขนาดใหญ่ พยายามจัดกลุ่ม แยกส่วนประกอบ หรือมองหาสัญลักษณ์ที่ซ้ำๆ กัน แต่ก็ยังคงมืดแปดด้าน
วันที่สองและสามก็ยังคงไม่มีความคืบหน้ามากนัก เฟิงเยี่ยเริ่มรู้สึกท้อแท้และหงุดหงิด เขาเดินวนไปวนมารอบศิลา พยายามมองมันจากมุมต่างๆ หรือแม้กระทั่งลองััพลังงานของมันด้วยจิต แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจความหมายของมันได้ "บ้าจริง นี่มันภาษาบ้าอะไรกันแน่" เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย
ในวันที่สี่ ขณะที่เขากำลังนั่งเหม่อมองไปยังผืนน้ำอันสงบนิ่งของทะเลสาบ พลันเกิดความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัว
"ถ้าหากอักขระเหล่านี้ไม่ได้สื่อความหมายโดยตรง แต่เป็สัญลักษณ์แทนพลังงานหรือแิบางอย่างล่ะ" เขานึกถึงพลังสองขั้วในกายของตนเอง พลังอสูรและพลังเซียนที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันแต่ก็ยังคงอยู่ร่วมกันได้
เขาเริ่มมองอักขระเ่าั้ในมุมมองใหม่ แทนที่จะพยายามแปลมันเป็คำพูด เขากลับพยายาม ‘รู้สึก’ ถึงพลังงานหรือแิที่อักขระแต่ละตัวอาจจะสื่อถึง เขาลองหลับตาลง ััอักขระแต่ละตัวด้วยปลายนิ้ว พร้อมกับโคจรพลังอสูรและพลังเซียนในกายของตนเองอย่างช้าๆ สลับกันไปมา
และแล้ว….เขาก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างอันรำไร อักขระบางตัวเริ่มสั่นไหวและเปล่งแสงตอบรับกับพลังงานของเขา เขาเริ่มเข้าใจว่าอักขระบางกลุ่มอาจจะหมายถึง "ความมืด" "ความสว่าง" "ความขัดแย้ง" หรือ "ความสมดุล"
เฟิงเยี่ยใช้เวลาอีกสองวันที่เหลือในการถอดรหัสอักขระเ่าั้ด้วยวิธีการใหม่นี้ มันเป็กระบวนการที่ต้องใช้ทั้งสมาธิ สัญชาตญาณ และความเข้าใจในหลักการของพลังงานอย่างลึกซึ้ง บางครั้งเขาก็ต้องนั่งสมาธิเป็เวลานานหลายชั่วยามเพื่อ "เชื่อมต่อ" กับพลังงานของศิลา บางครั้งเขาก็ต้องใช้เืของตนเองหยดลงบนอักขระเพื่อกระตุ้นให้มันแสดงความหมายที่ซ่อนเร้นออกมา
ในที่สุด เย็นวันที่เจ็ด ก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า เฟิงเยี่ยก็สามารถถอดรหัสอักขระเ่าั้ออกมาได้สามประโยคตามที่หลิงซีกำหนดไว้ เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่สุด แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาได้ค้นพบ
ประโยคแรกที่เขาถอดรหัสได้คือ "ณ จุดเริ่มต้นแห่งกาลเวลา สองพลังอุบัติขึ้นจากความว่างเปล่า หนึ่งคือแสงสว่าง หนึ่งคือเงามืด ต่างร่ายรำและขัดแย้ง ก่อเกิดเป็สรรพสิ่งในสามภพ" ประโยคนี้ทำให้เฟิงเยี่ยเข้าใจถึงต้นกำเนิดของพลังงานทั้งมวล และตระหนักว่าความขัดแย้งนั้นคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ
ประโยคที่สองคือ "สมดุลมิได้หมายถึงการไร้ซึ่งความขัดแย้ง แต่คือการดำรงอยู่ร่วมกันของสองสิ่งที่แตกต่าง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งเกินไป วงล้อแห่งชะตากรรมจะบิดเบี้ยว นำมาซึ่งกลียุคอันมิอาจหลีกเลี่ยง" ประโยคนี้ทำให้เขานึกถึงาระหว่างเทพและอสูรที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน บางทีานั้นอาจจะเกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามจะทำลายอีกฝ่ายหนึ่งจนเสียสมดุล และบางทีพลังสองขั้วในกายของเขาอาจจะไม่ใช่คำสาป แต่เป็ "กุญแจ" สู่สมดุลที่แท้จริงก็เป็ได้
และประโยคสุดท้ายที่เขาถอดรหัสได้ ซึ่งเป็ประโยคที่ลึกลับและสะท้อนใจเขามากที่สุดคือ "ผู้ใดทั้งแสงสว่างและเงามืด ผู้นั้นจักก้าวข้ามชะตากรรมและเป็ผู้กำหนดกฎเกณฑ์แห่งสามภพ ทว่า หนทางนั้นยาวไกลและโดดเดี่ยว เต็มไปด้วยขวากหนามและการสูญเสียอันมิอาจประเมินได้" ประโยคนี้ทำให้หัวใจของเฟิงเยี่ยสั่นสะท้าน มันราวกับกำลังพูดถึงตัวเขาโดยตรง ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่พลุ่งพล่านขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง
"ผู้กำหนดกฎเกณฑ์แห่งสามภพ นั่นคือสิ่งที่ข้า้า"
เฟิงเยี่ยจารึกสามประโยคนี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ เขารู้สึกว่าบททดสอบนี้ไม่ได้เป็เพียงการทดสอบสติปัญญาเท่านั้น แต่มันยังมอบ "เข็มทิศ" ให้กับชีวิตและความทะเยอทะยานของเขาอีกด้วย
บททดสอบที่สาม: น้ำทิพย์จันทรา จาก บ่อน้ำอมฤต
เมื่อเฟิงเยี่ยนำเสนอผลการถอดรหัสอักขระโบราณทั้งสามประโยคต่อหลิงซี นางเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างสงบ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เพิ่มเติม เพียงแต่กล่าวว่า "เ้าทำได้ดี จงเตรียมตัวสำหรับบททดสอบสุดท้ายเถิด"
บททดสอบสุดท้ายนี้ คือการตัก "น้ำทิพย์จันทรา" หนึ่งจอกชา จาก "บ่อน้ำอมฤต" ที่อยู่ภายในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ใต้ตำหนักของหลิงซีเอง โดยมีเงื่อนไขว่าเฟิงเยี่ยจะต้องไม่ใช้พลังอสูรหรือพลังเซียนใดๆ ของตนเลยแม้แต่น้อย แต่ต้องใช้เพียง "ความบริสุทธิ์ของจิตใจและความตั้งมั่น" เท่านั้นในการโน้มน้าวให้ผู้พิทักษ์บ่อน้ำนั้นยินยอมมอบน้ำทิพย์ให้
เฟิงเยี่ยรู้สึกหนักใจกับบททดสอบนี้มากที่สุด "ความบริสุทธิ์ของจิตใจ สำหรับอสูรเช่นข้างั้นหรือ" เขานึกเยาะเย้ยตัวเองในใจ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา จิตใจของเขาเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ความทะเยอทะยาน ความแค้น และความปรารถนาอันดำมืด จะหาความบริสุทธิ์จากที่ใดได้
หลิงซีนำทางเขาไปยังปากถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่หลังน้ำตกเล็กๆ ภายในสวนของตำหนัก ปากถ้ำนั้นมืดสนิทและมีไอเย็นะเืแผ่ออกมา "เข้าไปเถิด ผู้พิทักษ์รอเ้าอยู่แล้ว" นางกล่าวเพียงเท่านั้นแล้วก็จากไป
เฟิงเยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้าวเท้าเข้าไปในความมืดนั้นอย่างระมัดระวัง ภายในถ้ำนั้นเงียบสงัดและชื้นแฉะ มีเพียงเสียงน้ำหยดเป็ระยะๆ เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ตามทางเดินแคบๆ ที่ทอดคดเคี้ยวไปมา ในที่สุดเขาก็มาถึงห้องโถงกว้างใหญ่ใจกลางถ้ำ
ณ ใจกลางห้องโถงนั้น มีบ่อน้ำโบราณบ่อหนึ่งตั้งอยู่ น้ำในบ่อนั้นใสราวกระจก ส่องประกายแสงสีเงินนวลจางๆ ออกมา ราวกับมีดวงจันทร์ดวงเล็กๆ ลอยอยู่ภายใน มันคือ "บ่อน้ำอมฤต" และน้ำที่ส่องประกายนั้นก็คือ "น้ำทิพย์จันทรา" ที่เขาต้องนำออกไป
และที่ข้างบ่อน้ำนั้นเอง มีร่างโปร่งแสงร่างหนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ มันคือ "ผู้พิทักษ์บ่อน้ำ" ร่างของมันดูคล้ายมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์เสียทีเดียว มันไม่มีใบหน้าที่ชัดเจน มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ส่องประกายแสงสีทองอันอบอุ่นและเปี่ยมด้วยปัญญา เฟิงเยี่ยััได้ถึงพลังงานอันบริสุทธิ์และเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น มันเป็พลังงานที่แตกต่างจากพลังของเทพหรืออสูรใดๆ ที่เขาเคยรู้จัก
"ผู้มาเยือน เ้าปรารถนาสิ่งใดจากบ่อน้ำแห่งนี้" เสียงของผู้พิทักษ์ดังขึ้นในห้วงความคิดของเฟิงเยี่ยโดยตรง มันเป็เสียงที่นุ่มนวลและเปี่ยมด้วยเมตตา
"ข้า…ข้ามาเพื่อขอตักน้ำทิพย์จันทราหนึ่งจอกชา" เฟิงเยี่ยตอบ พยายามทำจิตใจให้สงบที่สุด
"น้ำทิพย์จันทรามิได้มอบให้แก่ผู้ที่จิตใจขุ่นมัว" ผู้พิทักษ์กล่าว "จงแสดงความบริสุทธิ์ของจิตใจและความตั้งมั่นอันแท้จริงของเ้าออกมา แล้วบ่อน้ำแห่งนี้อาจจะเมตตาเ้า"
เฟิงเยี่ยหลับตาลง พยายามทำตามคำแนะนำนั้น เขานั่งสมาธิ พยายามขจัดความคิดฟุ้งซ่านและความมืดมิดในใจออกไป แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ภาพของความทะเยอทะยาน ความแค้น และความปรารถนาอันดำมืดก็ยิ่งผุดขึ้นมาในใจของเขาอย่างชัดเจน ‘ไม่ได้ผล ข้าทำไม่ได้’ เขารู้สึกสิ้นหวัง
เขาลองใช้วิธีอื่น เขานึกถึงคำสอนของหลิงซี นึกถึงความรู้ที่ได้จากการถอดรหัสอักขระโบราณ พยายามทำความเข้าใจถึง ‘ความว่างเปล่า’ หรือ ‘ความเป็หนึ่งเดียว’ แต่จิตใจของอสูรนั้นยากที่จะเข้าถึงสภาวะเช่นนั้นได้
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ เฟิงเยี่ยยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าบ่อน้ำ เขาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้พิทักษ์ก็ยังคงนั่งมองเขาอย่างสงบ ไม่ได้เร่งรัดหรือตำหนิใดๆ
จนกระทั่งเฟิงเยี่ยเกือบจะถอดใจ เขานึกถึง ‘ความตั้งมั่น’ ที่ผู้พิทักษ์กล่าวถึง "ใช่...ความตั้งมั่น" เขามีสิ่งนั้นอยู่เสมอ ความตั้งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้น ความตั้งมั่นที่จะเอาชนะทุกอุปสรรค ความตั้งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายของตนเอง
เขาลองเปลี่ยนวิธีการอีกครั้ง แทนที่จะพยายาม ‘สร้าง’ ความบริสุทธิ์ที่ไม่มีอยู่จริง เขากลับมุ่งเน้นไปที่ ‘ความจริงใจ’ ในความปรารถนาของเขาในขณะนั้น ความปรารถนาที่จะผ่านบททดสอบนี้ให้ได้ เพื่อที่จะได้เป็ศิษย์ของหลิงซี เพื่อที่จะได้เรียนรู้และแข็งแกร่งขึ้น เขาไม่ได้พยายามหลอกลวงผู้พิทักษ์ แต่เขายอมรับในความเป็อสูรของตนเอง ยอมรับในความทะเยอทะยานของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงออกถึง ‘ความเคารพ’ ต่อบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และผู้พิทักษ์แห่งนี้
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้พิทักษ์ "ท่านผู้พิทักษ์ ข้าคืออสูร จิตใจของข้าอาจไม่ขาวสะอาดบริสุทธิ์เหมือนเช่นเทพเซียนทั้งหลาย ข้ามีความปรารถนา มีความทะเยอทะยาน และมีความมืดมิดซ่อนเร้นอยู่ภายใน" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจ
"แต่ในตอนนี้ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่สุดของข้า คือการได้รับความรู้และพลังจากท่านอาจารย์หลิงซี เพื่อที่จะเข้าใจตนเองและโลกใบนี้ให้มากขึ้น ข้าอาจจะไม่บริสุทธิ์ แต่ข้ามีความตั้งมั่นและความจริงใจที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเอง ข้าขอเพียงโอกาสเท่านั้น"
ผู้พิทักษ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีทองคู่นั้นจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเฟิงเยี่ย ราวกับจะค้นหาความจริงที่อยู่เื้ัคำพูดเ่าั้
และแล้ว รอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่โปร่งแสงของผู้พิทักษ์
"ความจริงใจ แม้จะมาจากอสูร ก็ยังคงเป็สิ่งที่น่าชื่นชม" เสียงนั้นดังขึ้นในความคิดของเฟิงเยี่ย
"ความตั้งมั่นของเ้า แข็งแกร่งยิ่งนัก เอาเถิด ข้าจะอนุญาตให้เ้าตักน้ำทิพย์จันทราได้หนึ่งจอกชา แต่จงจำไว้ น้ำทิพย์นี้จะสะท้อนถึงจิตใจของผู้ดื่ม จงใช้มันด้วยความระมัดระวัง"
เฟิงเยี่ยรู้สึกราวกับยกูเาออกจากอก เขารีบค้อมศีรษะขอบคุณผู้พิทักษ์ จากนั้นจึงค่อยๆ หยิบจอกชาใบเล็กที่หลิงซีมอบให้ขึ้นมา ค่อยๆ ยื่นลงไปในบ่อน้ำอย่างระมัดระวังที่สุด เขาตักน้ำทิพย์จันทราขึ้นมาเพียงเล็กน้อยพอดีหนึ่งจอกชา น้ำทิพย์นั้นส่องประกายแสงสีเงินนวลสวยงาม และมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจอย่างประหลาด
เขานำน้ำทิพย์จันทรานั้นกลับออกมาจากถ้ำด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสำเร็จและความหวัง บททดสอบสุดท้ายนี้ แม้จะยากเย็นที่สุด แต่ก็ได้สอนบทเรียนที่สำคัญยิ่งแก่เขา
เมื่อเฟิงเยี่ยกลับมายืนอยู่เบื้องหน้าหลิงซีอีกครั้ง พร้อมด้วยดอกจันทราโลหิต ผลการถอดรหัสอักขระโบราณ และน้ำทิพย์จันทราหนึ่งจอกชา สภาพของเขาดูอิดโรยและอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดจากการผ่านบททดสอบทั้งสามประการที่หนักหนาสาหัส แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งชัยชนะ ความภาคภูมิใจ และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่มิได้ลดน้อยลงเลย
หลิงซีมองดูเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม นางนิ่งเงียบไปนานราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่ง บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเฟิงเยี่ยที่ยังคงหอบเล็กน้อย
"เ้าทำได้ดีกว่าที่ข้าคาดไว้มาก" ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนลงเล็กน้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"เ้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเ้ามีความมุ่งมั่น สติปัญญา และความอดทนที่คู่ควร แม้กระทั่งความจริงใจในแบบของเ้า" คำพูดสุดท้ายนั้นทำให้ั์ตาของเฟิงเยี่ยปรากฏแววประหลาดใจเล็กน้อย
หลิงซีลุกขึ้นจากแท่นศิลาเป็ครั้งแรกต่อหน้าเขา นางเดินเข้ามาหาเฟิงเยี่ยอย่างช้าๆ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว รัศมีแห่งความศักดิ์สิทธิ์และความงามอันสูงส่งของนางทำให้หัวใจของอสูรหนุ่มเต้นไม่เป็ส่ำ เขารู้สึกราวกับถูกมนต์สะกด ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความสง่างามและพลังอำนาจที่มองไม่เห็น
"นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป" หลิงซีกล่าวพลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเฟิงเยี่ย ดวงตาสีฟ้าใสคู่นั้นจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเขา
"ข้า ‘หลิงซี’ ขอรับเ้า ‘เฟิงเยี่ย’ ไว้เป็ศิษย์คนแรกและคนเดียวของข้าในรอบพันปีนี้"
เฟิงเยี่ยเบิกตากว้างด้วยความยินดีจนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขารู้สึกราวกับความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่ผ่านมามลายหายไปในทันที เขารีบคุกเข่าลงคำนับนางอย่างสุดซึ้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความเคารพ
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ข้า ‘เฟิงเยี่ย’ ขอสาบานว่าจะจงรักภักดีและรับใช้ท่านอาจารย์ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่"
"จงจำคำพูดของเ้าไว้ให้ดี" หลิงซีกล่าวพลางยื่นมืออันเรียวงามราวหยกสลักออกมาััที่หน้าผากของเขาเบาๆ พลังงานอันอบอุ่นและบริสุทธิ์สายหนึ่งไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงเยี่ย ทำให้ความเหนื่อยล้าและความเ็ปทั้งหมดของเขาบรรเทาลงในทันที เขารู้สึกสดชื่นและมีพลังขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
"หนทางข้างหน้าของเ้ายังอีกยาวไกลนัก ในฐานะศิษย์ของข้า เ้าจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนอีกมาก ทั้งศาสตร์แห่งเทพและการควบคุมพลังอสูรในตัวเ้า"
นางมอบตำราโบราณเล่มหนึ่งให้แก่เขา ปกของมันทำจากหนังของสัตว์วิเศษที่ไม่รู้จักชื่อ มีอักขระโบราณสีทองสลักไว้ว่า ‘ตำราจันทราดับสูญ’
"นี่คือ 'ตำราจันทราดับสูญ' จงศึกษาและทำความเข้าใจมันให้ถ่องแท้ มันจะนำทางเ้าไปสู่ความเข้าใจในพลังที่แท้จริง"
จากนั้นนางก็สั่งให้หลิงเยว่ ซึ่งปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบ พาเขาไปยังเรือนพักเล็กๆ ที่สงบงามหลังหนึ่งซึ่งจัดเตรียมไว้ให้ภายในเขตตำหนัก เรือนพักนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากตำหนักใหญ่ของหลิงซีมากนัก ทำให้เขาสามารถเดินทางไปมาได้อย่างสะดวก
คืนนั้น เฟิงเยี่ยนั่งอยู่ริมหน้าต่างในห้องพักใหม่ของตน มองออกไปยังตำหนักใหญ่ที่อาบไปด้วยแสงจันทร์สีนวล แสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ดวงตาคมกริบของอสูรหนุ่มทอประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง เขากำตำราจันทราดับสูญในมือแน่น ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในจิตใจ ทั้งความสำเร็จจากการผ่านบททดสอบ ความตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้ศาสตร์ลึกล้ำจากหลิงซี ความท้าทายใหม่ที่รออยู่เบื้องหน้า และที่สำคัญที่สุด ความปรารถนาอันดำมืดต่อตัวอาจารย์ผู้งดงามและสูงส่งของเขาที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายใน และดูเหมือนจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
"หลิงซี ท่านอาจารย์" เขากระซิบกับตัวเอง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มอันเป็เอกลักษณ์ รอยยิ้มที่ทั้งเ้าเล่ห์ ทะเยอทะยาน และแฝงไว้ด้วยความอันตราย
"หมากนี้….เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และข้า เฟิงเยี่ย จะเป็ผู้ชนะในท้ายที่สุด"