รุ่งสาง... เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ตีนเขาวงกต
แสงสีทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดของราตรีกาลให้จางหายไปอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน สายหมอกบางเบาสีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งปกคลุมยอดไม้ใหญ่ราวกับแพรไหมที่ธรรมชาติบรรจงถักทอห่มคลุมผืนป่า อากาศยามเช้า ณ ที่แห่งนี้บริสุทธิ์สดชื่นจนน่าประหลาด ความเย็นฉ่ำของละอองน้ำค้างััผิวหน้า ทำให้ กันต์ รู้สึกเหมือนปอดของเขาได้รับพลังงานใหม่หลังจากต้องตรากตรำบุกป่าฝ่าดงมาทั้งคืนด้วยความเหนื่อยล้าเจียนขาดใจ
ในที่สุด บัวคลี่ ก็พากันต์มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าปากถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดหลังม่านเถาวัลย์บริเวณตีนเขาวงกต บรรยากาศรอบบริเวณนี้แตกต่างจากป่าดงดิบด้านนอกที่เพิ่งเดินผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ราวกับก้าวข้ามเส้นแบ่งมิติเข้ามาสู่อีกโลกหนึ่ง
ไม่มีเสียงนกร้องเซ็งแซ่ที่น่ารำคาญ ไม่มีเสียงจิ้งหรีดเรไรหรือแมลงปีกแข็งกรีดปีกหนวกหู มีเพียง ความเงียบสงบ ที่ลึกซึ้ง... เงียบจนกันต์ได้ยินเสียงชีพจรของตัวเองเต้นตุบๆ ที่ข้างขมับ และเสียงใบไม้แห้งกรอบแกรบที่ถูกรองเท้าเน่าๆ ของเขาเหยียบย่ำเบาๆ กลิ่นหอมเย็นๆ ของดอกพิกุลและดอกแก้วที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นดินโชยมาแตะจมูก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สงบเย็น แต่ก็แฝงความขลังและศักดิ์สิทธิ์จนไม่กล้าทำตัวรุ่มร่าม
"ถึงแล้ว..."
บัวคลี่กระซิบเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนความสงบของสถานที่ นางคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม ก้มลงกราบที่หน้าปากถ้ำด้วยความศรัทธาแรงกล้า หน้าผากของนางแนบสนิทกับพื้นดินที่เป็หินเกลี้ยงเกลา
"นี่คือที่พำนักของ หลวงปู่ขาว... พระอริยสงฆ์ผู้เฝ้าประตูเขาวงกตมานานนับร้อยปี ท่านคือผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน ระวังวาจาเ้าให้ดี อย่าได้ไปพูดจาเพ้อเจ้อไร้สติใส่หลวงปู่เหมือนที่พูดกับข้าล่ะ ไม่อย่างนั้นเ้าอาจจะไม่ได้กลับออกไป แม้แต่กระดูกก็จะไม่ได้ฝัง"
"ครับผม..."
กันต์พยักหน้าหงึกๆ กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอที่แห้งผาก เขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูสำรวมและเรียบร้อยที่สุดเท่าที่เด็กกะโปโลคนหนึ่งจะทำได้ จัดแจงเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งให้เข้าที่เข้าทาง มือไม้ที่เคยวางเกะกะบัดนี้ประสานกันไว้ที่หน้าท้องอย่างสุภาพชน
ภายในถ้ำนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงเทียนริบหรี่เล่มเดียวที่ปักอยู่บนแท่นหิน ให้แสงสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นเงาตะคุ่มของร่างพระภิกษุชรารูปร่างผอมเกร็ง นั่งขัดสมาธิหลังตรงแน่วอยู่บนแท่นหินศิลา จีวรสีกลัด (สีแก่นขนุนเข้ม) ที่ท่านครองอยู่นั้นเก่าคร่ำคร่าจนเนื้อผ้าบางเฉียบและมีรอยปะชุนหลายแห่ง แต่กลับดูสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง ราวกับฝุ่นละอองทางโลกไม่สามารถเกาะเกี่ยวท่านได้
ผิวพรรณของท่านดูเหี่ยวย่นแห้งกร้านตามกาลเวลาที่ล่วงเลยนับศตวรรษ เส้นเืปูดโปนตามแขนและมือที่วางซ้อนกันบนตักอย่างสงบนิ่ง แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ผิวนั้นกลับดูผ่องใสราวกับมีแสงสว่างเรืองรองสีนวลๆ เปล่งออกมาจากภายในกายเนื้อ เป็รัศมีแห่งผู้ทรงศีลที่บำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนาน
"กราบท่านสิ" บัวคลี่สะกิดแขนกันต์เบาๆ เมื่อเห็นเขายืนตะลึงงันอยู่
กันต์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบนั่งคุกเข่าลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ ก้มกราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้งอย่างสวยงามและถูกต้องที่สุดตามแบบฉบับเด็กวัดฝึกหัด (หรืออย่างน้อยก็พยายามเลียนแบบฉากในหนังจักรๆ วงศ์ๆ ที่เคยดูมา)
"กราบมัสการขอรับหลวงปู่..."
กันต์เอ่ยเสียงนอบน้อม สั่นเครือนิดๆ ด้วยความเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวท่าน "กระผมชื่อ 'จุก' เป็เด็กรับใช้ในกองทัพของท่านขุนแผนขอรับ... วันนี้กระผมดั้นด้นมาไกลเพื่อจะมาขอยาวิเศษไปรักษา อาจารย์... ท่านกำลังแย่..."
หลวงปู่นั่งนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปปั้นหิน ฟังกันต์พูดจนจบประโยค ความเงียบเข้าปกคลุมถ้ำอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำจากหินงอกหินย้อยตกกระทบพื้น ติ๋ง... ติ๋ง... เป็จังหวะเนิบนาบ จนกระทั่งท่านค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
ดวงตาของท่านฝ้าฟางจนตาดำเกือบจะกลายเป็สีขาวโพลน มองไม่เห็นแววตาดำปกติเหมือนคนทั่วไป แต่ทว่า... ดวงตาคู่นั้นกลับดูมีพลังอำนาจมหาศาลที่มองทะลุปรุโปร่ง มันเหมือนหลุมดำที่ดูดกลืนทุกความลับ ท่านไม่ได้มองด้วยตาเนื้อ แต่มองด้วย 'ตาใน' ท่านจ้องมองมาที่กันต์นิ่งๆ แล้วมุมปากที่แห้งผากก็ขยับยิ้มเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ดูรู้ทันทุกอย่าง
"เอ็งพูดจบแล้วรึ... พ่อหนุ่มจากแดนไกล?"
เสียงของท่านแหบพร่า ฟังดูเหมือนเสียงใบไม้แห้งสีกัน แต่กลับดังกังวานก้องในโสตประสาทอย่างชัดเจน ทรงพลังจนกันต์รู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
กันต์ชะงักกึก รู้สึกเหมือนถูกจับผิด "อะ... ครับ จบแล้วครับ หลวงปู่"
"ปากเอ็งบอกว่าชื่อจุก..."
หลวงปู่เอ่ยต่อช้าๆ เน้นทีละคำ ราวกับกำลังแกะเปลือกนอกของเขาออกทีละชั้น "แต่ จิต เอ็งมันะโก้องบอกข้าว่าไม่ได้ชื่อนั้น... กายหยาบตรงหน้านี้เป็ของไอ้จุกก็จริงอยู่ แต่ดวงจิตดวงิญญาข้างใน... มันไม่ใช่คนยุคนี้สมัยนี้"
"!!!"
กันต์ขนลุกซู่ั้แ่หัวจรดเท้า เหมือนโดนไฟฟ้าสถิตช็อตใส่สันหลัง ความลับสุดยอดที่เขาพยายามปกปิดมาตลอด ถูกพระชรารูปนี้มองทะลุปรุโปร่งเพียงแค่แวบแรกที่สบตา! เหงื่อเม็ดโป้งแตกพลั่กเต็มแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม เขาเงยหน้ามองหลวงปู่อย่างตกตะลึง อ้าปากค้างพูดไม่ออก ลิ้นแข็งจุกอยู่ที่คอหอย
"ละ... หลวงปู่..."
หลวงปู่ยกมือผอมแห้งที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกขึ้น ชี้มาที่กลางหน้าอกของกันต์ ตำแหน่งของหัวใจ
"กระแสจิตของเอ็งมันหมุนเร็ว... รุนแรง... และสับสนวุ่นวาย" ท่านหลับตาลงเหมือนกำลังอ่านคลื่นความถี่วิทยุ "วุ่นวายเหมือนโลกที่เอ็งจากมา... โลกที่ผู้คนแข่งกันใช้ชีวิต แข่งกันหายใจ แข่งกันทำมาหากินจนลืมความสงบ... เอ็งมาจาก 'กาลหน้า' ใช่มั้ยล่ะ?"
"กาลเวลาข้างหน้า!?"
บัวคลี่ที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างๆ หันขวับมามองกันต์ตาโตเท่าไข่ห่าน มือทาบอกอุทานเสียงหลง "การเวลาข้างหน้า? ยุคข้างหน้างั้นรึเ้าคะหลวงปู่? หมายความว่าไอ้เด็กบ้านี่..."
นางหันมามองสำรวจกันต์ั้แ่หัวจรดเท้าอีกครั้ง สายตาของนางเปลี่ยนจากความระแวงเป็ความตื่นเต้นปนประหลาดใจ เหมือนเห็นตัวประหลาดหรือสัตว์หายากที่หลุดมาจากตำรา "มิน่าล่ะ... เ้าถึงได้พูดจาวิปลาส ฟังไม่ได้ศัพท์ พ่นคำแปลกๆ อย่าง 'ฟิสิกส์' 'เลดี้เฟิร์ส' ออกมาตลอดเวลา... ที่แท้ก็มาจากคนละ่เวลานี่เอง"
แม่บัวคลี่ดูจะเข้าใจและยอมรับเื่เหลือเชื่อนี้ได้ง่ายดายกว่าที่คิด หรืออาจเป็เพราะนางเป็ชาวเมืองลับแลที่คุ้นเคยกับเื่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และมิติเวลาที่ซ้อนทับกันอยู่แล้ว เื่ข้ามเวลาก็คงเป็เื่ปกติสำหรับนางกระมัง
"ขออภัยจ้ะ..."
กันต์ยกมือเกาหัวแกรกๆ ยอมรับสารภาพอย่างจำนนต่อหลักฐาน จะโกหกพระอรหันต์ก็คงบาปกรรมเปล่าๆ "ผมพยายามเนียนแล้วนะ... แต่ปิดหลวงปู่ไม่มิดจริงๆ ครับ ยอมแล้วครับ... ผมมาจากอีกหลายร้อยปีข้างหน้าครับ ชื่อจริงผมคือ กันต์ ครับ... ไม่ใช่ไอ้จุก แต่ผมมาเข้าร่างนี้ได้ยังไง ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน"
"เอาเถิด..."
หลวงปู่พยักหน้าเบาๆ "การที่จิตจากอนาคตย้อนทวนกระแสเวลากลับมาได้ ไม่ใช่เื่บังเอิญ... มันคือ 'ปาฏิหาริย์แห่งกรรม' และวาสนาที่ผูกพันกันมา เอ็งมีหน้าที่ต้องทำใช่มั้ย? หน้าที่ที่คนยุคนี้ทำไม่ได้"
"ครับหลวงปู่!"
กันต์ตอบรับเสียงหนักแน่น แววตากลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง ความกลัวหายไปเมื่อได้เปิดอกคุยความจริง "ผมมาเพื่อช่วยคนครับ อาจารย์ ผม... ท่านขุนแผน กำลังจะตายเพราะช่วยชาติ สละชีพเพื่อแผ่นดิน โดนคุณไสยเล่นงานจนเน่าเฟะ ผม้า ดอกบัว์ ไปรักษาท่านให้ทันเวลาครับ! ถ้าไม่ได้ยา ท่านตายแน่ๆ!"
หลวงปู่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ท่านหลับตาลงเพ่งกระแสจิตเข้าสู่สมาธิขั้นสูง บรรยากาศในถ้ำดูหนักอึ้งขึ้นชั่วขณะ ราวกับท่านกำลังตรวจสอบชะตากรรมของโลกและเจตนาของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่ท่านจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตานั้นดูเมตตาขึ้น
"จิตเ้าบริสุทธิ์... แม้ที่มาจะพิสดาร แต่เจตนาดี... กตัญญูรู้คุณคน... ข้าจะอนุเคราะห์"
"ขอบพระคุณครับหลวงปู่!" กันต์ก้มกราบแทบเท้าหลวงปู่ด้วยความดีใจจนน้ำตาซึม รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก
"แต่ช้าก่อน..."
หลวงปู่ยกมือห้ามเมื่อเห็นกันต์ทำท่าจะลุกขึ้นด้วยความดีใจ "หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้... พญางูเผือก ที่เฝ้าดอกบัวศักดิ์สิทธิ์อยู่บนยอดเขา... มันเป็งูทิพย์ที่มีตบะแก่กล้า ตาไว หูไว จมูกไวเป็เลิศ... ยิ่งกว่าเครื่องตรวจจับความร้อน เอ็งเป็มนุษย์ธรรมดา กลิ่นกายหยาบแรงนัก ขืนเดินเข้าไปโทงๆ มันฉกเอ็งตายเป็ผีเฝ้าถ้ำก่อนจะได้เห็นดอกบัวแน่"
"อ้าว... แล้วผมจะทำยังไงล่ะครับ?"
กันต์หน้าเสีย สีหน้าถอดสีทันที "สู้ก็ไม่ได้ หนีก็คงไม่ทัน... แล้วจะให้ผมเหาะเข้าไปเหรอครับ? หรือต้องใส่ชุดพรางตัว?"
หลวงปู่ไม่ตอบ แต่ล้วงมือเข้าไปในย่ามใบเก่าที่วางอยู่ข้างตัว หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือ 'ตะกรุดดอกเล็กๆ' ที่ทำจากใบลานเก่าๆ ม้วนแน่นพันด้วยด้ายสายสิญจน์สีขาวหม่นที่ดูผ่านการปลุกเสกมาอย่างยาวนาน ท่านส่งให้กันต์
"เอานี่ไป... แล้วตั้งใจฟังให้ดี ข้าจะให้ 'คาถาบังกาย'..."
หลวงปู่กำชับเสียงหนักแน่น "ตะกรุดนี้และคาถานี้... มันจะช่วยพรางตา พรางกลิ่น พรางเสียงของเอ็ง ให้กลืนหายไปกับธรรมชาติชั่วขณะ... แต่มันใช้ได้ผลเพียงแค่ ชั่วอึดใจเดียว เท่านั้น หมดลมหายใจหนึ่งเฮือก คาถาก็เสื่อม"
"ต้องท่องว่ายังไงครับ?" กันต์รับตะกรุดมาด้วยมือสั่นๆ รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากวัตถุชิ้นเล็กๆ นั้น มันอุ่นวาบในมือ
"ตั้งนะโม ๓ จบ... แล้วภาวนาในใจว่า..."
หลวงปู่โน้มตัวลงมากระซิบเสียงแ่เบาที่ข้างหูกันต์ ราวกับกลัวว่าจะมีใครอื่นได้ยิน หรือกลัวความลับ์จะรั่วไหล
"นะ บัง ดิน... โม บัง ไฟ... พุท บัง ลูก... ธา บัง ตา... ยะ มิเห็น... นะโมพุทธายะ สุญญัง"
"จำไว้..." เสียงของท่านเข้มงวดขึ้น สายตาจ้องลึกเข้าไปในจิติญญาของกันต์ "ขณะภาวนา ห้ามหายใจ ห้ามวอกแวก จิตต้องนิ่งดั่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น... หากจิตหลุดแม้แต่วินาทีเดียว หรือเผลอหายใจออกมา... งูจะเห็นเอ็งทันที... และนั่นหมายถึงความตาย"
กันต์กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก เหงื่อกาฬเริ่มซึมตามไรผมอีกครั้ง
'ห้ามหายใจ... ท่ามกลางดงงูเนี่ยนะ! จะรอดมั้ยเนี่ยกู กลั้นหายใจตอนดำน้ำยังพอไหว แต่อันนี้... พลาดคือตาย สถานการณ์กดดันระดับ 10 ริกเตอร์'
"ไปเถิด... โยมบัวคลี่ส่งเ้าได้แค่นี้ ที่เหลือเ้าต้องพึ่งตัวเองแล้ว กรรมใครกรรมมัน"
...
ยอดเขาวงกต... รังพญางู
ทางเดินขึ้นสู่ยอดเขานั้นลาดชันและขรุขระ เต็มไปด้วยหินแหลมคมที่พร้อมจะบาดเท้าที่ไร้เครื่องป้องกัน แต่กันต์ก็กัดฟันปีนป่ายขึ้นมาจนถึงปากถ้ำบนยอดเขาเพียงลำพัง บรรยากาศ้านี้วังเวงและกดดันอย่างประหลาด ลมพัดหวีดหวิวผ่านช่องหินราวกับเสียงภูตผีกรีดร้องโหยหวน
ภายในถ้ำนั้นกว้างขวางและสว่างไสวด้วยแสงสีทองนวลตาที่ส่องประกายระยิบระยับไปทั่วผนังถ้ำราวกับประดับด้วยเพชรนิลจินดา ตรงกลางมีสระน้ำใสสะอาดราวกระจก มันคือ สระน้ำทิพย์
และที่กลางสระนั้น... มีดอกบัวดอกใหญ่สีขาวบริสุทธิ์ กลีบซ้อนกันหลายชั้นอย่างวิจิตรบรรจง กำลังบานสะพรั่งส่งแสงเรืองรองนวลตาอยู่ดอกหนึ่ง... ดอกบัว์!
ความงามของมันสะกดสายตาจนลืมหายใจ... แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของกันต์หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม จนแทบจะหยุดเต้น คือสิ่งที่นอนขดอยู่รอบสระน้ำนั้น
พญางูเผือก... ขนาดมหึมาเท่าต้นตาล ลำตัวยาวเหยียดขดซ้อนกันหลายชั้น เกล็ดสีขาวมุกสะท้อนแสงวิบวับดูเลื่อมพรายสวยงามแต่น่าสยดสยอง ดวงตาสีเหลืองอำพันคู่โตของมันลืมโพลงอยู่ตลอดเวลา ส่องประกายวาววับ ลิ้นสองแฉกสีแดงสดแลบออกมา แพลบๆ ััอากาศเพื่อดมกลิ่นผู้บุกรุก
'เชี่ย... ตัวใหญ่กว่าอนาคอนด้าในหนังอีก ใหญ่กว่างูเ้าแม่นาคีอีกมั้งเนี่ย ขืนโดนรัดทีเดียว กระดูกป่นเป็แป้งแน่'
กันต์ขาสั่นพับๆ ยืนหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่หน้าปากถ้ำ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอดเพื่อตุนออกซิเจนให้มากที่สุด... แล้ว กลั้นหายใจ
'เอาวะ... เป็ไงเป็กัน... ตายเป็ตาย... นะโม ตัสสะ...'
กันต์เริ่มภาวนาคาถาในใจ จิตเพ่งไปที่ตะกรุดในมือที่กำแน่นจนเหงื่อซึม 'นะ บัง ดิน... โม บัง ไฟ... พุท บัง ลูก... ธา บัง ตา... ยะ มิเห็น... สุญญัง!'
วูบ...
ทันใดนั้น กันต์รู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิวราวกับขนนก ความรู้สึกหนักอึ้งของร่างกายมนุษย์หายไป ความกลัวจางหายไปชั่วขณะ ราวกับตัวเองกลายเป็อากาศธาตุที่ไร้ตัวตน เขาก้าวเท้าออกจากที่ซ่อน... ย่างสามขุมเดินตรงเข้าไปหาพญางูอย่างเงียบเชียบ
ระยะห่าง ๕ เมตร...
พญางูั์ยกหัวขนาดใหญ่ขึ้นทันควัน! มันหันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็ว ลิ้นแลบออกมาฟุดฟิดถี่รัว... มันได้กลิ่นความผิดปกติบางอย่างเจือจางในอากาศ กลิ่นของมนุษย์ที่มันเกลียดชัง แต่สายตาอันแหลมคมของมันกลับหาตัวต้นตอไม่เจอ! มันส่ายหัวไปมาด้วยความสับสน
กันต์เดินผ่านหน้ามันไป ใจเต้นรัวแรงเหมือนกลองศึก ตึกๆๆๆ เหงื่อเม็ดโป้งไหลเข้าตาจนแสบพร่าแต่ไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตาหรือยกมือปาด ต้องกัดฟันกลั้นหายใจต่อไป หน้าเริ่มแดงก่ำ เส้นเืที่ขมับปูดโปนเพราะขาดออกซิเจน ปอดเริ่มประท้วง้าอากาศ
ระยะ ประชิด!
กันต์เดินผ่านหน้าพญางูไปในระยะแค่เอื้อม! เงาหัวมหึมาของงูั์ทาบทับลงบนตัวเขา กลิ่นสาบสางของสัตว์เลื้อยคลานลอยเตะจมูกชวนอาเจียน ดวงตาอำพันคู่นั้นจ้องมองมาทางเขา... จ้องเขม็ง... แต่เหมือนมองทะลุผ่านร่างเงาของเขาไปที่ผนังถ้ำด้านหลัง
'อย่ามองกู... อย่ามองกู... กูเป็อากาศ... กูเป็ธาตุว่างเปล่า...'
กันต์ก้าวเท้าลงไปในสระน้ำทิพย์ น้ำเย็นเฉียบััผิว เขาค่อยๆ เอื้อมมือสั่นๆ ไปที่ก้านดอกบัว นิ้วมือััความเย็นฉ่ำของพืชศักดิ์สิทธิ์ แล้วออกแรงหัก...
เป๊าะ!
เสียงก้านบัวหักดังเบาๆ ... แต่ในความเงียบสงัดของถ้ำ มันดังก้องกังวานราวกับเสียงะเิ! หรือเสียงปืนใหญ่ที่ยิงข้างหู!
พญางูสะดุ้งโหยง! มันหันขวับมาทางต้นเสียงทันที สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวเต็มที่ มันเห็นดอกบัวที่ขาดออกจากก้านลอยอยู่กลางอากาศ! มันรู้ทันทีว่ามีผู้บุกรุกที่มองไม่เห็น!
มันพุ่งฉกมาที่ความว่างเปล่านั้นทันทีด้วยความเร็วแสง!
"สุญญัง!"
กันต์ะโบทสุดท้ายในใจพร้อมกับะโม้วนตัวหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ!
ฟวับ!
เขี้ยวพิษขนาดมหึมาฉกวูบผ่านหน้าอกเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด! แรงลมจากการฉกทำให้ร่างเขากระเด็น! เสื้อตะเบงมานของเขาขาดเป็ทางยาว! คาถาบังกายคลายลงทันทีที่กันต์เผลอระบายลมหายใจออกเฮือกใหญ่ด้วยความใ!
"เฮือก!"
ร่างของเขาปรากฏชัดขึ้นมาต่อหน้าสัตว์ร้ายอีกครั้ง!
ฟ่ออออ!
งูั์คำรามลั่นถ้ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกมนุษย์ตัวจ้อยหลอกตา มันชูคอขึ้นสูงแผ่แม่เบี้ยขนาดั์ ขดตัวเตรียมพุ่งฉกซ้ำอีกครั้ง!
"ลุงมั่น! ช่วยด้วย!" กันต์ร้องลั่นเสียงหลง
วิ้ง!
ดาบเก่าที่เอวสั่นระริกส่งกระแสจิตด่าสวนกลับมา "วิ่งสิวะไอ้โง่! เอ็งได้ของแล้วจะอยู่รอให้มันแดกรึไง! วิ่ง!"
กันต์ไม่รอฟังซ้ำ เขาใส่เกียร์หมาทันที! ขาทั้งสองข้างสับยิกๆ กระโจนหนีตายออกจากถ้ำ โดยมีพญางูเผือกเลื้อยไล่กวดมาติดๆ เสียงเกล็ดแข็งๆ ขูดกับพื้นหินดัง ครืดคราด... ครืดคราด น่าสยดสยองราวกับเสียงมัจจุราชกำลังลากเคียวไล่ตามหลัง!
...
"วิ่ง! วิ่งลงมา!"
บัวคลี่ที่รออยู่ตีนเขาด้วยใจจดจ่อะโลั่น เมื่อเห็นกันต์วิ่งหน้าตั้งลงมาจากยอดเขา ฝุ่นตลบ ตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องของพญางูที่ะเืเลื่อนลั่นไปทั้งป่า นางยกมือขึ้นปิดปากด้วยความใ
กันต์วิ่งสุดชีวิต ลืมความเหนื่อย ลืมความเ็ป เขาพุ่งตัวข้ามรากไม้ ะโข้ามโขดหิน จนกระทั่งพ้นเขตเสาหินที่เป็เขตหวงห้าม
พญางูหยุดไล่ล่าทันทีที่ถึงเขตแดน มันไม่สามารถออกมาจากเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ มันชูคอจ้องมองด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะค่อยๆ เลื้อยกลับขึ้นไปเฝ้ารังตามเดิมอย่างจำนน
"แฮ่ก... แฮ่ก... โอ๊ย... ตายแน่... นึกว่าไม่รอด..."
กันต์ทรุดฮวบลงกับพื้นหญ้า หอบจนตัวโยน หน้าอกกระเพื่อมรุนแรงเหมือนจะะเิ ในมือข้างหนึ่งยังกำ ดอกบัว์ ที่ยังคงส่องแสงเรืองรองไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แม้จะเกือบตายแต่เขาก็ปกป้องมันยิ่งชีพ
บัวคลี่ถลาเข้ามาดู นางรีบสำรวจรอยแผลที่เสื้อเขาขาดวิ่น สีหน้าของนางเคร่งเครียดและเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด มือไม้สั่นเทาขณะแตะที่ไหล่เขา
"เ้าบ้า! ข้านึกว่าเ้าตายไปแล้ว!" นางดุเสียงเข้ม แต่น้ำเสียงสั่นเครือ แววตามีน้ำใสๆ คลอเบ้า "ทำอะไรบ้าบิ่นนัก! ถ้าเ้าตายไป ใครจะเอายาไปให้ อาจารย์ เ้า! ข้าบอกแล้วว่าให้ระวัง!"
กันต์เงยหน้าขึ้นมองนาง ยิ้มแห้งๆ ทั้งที่ยังหอบแฮกๆ "ก็ยังไม่ตายซะหน่อย..." เขาชูดอกบัวให้ดูอย่างภาคภูมิใจ "รอดมาได้... แบบเฉียดฉิว... เส้นยาแดงผ่าแปดเลย... สกิลการเอาตัวรอดระดับเทพไหมล่ะ?"
บัวคลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าอย่างระอาใจในความบ้าบิ่น แต่แววตาฉายชัดว่าโล่งอกที่เขาปลอดภัย นางยื่นมือมาดึงแขนเขาให้ลุกขึ้น
"ไปเถอะ... ประตูลมจะปิดแล้ว ข้าต้องรีบพาเ้าไปส่ง ก่อนที่เ้าจะหาเื่ตายอีก"
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าซุ้มประตูมิติที่หมอกควันเริ่มก่อตัวหนาแน่น เวลาแห่งการจากลามาถึงแล้ว
บัวคลี่ยืนกอดอกมองกันต์ สีหน้าของนางกลับมาเรียบเฉยแบบแม่เสือสาวผู้พิทักษ์ แต่แววตาคู่นั้นอ่อนลงกว่าตอนแรกมาก นางมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
"ข้าส่งเ้าได้แค่นี้นะ... เมืองลับแลมีกฎ ข้าออกไปไม่ได้... ห้ามก้าวพ้นเขตนี้"
กันต์พยักหน้าเข้าใจ "ขอบใจมากนะบัวคลี่... ขอบใจที่พาไปหาหลวงปู่ ขอบใจที่ช่วยชีวิต... และขอโทษด้วยที่พูดจาไม่รู้เื่มาตลอดทาง ถ้ามีโอกาส... ฉันจะกลับมาตอบแทนบุญคุณ"
บัวคลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง นางเม้มปากเหมือนลังเล ก่อนจะตัดสินใจถอด 'กำไลหยก' สีเขียวใสที่ข้อมือของนาง ยื่นส่งให้กันต์
"เอาไป..." นางพูดห้วนๆ ยัดกำไลใส่มือเขา
"ให้ข้าเหรอ?" กันต์มองกำไลตาโต "ของสำคัญไม่ใช่เหรอ? ดูแพงนะเนี่ย"
"อืม... หลวงปู่บอกว่าเ้ามาจากอนาคต... ข้าไม่รู้หรอกว่ามันไกลแค่ไหน" นางเสมองไปทางอื่น แก้มเริ่มแดงระเรื่อ "แต่เ้าน่ะ... ดูซื่อบื้อ หัวช้า แถมยังพูดจาวกวนเหมือนคนบ้า... ข้ากลัวเ้าจะหลงทางกลับมาไม่ถูก กลัวจะโดนผีป่ามันหลอกเอา"
กันต์รับกำไลมาถือไว้ รู้สึกถึงไออุ่นจากตัวนางที่ยังติดอยู่บนเนื้อหยก "เป็ห่วงเหรอ?" เขาถามยิ้มๆ อย่างล้อเลียน
"ใครเป็ห่วง!"
บัวคลี่สวนทันควัน เสียงสูงปรี๊ด "ข้าแค่... สงสาร! กลัวเ้าจะไปตายกลางทางเสียของเปล่าๆ ต่างหาก! อุตส่าห์รอดจากงูมาได้!"
นางเม้มปากแน่น ก่อนจะพูดเสียงเบาลง "เก็บไว้ให้ดีล่ะ... นี่คือกุญแจผ่านทาง... แล้วก็... พยายามหัดพูดภาษาคนให้มันรู้เื่ด้วย ครั้งหน้าถ้ากลับมาแล้วยังพูดจาเพ้อเจ้ออีก ข้าจะเอาหน้าไม้ยิงให้ไส้แตก"
กันต์ยิ้มกว้างจนตาหยี สวมกำไลหยกที่ข้อมือทันที "รับทราบจ้ะ... สัญญาว่าคราวหน้าจะพูดให้รู้เื่กว่านี้ จะไปเรียนภาษาโบราณมาเพิ่ม... จะไปท่องอาขยานมาเลย"
เขาจ้องตานางสื่อความหมาย "แล้วจะกลับมาให้ด่าอีกนะ... บัวคลี่"
"รีบไปได้แล้ว! ไอ้คนวิปลาส!"
บัวคลี่ผลักหลังเขาแรงๆ แก้เขิน จนกันต์เซถลาเข้าไปในกลุ่มหมอก
ปัง!
เสียงลมกระแทกปิดดังสนั่นหวั่นไหว กันต์ะโพุ่งตัวออกจากประตูหมอก... ทิ้งเมืองลับแลและแม่เสือสาวไว้เื้ั กลับสู่โลกแห่งความเป็จริงในป่าดงพญาไฟ
กันต์ยืนอยู่กลางป่าเพียงลำพัง เขามองกำไลหยกที่ข้อมือที่ยังอุ่นๆ พลางหัวเราะเบาๆ
"ดุชะมัด... แต่ก็น่ารักดีแฮะ"
ภารกิจสำเร็จ... ได้ยาแก้พิษ และได้รู้ว่าถึงจะพูดกันคนละภาษา อยู่กันคนละยุคสมัย แต่ความรู้สึกดีๆ มันสื่อถึงกันได้เสมอ
"รอผมก่อนนะจ๊ะท่านขุน... ไอ้จุกกำลังจะเอาดอกบัวไปกู้ชีพ อาจารย์ แล้ว! อย่าเพิ่งรีบตายนะจ๊ะ!"