เวคฟิลด์ทุ่มร่างลงนอนแผ่อยู่บนพรมหญ้าเขียวขจีดวงตาจับจ้องอยู่กับแผ่นฟ้าสีครามซึ่งดูเหมือนจะบอกความเป็มิตรต่อเขายิ่งกว่าวันใดๆรู้สึกอิ่มเอมเปรมใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะนี้ยามบ่ายกำลังรออยู่ต่อหน้าแล้วและเขาก็ไม่มีอะไรจะต้องทำนอกจากหาความสุขให้กับตนเองในกระเป๋าข้างหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยลูกหินส่วนอีกข้างหนึ่งก็มีเงินอีกถึงสามสิบแปดเซ็นต์ชีวิตนี้ช่างเต็มไปด้วยความร่ำรวยเสียนี่กระไร
ขณะนี้มีกลิ่นหอมๆลอยขึ้นมาเตะจมูก กลิ่นนั้นลอยมาจากหน้าต่างห้องครัวซึ่งอยู่ในชั้นใต้ดินใกล้กับที่เขานอนเขลงอยู่ เด็กชายกลิ้งร่างนอนคว่ำ ทำจมูกฟุดฟิดไม่ผิดหรอกนั่นคือกลิ่นชีสเค้ก...อา...ชีสเค้กที่อ่อนนุ่มหอมอร่อยอย่างไม่อาจจะหาอะไรมาเปรียบได้เด็กชายจึงคลานไปตรงหน้าต่างนั้นและก้มลงมองเข้าไปในห้องครัว แร๊กกำลังล้างจานไปพลางเคี้ยวหมากฝรั่งไปพลางใบหน้าของภรรยาเขาแดงก่ำด้วยความร้อนและเมื่อนางแหงนหน้าขึ้นก็สบตาเข้ากับเวคฟิลด์พอดี
“ชีสเค้กสักอันไหมคะ?”นางถามและส่งขึ้นมาให้เด็กชายชิ้นหนึ่ง
“โอ...ขอบใจมากเลยฮะเอ้อ...ผมขอไปให้เพื่อนสักอันได้ไหมฮะ?”
“ไม่เห็นคุณหนูจะมีเพื่อนที่ไหนเลย”เสียงแร๊กท้วงขึ้น ปากก็เคี้ยวหมากฝรั่งอยู่หยับๆ
เวคฟิลด์ไม่สนใจจะโต้ตอบคำพูดประโยคนั้นของพ่อบ้านเขาเพียงแค่ยื่นมือเล็กๆ ออกมาไปรอรับเค้กชิ้นหนึ่งมิสซิสวแร๊กก์จึงใส่ให้บนมือ
“ระวังนะ มันร้อนเดี๋ยวมือพอง”
เวคฟิลด์วิ่งกลับมาทอดกายนอนบนสนาหญ้าอีกครั้งพอกินเค้กชิ้นแรกหมดเด็กชายก็บอกกับตัวเองว่าเขาไม่สามารถจะกินอันที่สองได้อีกแล้วถ้าฟิ้นช์อยู่ที่นี่เขาอาจจะยกเค้กชิ้นนี้ให้และฟิ้นช์ก็คงจะไม่ซักถามอะไรต่อมิอะไรที่ยากแก่การตอบอีก
แต่ขณะนี้ฟิ้นช์ยังยังอยู่ที่โรงเรียนเวคฟิลด์จึงต้องถามตัวเองอีกว่าเขาจะทำลายบรรยากาศอันรื่นรมย์ในยามบ่ายนี้ด้วยการฝืนใจกินเค้กชิ้นที่เหลือเข้าไปละหรือ
เอ...สุนัขมันทำยังไงนะเวลาที่มันไม่อยากแทะกระดูกในตอนนั้น...มันใช้วิธีฝังน่ะสิ
เวคฟิลด์เดินไปเดินมาอยู่รอบๆมองหาที่ซึ่งดีที่สุดเพื่อจะฝังเค้กชิ้นนั้นไว้ ในที่สุดก็ได้ที่เหมาะใจเด็กชายจึงค่อยๆ ขุดดินขึ้นมาและฝังเค้กชิ้นนั้นลงแล้วก็กลบจนเรียบร้อยจนอยากจะเรียกเม๊กออกมาดูแต่...อย่าดีกว่าเขาตบดินที่กลบเค้กไว้จนเรียบบางทีสักวันหนึ่งอาจจะขุดมันขึ้นมาใหม่ก็ได้
ขณะนี้เออร์เนสท์ไว้ท์โอ๊คอายุเจ็ดสิบปีแล้วเขาได้ขึ้นมาถึงวัยที่เมื่อรับประทานอาหารจนอิ่มเต็มที่แล้วทั้งร่างกายและจิตใจก็ใคร่ที่จะได้รับการพักผ่อนแต่ภาพที่มารดาได้แสดงออกเมื่อครู่นี้ทำให้เขามีความรู้สึกว่ามันทำให้อาหารย่อยยากขึ้นแววตาของเขาบอกความโมโหแม้ว่าท่าทางที่ประคับประคองมิสซิสไว้ท์โอ๊คกลับไปยังเก้าอี้ตัวโปรดของนางนั้นจะอ่อนโยนเช่นทุกครั้งที่เป็มาก็ตาม
เมื่อประคองมารดาให้นั่งลงเรียบร้อยแล้วเขาก็ยืนมองหน้ามารดาอยู่อย่างทั้งรักทั้งหมั่นไส้แม้ว่านางจะแสดงท่าทางที่ไม่น่าพอใจออกมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลาแต่เขาก็รักนางเหนือสิ่งอื่นใดในโลก
“นั่งสบายหรือยังล่ะครับ แมมม่า?” เขาถาม
“สบายแล้ว ไปเอาเป็ปเปอร์มิ้นท์มาให้แม่หน่อยสิ เอาสก๊อทช์มิ้นท์นะไม่ใช่ฮัมบูก”
เขาจึงเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งล้วงมือลงไปในกล่องหยิบลูกอมออกมาเม็ดหนึ่ง และเอามาส่งให้มารดา
“เอาใส่ปากให้แม่เลยสิ”
มิสซิสไว้ท์โอ๊คอ้าปากออกแลบลิ้นออกมายาวเหมือนแม่นกแก่ๆ ที่กำลังหิวโหย เขาหย่อนลูกอมเป๊ปเปอร์มิ้นท์ลงในปากของมารดารีบชักนิ้วออกมาอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่านางจะกัดเอามิสซิสไว้ท์โอ๊คดูดน้ำหวานจากลูกอมด้วยเสียงอันดังจ้องมองดูแสงไฟในเตาผิงอย่างเพลิดเพลิน เหนือพนักเก้าอี้ที่นางนั่งมีนกแก้วสีสวยตัวหนึ่งชื่อโบนีย์เกาะอยู่มันจิกริบบิ้นคาดหมวกเล่นอย่างเพลิดเพลิน
มิสซิสไว้ท์โอ๊คเคยเอานกแก้วตัวหนึ่งมาจากอินเดียชื่อโบนีย์ถือเป็สัญลักษณ์แห่งความรู้สึกดูิ่เหยียดหยามที่นางมีต่อนโปเลียน โบนาปาร์ตและนับั้แ่ตัวแรกได้ตายลงนางก็เลี้ยงต่อมาอีกหลายตัวทุกตัวต่างได้ชื่อว่าโบนีย์ทั้งสิ้นวัยที่ล่วงไปทำให้นางไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของนกแต่ละตัวได้ นางก็จะเล่าให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนฟังถึงครั้งหนึ่งที่นางเคยเลี้ยงนกแก้วไว้เมื่อเจ็ดสิบห้าปีก่อนซึ่งดูเหมือนมันจะสร้างความยุ่งยากให้กับนางพอๆ กับออกุสต้าลูกสาวคนแรกทีเดียวทั้งคุณย่าและลูกชายทั้งสองต่างก็มีสัตว์ของตน
สัตว์เลี้ยงเ่าั้ดูเหมือนจะมิได้มีความรักสำหรับใครเลยนอกจากเ้าของมันเท่านั้นและแต่ละคนก็จะเก็บสัตว์เลี้ยงไว้ในห้องพักของตนจะออกจากห้องก็ต่อเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารหรือเมื่อมีธุระจะต้องไปปรึกษาหารือ หรือสนทนากันเท่านั้น
ห้องของคุณย่าไว้ท์โอ๊คพื้นปูไว้ด้วยพรมหนาม่านหน้าต่างก็มีความหนาหนักไม่แพ้กัน ในห้องอบอวลด้วยกลิ่นไม้จันทน์ การบูรและน้ำมันใส่ผม จะเปิดหน้าต่างเพียงอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น เมื่อมิสซิสวแร๊กก์‘ระบายอากาศ’ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเมื่อไรคุณย่าก็จะอารมณ์ไม่ดีไปทั้งวัน
เตียงนอนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องหัวเตียงแกะสลักเป็รูปผลไม้ นกแก้วกับลิงอีกสองตัวซึ่งโบนีย์จะเกาะนอนอยู่บนนี้ทั้งคืน จนเมื่อถึงตอนกลางวันนั่นแหละจึงจะบินลงมาจิกโน่นจิกนี่ตามเนื้อตัวเ้านายของมันที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือมันสามารถจะด่าออกมาเป็ภาษาฮินดูได้โดยมิสซิสไว้ท์โอ๊คนั่นเองที่เป็ผู้สอนมัน
ขณะนี้มันกำลังจ้องซาช่าตาเป็มันขณะที่แมวของเออร์เนสท์ก็กำลังยืดร่างอยู่บนสองขาหลังพยายามจะกระชากหางเ้าโบนีย์ลงมาด้วยอุ้งมือของมัน
“คุทนี่...คุทนี่...คุทนี่” เ้านกแก้วร้องออกมา
“ปาจิ...ปาจิ...ไซตันกา แคหล่า” เสียงแหลมๆ ของมันกรีดร้องก้องไปทั้งห้อง
“จับแมวแกขึ้นเสียสิ เออร์เนสท์” ผู้เป็มารดาออกคำสั่ง
“เห็นหรือเปล่ามันทำให้เ้าใบนีย์สบถออกมาอีกแล้ว...โถ...โบนีย์...เ้าโบนีย์แสนสวย...จิกตามันเลยสีโบนีย์...เอาเลย” เออร์เนสท์รีบอุ้มซาช่าขึ้นใส่บ่า
“รู้สึกสบายไหมครับ แมมม่า?” เออร์เนสท์จัดริบบิ้นบนหมวกให้อย่างเอาใจ
“เออ...ว่าแต่เมื่อไหร่ผู้ชายคนนั้นเขาจะมาล่ะ?”
“ผู้ชายคนไหนล่ะครับ แมมม่า?”
“ก็คนที่เขาจะออกหนังสือให้อีเด็นน่ะสิ เขาจะมาเมื่อไหร่? แม่อยากใส่หมวกใบขาวที่มีริบบิ้นอันใหญ่ๆ นั่นเต็มทีแล้ว”
“ไว้ให้เขามาก่อนแล้วผมจะบอกนะครับ แมมม่า”
“อืม...เติมฟืนหน่อยสิ เอาฟืนใส่เข้าไปในเตาผิงอีกหน่อยเถอะแม่ก็อยากได้รับความอบอุ่นเหมือนคนอื่นๆ นะ”
เออร์เนสท์หยิบท่อนไม้โอ๊คใส่เข้าไปในเตาผิงและยืนรอดูอยู่จนเมื่อเปลวไฟเริ่มแลบเลียขึ้นแล้วจึงได้หันไปมองมารดาซึ่งก็ปรากฏว่านางได้หลับไปแล้ว คางซุกอยู่ในทรวงอกลูกกวาดรสเป๊ปเปอร์มิ้นท์หลุดร่วงลงมาจากปากและโบนีย์ได้คาบไปตรงมุมห้องพยายามจะขบให้แตก มันอาจจะคิดว่าเป็ลูกนัทก็ได้เออร์เนสท์อดยิ้มไม่ได้เขาเดินออกจากห้องด้วยฝีเท้าแ่เบาพร้อมกับปิดประตูลง
จากนั้นเขาก็เดินขึ้นบันไดช้าๆโดยมีซาช่าเกาะติดอยู่บนไหล่ตรงไปยังห้องส่วนตัว ขณะที่เดินผ่านไปตามห้องโถงกลางของชั้นบนนั้นเขาเห็นประตูห้องส่วนตัวของพี่ชายเปิดกว้างอยู่เมื่อมองเข้าไปภายในก็เห็นพี่ชายทอดร่างอยู่บนเก้าอี้นวมยาวแบบโบราณเรือนผมสีเทาเงินยุ่งเหยิงอย่างจากความเอาใจใส่