7
ไม่รู้เดียงสา
ถึงแม้จะถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในเรือนหวังกุ้ยฮวาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ ตรงกันข้ามนางกลับดีใจยิ่งนักที่ไม่จำเป็ต้องออกหน้าปฏิเสธพบผู้คนที่แวะมาราวกับจวนสกุลหวังเป็ตลาดที่จำต้องเวียนผ่าน
นางได้ยินเสียงบ่าวกระซิบกระซาบอยู่ท้ายเรือนว่าองค์ชายสิบมาเยือนบ่อยครั้ง ทั้งยามที่บิดาอยู่และไม่อยู่ เขาแจ้งว่า้าพบนาง แต่เมื่อทราบว่าหวังกุ้ยฮวาถูกกักบริเวณก็ยินดีจะใช้เวลาสนทนากับหวังกุ้ยผิงที่แย้มหน้าออกไปรับรอง
ตลอดสามเดือนนี้เสียงพิณดังไปทั่วทั้งจวน หวังกุ้ยฮวานั่งฟังนอนฟังอย่างเพลิดเพลิน บางครั้งถึงกับหลับใหลเพราะเสียงอันเสนาะชวนผ่อนคลาย
“ฮวาเอ๋อร์ วันพรุ่งถึงกำหนดลงโทษวันสุดท้ายแล้ว ลูกเตรียมใจแล้วหรือยัง”
เผิงอิงหลานถือกระบวยผลน้ำเต้าตักน้ำรดพืชผักหลังเรือนรอง หวังกุ้ยฮวามองหยดน้ำที่แตะลงบนใบเขียวสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างเพลิดเพลินก่อนจะเงยหน้ามองมารดา
“เหตุใดข้าต้องเตรียมใจด้วยเล่าเ้าคะท่านแม่ ผู้อื่นแวะเวียนมาหาพี่รอง มิใช่ข้า ผู้ใดปักใจกับใคร มิใช่เห็นได้ชัดเจนหรือ”
“ปักใจเื่หนึ่ง ฐานะเื่หนึ่ง เ้าคิดว่าต่อให้อันอ๋องมีใจให้พี่รองเ้ามากกว่านี้นางก็จะแต่งเข้าวังได้อย่างสง่าผ่าเผยหรือ”
คิ้วของหวังกุ้ยฮวามุ่นจนชิดกัน “ท่านแม่หมายความว่าอย่างไรเป้าหมายของอันอ๋องก็คือข้าหรือเ้าคะ”
“แม่ไม่รู้จักอันอ๋อง แต่แม่รู้จักเหอซูเมิ่ง สตรีนางนั้นชาติกำเนิดต่ำต้อย ที่ได้ดียามนี้เพราะเหอฮองเฮาต ดังนั้นนางเป็คนที่รู้ดีกว่าใครว่าหวังกุ้ยผิงไม่สามารถแต่งเข้าวังองค์ชายสิบได้แบบทั่วไป”
“ถ้าพี่รองอยากแต่งเข้าวังอังอ๋อง... ก็ต้องแต่งตามข้าไปสินะเ้าคะ”
เผิงอิงหลานเลิกคิ้ว ผินมองบุตรสาวที่ระยะหลังนี้เก็บเนื้อเก็บตัวอ่านหนังสือด้วยท่าทางแปลกใจ “ฮวาเอ๋อร์เริ่มมองหมากของผู้อื่นออกบ้างแล้ว”
หวังกุ้ยฮวาเป็เอกในศาสตร์ศิลป์ทั้งสี่ เื่นี้เผิงอิงหลานไม่เคยเป็ห่วง แต่บุตรสาวนางอ่อนด้อยในเื่การมองคน ความมั่นใจและยึดถือในตัวเองอันมากล้นทำให้หวังกุ้ยฮวาไม่เคยคิดว่าจะถูกหักหลังจากคนใกล้ชิด นางคิดว่าถ้าทำดีกับใครก็จะได้รับสิ่งที่ดีตอบแทนมา แต่ในแคว้นที่แก่งแย่งชิงดีอยู่ตลอดเวลาจะคับแคบเช่นนั้นได้อย่างไร
“ทำให้ท่านแม่เป็กังวลแล้ว ฮวาเอ๋อร์เป็บุตรสาวที่ใช้ไม่ได้เลยเ้าค่ะ”
หวังกุ้ยฮวาปรับสีหน้า นางจำได้ดีว่ามารดาพยายามทัดทานสมรสพระราชทานระหว่างนางกับหลี่เยียนหลายครั้ง แต่นางไม่ฟังเพราะคิดว่าอันอ๋องดีต่อตน ทั้งยามนั้นเหอกุ้ยเฟยก็เอาใจนางยิ่ง จนสตรีหัวอ่อนผู้นั้นคล้อยตามจนถูกจับจูงไปตามแผนการของผู้อื่น
“ลูกรู้ว่าควรทำเช่นไรก็ดีแล้ว แต่เสียดายที่วันพรุ่งอาจจะไม่ใช่แค่อันอ๋อง ดูเหมือนจวนสกุลหวังน่าจะต้อนรับคุณชายสูงศักดิ์หลายท่าน”
“ท่านแม่ล้อข้าเล่นแล้วกระมัง นอกจากอันอ๋องแล้วยังมีใครติดใจพี่รองอีกหรือ ไม่เห็นได้ยินบ่าวพูดถึงเลย”
เผิงอิงหลานเผยรอยยิ้มลึกลับ ไม่ตอบชัดแต่ปล่อยให้บุตรสาวครุ่นคิดด้วยตัวเอง
“คนที่คุณชายทั้งหลายต้องตาอาจจะไม่ใช่พี่รองของลูกก็ได้”
จวนสกุลหวังนับเป็จวนที่มีขนาดกว้างขวางเป็อันดับต้นๆ ของเมืองหลวง เวลานี้แเื่ไม่ได้มากเพราะเผิงอิงหลานไม่ได้จัดงานเลี้ยงฉลองมาสักพักใหญ่ แต่หวังกุ้ยฮวารู้สึกไม่ชินเมื่อนางต้องรับรองแขกที่ทั้งคุ้นและไม่คุ้นถึงสามคนพร้อมกัน
จวนไม่ได้แคบ แต่แขกผู้มาเยือนต่างหากที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
แขกสูงศักดิ์ท่านแรกมาถึงั้แ่เช้า นางพบเขาขณะที่กำลังรับสำรับอยู่กับหวังกุ้ยผิง หลี่เยียนผู้นี้เทียวมาจวนสกุลหวังบ่อยครั้ง ได้ยินบ่าวพูดถึงจนคุ้นชินไม่ทำให้รู้สึกแปลกใจ
แขกสูงศักดิ์ท่านที่สองไม่เกินความคาดหมาย หวังกุ้ยฮวาได้ยินจากบิดาว่าเขามาขอพบนางในวันหนึ่ง แต่เพราะนางถูกกักบริเวณหลี่จงจึงกล่าวว่าจะมาใหม่หลังจากนางพ้นโทษแล้ว
แขกคนที่สามเป็ผู้ที่นางไม่คิดว่าจะพบ เจียงหลินกับนางชาติก่อนไม่ถูกกัน ชาตินี้ก็ไม่คล้ายสนิทสนม เขากล่าวว่าบังเอิญพบรัชทายาทกลางทางเลยติดตามมาด้วย ไม่รู้ว่าเห็นจวนสกุลหวังเป็สถานที่พักพ่อนหรืออย่างไร
“ไม่คิดว่าทุกท่านจะมาเยือนพร้อมกันเพียงนี้ รับรองบกพร่องอย่างไรต้องขออภัยด้วย”
หญิงสาวชิงขอโทษล่วงหน้า นางคล้ายกำลังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์สามตัวที่มาจากคนละฝูง
“เป็พวกเราที่มารบกวน ไม่กล้ามากเื่ให้คุณหนูรองลำบากใจ” รัชทายาทเป็คนแรกที่ตอบรับ ไม่ว่าจะด้วยฐานะหรือความาุโย่อมต้องเป็เขาออกหน้า
“อย่างที่เสด็จพี่รัชทายาทกล่าว ข้าคงจะเสียใจหากต้องทำให้คุณหนูรองรู้สึกไม่ดี” หลี่เยียนคล้อยตามเป็หนึ่งเดียว คลี่รอยยิ้มอ่อนโยนราวกับ้ามัดใจสตรีโง่งมที่หลงนิยมรูปโฉมผู้งดงาม
บุรุษทั้งสามคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านางนี้... ถ้าให้บอกว่างดงามคงจะเป็คุณชายที่ยังไม่ได้เอ่ยปากกระมัง
รัชทายาทเป็ชายหนุ่มร่างสูง เขามีรูปร่างกำยำล่ำสัน ผิวค่อนข้างคล้ำเพราะหลายครั้งถูกส่งให้ไปเป็แม่ทัพรับศึกชายแดน เขานิยมสวมชุดสีดำไม่ก็เหลืองอ่อน ปักลายัสามกรงเล็บสลับกับลายพยัคฆ์ ค่อนข้างเป็คนมัธยัตถ์ เพราะหวังกุ้ยฮวามักจะเห็นเขาสวมชุดเดิมๆ เสมอ
ตรงกันข้ามกับน้องชายร่วมมารดาที่มักจะสวมใส่ชุดใหม่เพื่ออวดโอ้ น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นเขาใส่เสื้อซ้ำเดิม
หลี่เยียนเป็บุรุษผิวขาวจัดเพราะใช้ชีวิตอยู่ในวังเป็ส่วนมาก รูปร่างสูงใหญ่แต่ไม่เท่าพี่ชาย เพราะไม่ได้แบกรับความคาดหวังจึงไม่ต้องเรียนรู้ศาสตร์ศิลป์และการรบจนครบถ้วน เขาอยากเรียนอะไรก็ได้เรียน ้าอะไรก็ร้องขอ ฮ่องเต้มักจะตามใจเขาเสมอเพราะรู้สึกผิดที่พระโอรสผู้นี้สูญเสียมารดา
“ส่วนข้าเพียงติดตามไท่จื่อมา ได้ยินว่าคุณหนูหวังถูกท่านเสนาบดีลงโทษเลยอยากมาดูให้เห็นกับตา” เจียงหลินระบายยิ้ม ในดวงตาปรากฏประกายขบขันยิ่งนัก หวังกุ้ยฮวาแอบเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ ที่แท้คุณชายเจียงก็มาเพื่อพิสูจน์ความล้มเหลวของนาง
“ผู้คนล้วนมีผิดพลาด ข้าเองก็ไม่ทันคิด ถูกท่านพ่อลงโทษนับว่าสมควรแล้ว”
หวังกุ้ยฮวาไม่ได้เอ่ยชัดแต่ชายหนุ่มทั้งสามก็ทราบว่านางถูกลงโทษด้วยสาเหตุใด เพราะยามที่ฮูหยินรองกับบุตรสาวรอรถม้าอยู่หน้าประตูวังพวกเขาต่างก็เห็นทั่วกัน
“จะว่าไปแล้วต้องขอบคุณอันอ๋องด้วยเพคะที่เมตตาจัดรถม้ามาส่งแม่รองกับพี่รองของหม่อมฉัน”
แม้จะช้าไปหลายเดือน แต่ก็ถือว่าหวังกุ้ยฮวาได้ขอบคุณตามมารยาทอันพึงมีแล้ว
“ไม่เป็ไร เป็สิ่งที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว” ดวงตาของหลี่เยียนเจือรอยไม่ชอบใจ เขาอยากจะใช้เวลากับหวังกุ้ยผิงแต่ยังไม่ลืมว่าต้องหว่านล้อมให้หวังกุ้ยฮวายินดีรับสมรสพระราชทาน ยิ่งได้เห็นว่าพี่ชายตั้งใจมาพบหน้าหวังกุ้ยฮวาเช่นนี้ความรู้สึกอยากเอาชนะก็ยิ่งโผนทะยาน
“ว่าแต่ไท่จื่อมีธุระใดกับหม่อมฉันหรือเพคะ เห็นท่านพ่อบอกว่าท่านมาหาครั้งหนึ่งตอนที่หม่อมฉันถูกกักบริเวณ”