ตอนที่ 33 ใต้ร่มเงา (3)
เสียงเฮฮาดังขึ้นจากฝั่งของศิษย์ภายในเป็ส่วนใหญ่… ทางฝั่งศิษย์ภายนอกต่างเงียบสนิทราวกับป่าช้า การพูดคุยของสองกลุ่มนี้แบ่งเป็สองห้วงอารมณ์อย่างเด่นชัด ศิษย์ภายในดูสดใสร่าเริงกว่ากันมาก ในขณะที่ศิษย์ภายนอกคล้ายเคร่งเครียดปานประสาทกิน
การประลองประจำปีนั้นถูกจัดขึ้นโดนพระมหาจักรพรรดิ โดยรวบระหว่างศิษย์ของทั้งสองสำนักที่ได้จับคู่ด้วยกันมาประลองกันอย่างไม่สนฝักฝ่าย ไม่แบ่งแยกชายหรือหญิง ไม่แบ่งแยกศิษย์ภายนอกหรือศิษย์ภายใน ผู้ที่อยู่รอดบนแท่นประลองได้นานที่สุดคือผู้ชนะที่แท้จริง รางวัลของการประลองนี้เป็ของที่ทางพระมหาจักรพรรดิส่งมอบมาให้โดยตรง เพื่อสนับสนุนผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงหนึ่งเดียวจากทั้งสองสำนัก
“กฎการประลองมีเพียงข้อเดียวเท่านั้น …ทำให้อีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้หรือหมดสภาพต่อสู้”
สิ้นคำกล่าวของลู่หลิน นางเหาะเหินไปยังที่นั่งของเหล่าผู้าุโ โต๊ะกลมของนางนั้นมีผู้ร่วมนั่งอยู่สองคน…ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักกระบี่คู่์และผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ดารา์ ลู่หลินหันมองไปทางผู้าุโสูงสุดของสำนักกระบี่คู่์พลันขมวดคิ้วมุ่น “ท่านเ้าสำนักล่ะ?”
ผู้าุโสูงสุดอยู่ในกิริยาสงบเงียบ เขากล่าวพูดขึ้น “ท่านเ้าสำนักมีเหตุด่วนทำให้มิอาจร่วมชมการประลองได้
ในขณะนี้เองที่เฟยอวี่กล่าวถามกับเหลียงเซินออกไป “การประลองประจำปี? มันคือสิ่งใด?”
ท่ามกลางแววตาสุกใสของอิสตรีทั้งสองที่จับจ้องเฟยอวี่ด้วยความประหลาดใจ …นี่เขาไม่รู้?
“เนื่องจากการประลองเป็รูปแบบผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจึงได้รางวัล มันไม่สนใจว่าใครจะออกไปเป็คนแรก มันสนใจเพียงใครอยู่บนแท่นประลองได้นานที่สุด หากไม่มีเสียงขอท้าประลองจากผู้คนได้ครบสิบนาที มันผู้นั้นจะกลายเป็ผู้ชนะและถูกเรียกขานในฐานะคนที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั้งสองสำนัก อย่างไรก็ตาม พระมหาจักรพรรดิมองว่าคนที่ออกไปคนแรกควรได้รับสิทธิ์ในความกล้าหาญของเขา คนแรกนั้นสามารถเลือกคู่ประลองได้ เห็นว่าคนแรกที่ออกไปจะขึ้นไปเพราะมีความแค้นส่วนตัวมากกว่าจะไปเอารางวัล” เหลียงเซินอธิบาย
ทันใดนั้นเองที่บรรยากาศภายในตำหนักหลักกลับกลายเป็อึกทึกครึกโครม เมื่อเหล่าศิษย์ภายนอกสังเกตเห็นผู้ห้าวหาญคนแรกที่กล้าเหยียบขึ้นแท่นประลอง สีหน้าของพวกเขาพากันเบี้ยวบิดอัปลักษณ์…ลี่ถัง ผมสั้นสีดำ ผิวขาวสะอาดดูดี ใบหน้าของเขากลับให้ความรู้สึกอึดอัดประหลาด สีหน้าที่ราวกับชื่นชมในการทรมาน ความจิตที่แสดงออกมาโดยไร้ซึ่งการปิดบัง มันพกกระบี่ไว้ข้างเอวเสมอ
“ลี่ถังมันเล็งผู้ใด… ปกติมันขึ้น่หลังไม่ใช่รึ”
“ใครถูกเลือกคนแรกนี่ซวยเลย เจอเถื่อนสุดในรุ่นเสียด้วย”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์อึมครึมแ่เบาจากบริเวณศิษย์ภายนอก ลี่ถังขึ้นชื่อเื่ความโเี้อำมหิต แม้การประลองเป็การประมือแลกวรยุทธ ถึงกระนั้น มันล้วนลงมือทำเกินไปในทุกครั้ง ด้วยความที่กฎข้อที่สามของสำนักกระบี่คู่์ “ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ” ต่อให้ลี่ถังทำอีกฝ่ายาเ็สาหัส นี่ล้วนไม่ผิดกฎข้อใดทั้งการประลองทั้งของสำนัก ปกตินั้น ศิษย์ภายในจะขึ้นบนแท่นประลองเป็คนแรกเสมอ… ซึ่งคู่ส่วนใหญ่ที่พวกมันเลือกจะเป็ศิษย์ภายนอกโดยส่วนใหญ่
สภาพของศิษย์ภายนอกยิ่งไม่ต้องอธิบายให้มากความ พวกเขาต่างถูกอัดจนน่วม แขนหักขาหักพักฟื้นตัวไปหลายเดือนก็มี…
บริเวณแถวศิษย์ภายใน กู่หวังที่นั่งจิบชาอย่างสบายอยู่แถวหลังสุดพลันถูกทักท้วงจากสตรีข้างกาย “กู่หวัง ผู้าุโสูงสุดเรียกหาเ้า”
กู่หวังที่ได้ยินดังนั้นจึงหันมองไปทางผู้าุโสูงสุดของสำนักตน ซึ่งทางผู้าุโสูงสุดนั้นจ้องมองมาทางเขาอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มไม่รอช้าที่จะลุกเดินไปทางฝั่งที่นั่งของอาจารย์อย่างรวดเร็ว ฝ่าเท้าหยุดชะงักลงตรงโต๊ะกลมของเ้าสำนักหญิงและผู้าุโสูงสุดทั้งสอง “ศิษย์รบกวนพวกท่าน” กู่หวังประสานฝ่ามือเคารพพลางก้มศีรษะเล็กน้อย
“กู่หวัง นี่จดหมายด่วนจากตระกูลกู่” ผู้าุโสูงสุดกล่าวอย่างเ็า ชายชรายื่นซองจดหมายที่สภาพสมบูรณ์ให้กับเขา “เพื่อความส่วนตัวของเ้า ข้าอนุญาตให้ใช้ทางเดินของพวกอาจารย์ออกไปอ่านจดหมายนี่ได้”
กู่หวังเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจลึกล้ำ เขารับซองจดหมายไว้แล้วก้มศีรษะเล็กน้อย “ศิษย์ต้องขอตัว” ชายหนุ่มสาวเท้าไปตามทางที่ผู้าุโสูงสุดบอก ระหว่างทางล้วนครุ่นคิดอย่างตื่นตระหนก ตลอดเวลาที่ร่วมสำนักกระบี่คู่์ ทางตระกูลกู่ไม่เคยส่งจดหมายมาหาแม้เพียงครั้งเดียว กู่หวังที่เดินออกมาจากบริเวณตำหนักหลักได้ประมาณหนึ่ง เขาเปิดซองจดหมายขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในจดหมายนั้นมีใจความว่า…
“ถึงหวังเอ๋อ… หากจดหมายฉบับนี้ถึงมือเ้า โปรดรับรู้และเข้าใจว่านี่เป็จดหมายที่ด่วนที่สุดในชีวิตของข้า อีกฉบับหนึ่งก็ส่งไปหาพี่เ้าที่วังัเพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ภายในเจ็ดตระกูลใหญ่ เ้าคงทราบดี สำนักกระบี่คู่์เป็สำนักที่เหล่าตระกูลใหญ่มิอาจก้าวก่ายได้แม้เพียงเสี้ยว อย่าว่าแต่เราตระกูลใหญ่ ไม่ว่าจะราชวงศ์ั,จักรพรรดิหลงเทียน,พระมหาจักรพรรดิยังไม่กล้ายั่วยุเ้าสำนักนั่น ฉะนั้นแล้ว หน่วยข่าวกรองของเราย่อมมิอาจแทรกแซงเข้าไปได้ ข้าจึงไม่ทราบว่าคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลเจียวนั้นได้รับแผลเป็ขนาดใหญ่บริเวณหน้าผาก…”
เมื่อกู่หวังอ่านมาถึงจุดนี้ ั์ตาของชายหนุ่มล้วนขยายโตกว้างปานถลน… สำหรับเขาแล้ว เวทีประลองประจำปีของสองสำนักไม่ต่างอันใดไปจากสนามเด็กเล่น กู่หวังจึงละทิ้งความสนใจทั้งหมดที่มีภายในงาน มันเป็สาเหตุที่เขาเลือกนั่งอยู่แถวหลังสุดและนั่งจิบชาอย่างสบายใจโดยเมินเฉยต่อผู้คนทั้งงาน เขาจึงไม่ทราบว่าเจียวอ้าวนั้นไปได้แผลเป็มาตอนไหน… แม้กระทั่ง เสียงพูดคุยที่ขยายเป็วงกว้างเื่แผลเป็ของเจียวอ้าวภายในงานยังมิอาจมาถึงเขาได้
แผ่นหลังของชายหนุ่มหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ… ฝ่ามือสั่นเทา เขาพยายามรวบรวมสติเพื่ออ่านจดหมายต่ออย่างใจเย็น
“แทรกแซงสำนักกระบี่คู่์ไม่ได้ ทว่า การแทรกแซงสำนักกระบี่ดารา์นั้นง่ายดายราวกับหยิบส้มใส่ลัง หน่วยข่าวกรองของเราเพิ่งทราบข่าวเมื่อไม่นานมานี้ และคงอีกไม่ช้า สิ่งที่เ้ากำลังกังวลเมื่อได้อ่านจดหมายฉบับนี้… ข้ารู้ว่าเ้าคงคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก หวังเอ๋อ…เ้าต้องจินตนาการไม่ออกแน่ๆ ปู่ของเจียวอ้าวที่ออกปากว่าจะเร้นกายบำเพ็ญตนไปอีกช้านาน นี่ผ่านมาได้แปดปีกว่าเท่านั้น ทันทีที่มันทราบข่าวเื่ของคุณหนูเจียว มันกลับออกมาจากด่านฝึกตนในทันที ตอนนี้มันอาละวาดไปทั่วเจ็ดตระกูลใหญ่แล้ว นี่พวกข้าก็เพิ่งถูกบังคับให้ไปหาตัวการมา… ข้าหวังว่าผู้ที่ทำจะไม่ใช่เ้า แต่ถ้าเป็เ้า ข้าอยากบอกให้รู้ว่าเ้าคือตัวการที่ทำให้ตระกูลกู่ล่มสลาย หากไม่ใช่เ้า เ้าต้องตามหาตัวการที่สร้างรอยแผลเป็ให้นาง สัตว์ประหลาดเฒ่านั่นจะติดหนี้บุญคุณเราครั้งใหญ่!! อีกอย่าง…มันกำลังตรงดิ่งไปทางสำนักกระบี่ดารา์…”
ใจความของจดหมายจบลงเพียงเท่านี้ ทันทีที่กู่หวังอ่านจบทั่วทั้งร่างกายของเขาอาบท่วมด้วยเหงื่อเย็น ชายหนุ่มััได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็ส่ำราวกับจะกระเด็นออกมาจากอก
ในขณะนี้เองภายในตำหนักหลัก จากบรรยากาศอึกทึกครึกโครมกลับกลายเป็เงียบสงัดราวกับป่าช้า เมื่อชื่อที่ถูกขานขึ้นนั้นเป็…
“เจียวอ้าว คุณหนูตระกูลเจียว” ลี่ถังกล่าวด้วยท่าทางไม่แยแสอันใด
คำพูดของมันล้วนทำให้ทุกผู้คนลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง ในบรรดาศิษย์เก่าเป็ที่ทราบโดยทั่วกัน ลี่ถังขึ้นชื่อเื่ความอำมหิต มันล้วนเลือกศิษย์ภายนอกไม่ก็ศิษย์ใหม่ขึ้นมาตอบสนองความ้าอันโเี้ ทำร้ายร่างกายอย่างสาหัสทารุณ ซึ่งศิษย์ที่ถูกเลือกนั้นเป็ฝ่ายสำนักกระบี่คู่์เสมอ ถึงมันจะโหดร้ายแต่ก็ไม่เคยเลือกศิษย์สตรีขึ้นมาเลยสักครั้งเดียว… นี่ล้วนเป็ครั้งแรก…
เจียวอ้าวลุกขึ้นยืนไร้ซึ่งความลังเล ั์ตาและสีหน้าของนางราบเรียบสงบอย่างยิ่ง ปราศจากความหวาดกลัว…
“คุณหนูเจียว ท่านสู้เขาไม่ได้…” เหลียงเซินกล่าวตักเตือนท่าทางเป็กังวล “ความต่างของพลังมากถึงหนึ่ง่ใหญ่ มันไม่ต่างอันใดไปจากการฆ่าตัวตาย…”
“ข้าก็อยากปฏิเสธ แต่ได้ยินมาว่าผู้ที่ถูกเลือกคนแรกมิอาจปฏิเสธได้ นี่เป็การประมือแลกวรยุทธมิใช่หรือ… อย่างน้อยก็ถือว่าได้ประสบการณ์ต่อสู้ที่หาไม่ได้ง่ายๆ”
เฟยอวี่มองตามเจียวอ้าวตลอดเส้นทาง เขากล่าวลอยๆด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “นางเชื่อจริงรึว่านี่เป็การประมือแลกวรยุทธ…”
มีเพียงคนตาบอดเท่านั้นที่ไม่รู้ความต่างของระดับพลังยุทธอันมหาศาลนี้ ลี่ถังคือศิษย์ภายในของสำนักกระบี่คู่์ ผู้บรรลุพลังยุทธระดับเชี่ยวชาญขั้นสอง เจียวอ้าวที่อยู่ระดับรากฐานขั้นหกนั้นราวกับลูกไก่ในกำมือ ไม่สิ… มดแมลงที่บีบก็ตายได้โดยง่าย เสียงการสนทนาดังขึ้นจากกลุ่มคนส่วนมากทั้งศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายใน
“มันไม่มีความละอายใจเลยรึ? คุณหนูเจียวเพียงบรรลุรากฐานขั้นหกเท่านั้น ความต่างมีมากถึงหนึ่ง่ใหญ่…”
“มันกล้าท้าทายคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลเจียว? ช่างเป็ชายที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินเสียจริง! มันไม่รู้หรืออย่างไรว่าตระกูลเจียวยิ่งใหญ่เพียงใด…”
“เ้าลี่ถังยังมีความละอายอีกหรือไม่ บุรุษกลับเรียกสตรีเป็คนแรก? นี่ระดับพลังล้วนแตกต่างราวฟ้าดิน!”
เจียวอ้าวสาวเท้าขึ้นแท่นประลองด้วยสีหน้าราบเรียบสงบ หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีประสานสายตาจับจ้อง ลี่ถังยกยิ้มขึ้น “ข้าอยากเจอมานานแล้ว โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งทวีปั นี่มิใช่ว่าผู้คนตามืดบอดงั้นรึ เ้าเป็โฉมงามอันดับหนึ่งได้เช่นไร…”
วาจาถากถางของมันทำให้เจียวอ้าวหางคิ้วกระตุกเล็กน้อย ลี่ถังมองเหยียดหยันไปทางรอยแผลเป็บริเวณหน้าผากของนาง เจตนาของมันเป็การกล่าวโจมตีเจียวอ้าวเด่นชัด ถึงกระนั้น นางยังคงรักษาอาการสงบไว้ “เ้าใช่… พี่ชายของลี่ถิง?”
ลี่ถังปรบมือดังๆ สามครั้ง พร้อมใบหน้าแสยะยิ้ม “เป็เกียรติอย่างมากที่คุณหนูเจียวรู้จักข้า มันเหมือนที่น้องสาวข้ากล่าว ท่าทางของเ้าช่างหยิ่งยโสนัก เ้าไม่คิดบ้างหรือว่าจะมีคนรังเกียจกิริยาเช่นนั้นมากเพียงใด อย่างน้อย…ก็ข้าแล้วหนึ่งคน”
“เ้าเรียกข้าขึ้นมาเพื่อกล่าวตำหนิให้ข้าอับอายรึ …มันสะใจเ้ามาก?”
ใบหน้าของลี่ถังกลับกลายเป็แย้มยิ้ม
ทันใดนั้น ลี่ถังพลันหายวับไปในชั่วพริบตา ถึงกระนั้น ั์ตาของเจียวอ้าวกลับนิ่งสงบอย่างถึงที่สุด… เพียงสามลมหายใจ ลี่ถังมาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าต่อตาของนาง ในระยะที่ห่างเพียงเอื้อมมือ สืบเนื่องจากระดับพลังยุทธที่แตกต่างราวฟ้ากับเหว หญิงสาวมิอาจมองเห็นการเคลื่อนไหวได้ทันแม้เพียงภาพติดตา ลี่ถังกล่าวกระซิบอย่างใบหูแ่เบา “กฎการประลองมีเพียงหนึ่งข้อ อีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้หรือหมดสภาพต่อสู้”
หมัดของลี่ถังซัดใส่ท้องน้อยของนางอย่างรวดเร็ว มันออมแรงไว้ถึงหนึ่งในสิบส่วน ตึบ… ประดุจสายฟ้าฟาดใส่เจียวอ้าวอย่างรุนแรง ด้วยแรงจากหมัดทำให้หญิงสาวกระเด็นถอยหลังไปถึงสาม่เก้า ความรู้สึกจุกเสียดท้องวาบผ่านทำให้ไม่สามารถเอ่ยคำใดได้ในชั่วขณะหนึ่ง แววตาคู่ทระนงจ้องมองลี่ถังไร้สิ้นอารมณ์ใด แม้ภายในจะรู้สึกเ็ปมากก็ตาม…
“…นางยืนไม่ไหวแล้ว” เฟยอวี่ครุ่นคิดในใจอย่างเงียบงัน แววตาคมกล้าจับจ้องแท่นประลองไม่กระพริบตา เขา้าพิสูจน์ให้แน่ใจ ความรู้สึกคุ้นเคยที่เกิดขึ้นครั้งแรกที่เห็นนาง… ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเอาชนะผู้แข็งแกร่ง…
เจียวอ้าวกลืนโลหิตคำโตลงคอ ร่างกายของนางหมดสิ้นเรี่ยวแรง หากใครมาแตะเข้าคงขาล้มพับ นางที่ยืนอยู่ได้นับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว
“โอ้… รับหมัดของข้าไปยังยืนอยู่ได้อีกรึ”
ท่ามกลางเสียงก่นด่ามากมายรอบข้างสนาม ขนาดคนที่ไม่ชอบเจียวอ้าวยังพากันด่าลี่ถังเป็วักเป็เวน ลู่หลินแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ หากไม่นับว่าบรรดาผู้าุโให้ความเคารพกฎการประลองอย่างมาก นางคงประกาศหยุดการประลองไปแล้ว แต่ถ้านางทำเช่นนั้น… กฎการประลองอันศักดิ์สิทธิ์ย่อมเสื่อมเสีย มันจะไม่มีผู้ใดเคารพกฎอีกต่อไป นางได้แต่ภาวนาในใจ …ช่วยยอมแพ้ทีเถอะ
เจียวอ้าวยกยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ฝืนกลั้น ใบหน้าของนางกระตุกทุกครั้งที่พยายามรักษารอยยิ้มไว้ “ก็ไม่เท่าไหร่นี่”
สีหน้าของลี่ถังกลับกลายเป็บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ เขาที่้าฉีกทำลายเจียวอ้าวคล้ายถูกตบหน้าเสียเอง มันชักกระบี่ที่พกไว้ข้างเอวออกมา ปลายกระบี่สีเงินสะท้อนแสงวาววับ ลี่ถังตวัดกระบี่อย่างแม่นยำ ฉับ…! ั์ตาของผู้คนต่างเบิกโตกว้างด้วยความตกตะลึงลาน เส้นผมสีเงินยาวสลวยร่วงโรยราวกับขนนก เจียวอ้าวยืนแข็งค้างเมื่อััได้ถึงคลื่นลมที่พุ่งผ่านไป… จากเผ้าผมที่ยาวระเอว ความยาวผมลดฮวบเหลือเพียงบ่า
ชั่ววินาทีต่อมา ลี่ถังะเิเสียงหัวเราะด้วยความสะใจ เขาเป็คนที่รักน้องสาวของตัวเองอย่างมาก เพียงลี่ถิงไปแต่งเติมเื่ราวแล้วเล่าให้พี่ชายนางฟัง ความโกรธแค้นนี้ล้วนตรึกเต็มอยู่ข้างในอกเป็เพลิงโทสะที่รอการระบาย
นี่ล้วนเป็การหยามเกียรติของสตรีอย่างถึงที่สุด ั์ตาของหญิงสาวขยายโตกว้าง… ห้วงอารมณ์มากมายบังเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนี้ ความทรงจำของท่านปู่ที่คอยหวีผมให้นางแล่นผ่านในสมองครั้งแล้วครั้งเล่า ความทรงจำอันแสนล้ำค่า…
ลี่ถังที่สังเกตเห็นบรรยากาศภายในตำหนักหลักที่ดิ่งลง เขากล่าวออกไปด้วยสีหน้าอันเที่ยงธรรมว่า “ข้าต้องขอโทษจากก้นบึ้งของหัวใจ กระบี่นั้นไร้ั์ตา เผอิญว่าข้ามิอาจหยุดยั้งมันได้ทันจึงเผลอตัดเกศาที่เปรียบประหนึ่งศักดิ์ศรีของสตรี”