ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 46 ได้ยินหรือไม่ ผู้อื่นบอกว่าท่านตระหนี่ถี่เหนียวน่ะ

            ทุกคนถึงกับตกตะลึงเมื่อหลินเสวี่ยจู๋เปิดตะกร้าด้านในมีมันสำปะหลัง ผลไม้ป่า และธูปฤาษีที่กำลังแตกยอดอ่อน

            หลายวันมานี้พวกเขาได้กินเนื้อสัตว์มาแล้วหลายมื้อทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อกระต่าย และเนื้อปลา เรียกได้ว่าไม่เคยขาดแคลนอาหาร แต่พวกเขาไม่กล้านึกถึงผลไม้รสหวานถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้หาง่ายๆ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้

            ผลไม้สีแดงสดสารพัดชนิดที่มีอยู่ครึ่งตะกร้าทำให้ทุกคนน้ำลายสอ

            “บ่าวจะไปทำอาหารเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”แม่นมหม่าเอ่ย แล้วพาชุ่ยเอ๋อร์กับกู้เจินเหนียงไปล้างผักที่ริมลำธาร

            สามพี่น้องสกุลหูมองหลินเสวี่ยจู๋ตาปริบๆเมื่อครู่พวกเขาเดินตามหาหลินอวี่เซวียนตั้งไกล ตอนนี้ท้องจึงร้องโครกคราก

            หลินเสวี่ยจู๋ให้ขนมปังสีดำพวกเขาคนละสองชิ้นแล้วยังแบ่งผลไม้ให้อีกหลายลูก สามพี่น้องกล่าวขอบคุณแล้วนำอาหารไปกินที่อื่น

            หลินเฉิงจางขยับเข้าใกล้กองไฟพลางเอ่ย“หลายวันมานี้พ่อสังเกตมาตลอด เห็นว่าสามพี่น้องสกุลหูรู้จักขอบเขตยิ่งนักเมื่อครอบครัวเราเกิดเรื่องพวกเขาก็ร้อนใจ ให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจ”

            เขาเอ่ยเท่านี้ก็รู้ว่าบุตรสาวเข้าใจจึงไม่ได้เอ่ยต่อ

            หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่าสามพี่น้องสกุลหูนิสัยไม่เลวแต่ถึงอย่างไรการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนก็ยังต้องรักษาขอบเขตที่เหมาะสม นางไม่อยากทำตัวสนิทสนมกับผู้อื่นตั้งแต่เพิ่งเจอกันดังนั้นสามพี่น้องสกุลหูยังต้องกินขนมปังสีดำไปอีกหลายมื้อ

            หลินเสวี่ยอีนั่งข้างๆ หลินเสวี่ยจู๋หลังจากกินสมุนไพรที่หลินเฉิงเหยามอบให้และน้ำที่หลินเสวี่ยจู๋มอบให้แล้ว นางก็รู้สึกดีขึ้นมาก

            หลินเสวี่ยจู๋ให้นางอยู่กินข้าวด้วยนางก็ไม่ปฏิเสธ เพียงแต่นางเป็นห่วงมารดากับพี่สาวอยู่เล็กน้อย

            เมื่อเห็นนางมองไปรอบๆด้วยท่าทางเหม่อลอย หลินเสวี่ยจู๋ก็ยื่นเฉ่าเหมยป่าให้นาง

            หลินเสวี่ยอีรับไปอย่างว่าง่ายนางลังเลอยู่นานกว่าจะกล้าเปิดปากถาม “พี่หญิงท่านแม่ของข้าจะไม่กลับมาแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            นางคาดเดาได้อย่างเลือนรางแต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ

            หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินนางถามเช่นนี้จึงถามกลับ“เจ้าอยากออกไปตามหานางหรือ?”

            หลินเสวี่ยอีลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า “ข้าเพียงหวังให้นางมีชีวิตอยู่เท่านั้นเจ้าค่ะ”

            หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจว่านางต้องการจะบอกอะไรจึงเอ่ย“ตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่แน่นอน”

            หลินเสวี่ยอีได้ยินพี่สาวเอ่ยเช่นนี้จึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟังก่อนจะหยิบเฉ่าเหมยเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างเชื่องช้า

            หลินเสวี่ยจู๋หวนนึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายหลังจากกัวซื่อให้กำเนิดบุตรสาวคนที่สอง หลินเฉิงคุนก็ใช้ข้ออ้างที่ว่านางไม่อาจให้กำเนิดบุตรชายได้พาเว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่งที่เลี้ยงดูไว้ข้างนอกเข้ามาอาศัยอยู่ในจวน

            เมื่อกัวซื่อเห็นว่าหลินเซิ่งจิ่งอายุมากกว่าหลินเสวี่ยหลานก็รู้ว่าหลินเฉิงคุนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเว่ยหงเอ๋อร์ก่อนที่จะแต่งกับนาง เดิมทีกัวซื่อก็ไม่ใช่คนใจกว้างอยู่แล้วนางไม่ยอมออกจากเรือนแรมเดือน แล้วระบายโทสะใส่บุตรสาวคนที่สองอย่างหลินเสวี่ยอี

            เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม

            ระหว่างนั้นหลินเฉิงคุนก็ยังคงรับอนุอย่างต่อเนื่องและไม่ไปที่เรือนของกัวซื่ออีกเลย

            ด้วยเหตุนี้ หลินเสวี่ยอีจึงไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากกัวซื่อมาตั้งแต่เล็กแม้ว่านางจะไม่ได้โกรธเคืองกัวซื่อ แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกที่ลึกซึ้งนัก

            เมื่อหลินเสวี่ยอีรู้ว่ากัวซื่อจะไม่ได้กลับมาอีกแม้ว่านางจะรู้สึกเศร้าโศกอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจดีว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะตัวของมารดาเองเมื่อรู้ว่ามารดายังมีชีวิตอยู่ นางก็รู้สึกว่านี่อาจเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว

            ท้ายที่สุดแล้วพี่หญิงก็เป็นคนจิตใจดี

            ครึ่งชั่วยามถัดมา ทั้งครอบครัวก็ได้กินอาหารเย็น

            บางทีอาจเป็นเพราะออกแรงมากไปทุกคนจึงมีความอยากอาหารเป็นอย่างยิ่ง นอกจากมันสำปะหลังย่างที่เหลืออยู่ประมาณหนึ่งในสามส่วนแล้วอาหารอื่นๆ ล้วนถูกกินจนเกลี้ยง

            มีเพียงหลินอวี่เซวียนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์น่าตกใจเท่านั้นที่กินไม่ค่อยลงเด็กน้อยฝืนกินมันสำปะหลังย่างเพียงชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ไม่ยอมอ้าปากอีก

            หลังมื้ออาหารหลินเสวี่ยอีก็ถูกเหวินซิ่วชิงพากลับไปที่ค่ายพักแรมของสกุลหลินสายหลัก

            ทุกคนที่เหนื่อยล้าล้วนนอนอยู่รอบกองไฟผู้ที่หลับก่อนได้ไปเข้าเฝ้าโจวกงแล้ว ส่วนผู้ที่หลับช้าก็เริ่มเข้าสู่ภาวะสะลึมสะลือ

            ขณะที่จิตสำนึกของหลินเสวี่ยจู๋กำลังจะเข้าสู่มิตินางก็รู้สึกว่ามีก้อนเนื้อนิ่มๆ ซุกอยู่ในอ้อมแขนของนาง เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นเด็กน้อยหลินอวี่เซวียนขดตัวเป็นก้อนกลมเมื่อมองไปอีกด้านก็เห็นหลินเฉิงเหยากำลังโอบกอดเจี่ยงฉีซวง สองสามีภรรยาต่างหลับสนิทแต่แขนของเจี่ยงฉีซวงยังคงทำท่ากอดลูกไว้อยู่

            น้องชายตัวน้อยอาจหวาดกลัวจึงไม่ยอมซุกอยู่ในอ้อมแขนของมารดา กลับเสาะหาความรู้สึกปลอดภัยจากนางแทน

            หลินเสวี่ยจู๋ไร้คำพูดทำได้เพียงกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนแทนท่านอาและท่านอาสะใภ้

            เด็กน้อยขยับตัวเล็กน้อย พลางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเริ่มทนไม่ไหวและผล็อยหลับไป

            หลินเสวี่ยจู๋ส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติ เมื่อจัดการผลกำไรของวันนี้เสร็จก็ออกจากมิติทันทีเนื่องจากกลัวว่าน้องชายจะตกใจตื่นกลางดึก นางจึงตัดสินใจว่าคืนนี้จะไม่นอนหลับในมิติทันทีที่หลับตาลงก็ได้ยินเสียงของหลินเฉิงคุนดังแว่วมา

            “พวกเขาให้อันใดกับเจ้า? ยังไม่รีบนำออกมาอีก!”

            ตามมาด้วยเสียงของหลินเสวี่ยอี“ท่านอาสามให้ห่อสมุนไพรกับข้า หากท่านพ่ออยากกินก็เอาไปเถิดเจ้าค่ะ”

            หลินเสวี่ยจู๋ขมวดคิ้วมุ่นจำต้องลืมตาขึ้นอีกครา

            เห็นเพียงหลินเฉิงคุนฉีกห่อสมุนไพรก่อนจะสูดดมแล้วโยนลงพื้นด้วยความรังเกียจ

            สมุนไพรหล่นกระจายเต็มพื้นหลินเสวี่ยอีปวดใจอย่างถึงที่สุด นางคลานไปเก็บสมุนไพรขึ้นมาทั้งที่ข้อเท้ายังบวมเป่ง

            หลินเฉิงคุนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์“แต่ละวันจะกินข้าวให้อิ่มก็ยังไม่ได้ เส้นทางนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป? ลูกของครอบครัวอื่นยังนำของกินกลับมาเป็นตะกร้าได้ทว่าครอบครัวเราน่าสงสารนัก เก็บผลไม้ป่ามาก็ยังเป็นผลไม้เน่า!”

            คำพูดล้วนเต็มไปด้วยการตำหนิราวกับว่าการทำให้ครอบครัวของตนเองมีชีวิตรอดไม่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย

            เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าที่รักและเอ็นดูบุตรชายอย่างถึงที่สุดยังทนฟังต่อไปไม่ได้“เจ้าเป็นบิดา เหตุใดถึงไม่ละอายใจบ้าง? หลานเอ๋อร์กับอีเอ๋อร์ไม่สนใจขนบธรรมเนียมของคุณหนูในห้องหอแล้วเลือกที่จะออกไปหาของกินทว่าเจ้าทำอันใดบ้าง?”

            หลินเฉิงคุนไม่ยอมแพ้ แต่ไม่กล้าโต้เถียงอีกจึงทำได้เพียงพึมพำเสียงเบา “ข้าจะมีทางเลือกใด? สกุลรองมีของกิน ทั้งยังมีคนคอยเฝ้ายามจับจ้องตาเขม็งอยู่ทุกวี่วัน ช่างตระหนี่ถี่เหนียวเสียจริง!”

            หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินคำพูดนี้ก็มองหยวนซิวที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอย่างขบขันเล็กน้อยราวกับจะบอกว่า ‘ได้ยินหรือไม่? ผู้อื่นบอกว่าท่านตระหนี่ถี่เหนียวน่ะ’

            หยวนซิวทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดของหลินเฉิงคุนเขากำลังดีดไม้ไผ่ชิ้นเล็กๆ เล่นในมือ คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย ดวงตาที่กำลังเพ่งความสนใจถูกแสงไฟสะท้อน

            หลินเสวี่ยจู๋กลืนน้ำลาย

            ว่ากันว่าบุรุษที่กำลังเอาจริงเอาจังจะหล่อเหลาที่สุดประโยคนี้เป็นความจริง!

            ขณะที่นางกำลังคิดเพ้อเจ้อเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าก็ดังขึ้นอีกครา แต่คราวนี้กลับเอ่ยกับหลินเสวี่ยอี

            “แม่หนูอี อย่าคิดว่าบิดาเจ้าต่อว่าเจ้าเลยเจ้าเป็นลูก ทว่ากลับไปเข้าข้างผู้อื่น ช่วยคนนอกรังแกคนในครอบครัวตนเองได้อย่างไร?”

            เฮอะ นี่คือการที่คนชั่วตำหนิคนดีอย่างนั้นหรือ?

            หลินเสวี่ยจู๋เงี่ยหูฟังต่อได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยชี้แนะ “มารดาเจ้าเพียงระบายโทสะให้พวกเราทุกคนเท่านั้น หากเจ้าทนดูไม่ได้ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียเหตุใดถึงได้ขายมารดาแล้วช่วยคนนอกอย่างนั้นเล่า?”

            .............................

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ] ที่คุณอ่าน