ติ่ง
เสียงหยดน้ำไหลตกลงมาจากหินย้อย กระทบลงน้ำสีใสที่มีหินเรืองแสงสาดส่องอยู่ด้านล่าง จนสามารถเห็นร่างของหลินหลงนอนกอดจีหรงอยู่ใกล้ๆกับหินงอกที่รังร่างเอาไว้มิให้ถูกพัดไปตามกระแสน้ำ
ห่างออกไปจากทั้งสองเล็กน้อยเป็นปากถ้ำ ปากถ้ำมีแสงเรืองรองไร้อันตราย น้ำใส่มีปลาตัวน้อยว่ายไปมาตามกระแส ความงดงามนี้ราวกับได้มาเทียวในถ้ำงดงามไร้มลพิษท่ามกลางป่าเขา
ทว่า! ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็เกิดกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราด พัดเอาร่างของหลินไหลงแยกออกจากจีหรงไหลไปตามน้ำออกจากถ้ำไหลลงไปตามน้ำตกสูงชัน ร่างทั้งสองยังคงไหลต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
หลังจากนั้นหลินหลงและจีหรงก็ถูกพัดแยกออกไปในแม่น้ำคนละสาย สุดท้ายร่างของทั้งสองก็ลอยคออยู่ในน้ำแล้วถูกพัดเข้าฝั่งในเวลาหนึ่งวัน
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
ริมลำธารสายน้อย ท่ามกลางแสงอันบางเบาคลับคล้ายคลับคราแสงอาทิตย์แต่หาได้มีดวงอาทิตย์ไม่ สายลมเย็นกระแสใหญ่โบพักผ่านต้นไม้สูงใหญ่ ให้ใบไม้ร่วงหล่นพร้อมกลิ่นอายธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ ผืนดินเขียวขจีมีเพียงความมีชีวิตชีวา เสียงวิหกเหินฟ้าดังขึ้นเป็นครั้งคราง แมลงนานาสายพันธุ์ส่งเสียงขึ้นอย่างไร้จังหวะ
อ่า...ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ดุจยุคโบราณกาลนี้มิได้มีลมปราณ มีเพียงความอุดมสมบูรณ์และความงดงามอันหาใดเปรียบ เพียงแต่วันนี้กลับมีร่างของหลินหลงอยู่ริมลำธารสายน้อยจนดูแปลกตาขึ้นมาเท่านั้น มันทำให้ดรุณีตัวน้อยเนื้อมอมแมมอายุอานามมิน่าเกินสิบเอ็ดขวบปีวิ่งเข้ามาดูว่าเหตุใดมถานที่ ที่แอบหนีมาเล่นจึงแปลกตาไป เพราะร่างเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
"อ้าา พี่ชายพี่ชาย มานอนหลังตรงนี้ไม่ได้นะเดี๋ยวไม่สบาย"
ดรุณีน้อยเขย่าร่างของหลินหลงเบาๆ แต่ไม่ว่าจะเขย่าร่างไรหลินหลงก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา เพราะว่าบาดแผลภายในของเขาสาหัส อีกทั้งยังมีบาดแผลน้อยใหญ่อยู่ตามร่าง แผลใหญ่สุดก็เป็นตรงหน้าอกที่ถูกชุดขาดๆปิดเอาไว้ซ้ำยังอยู่ในท่าที่ไม่สามารถมองเห็นบาดแผลนั้นได้
เสียงเรียกของดรุณีน้องดังอยู่นานจนสตรีนางหนึ่งที่กำลังตามหาดรุณีน้อยได้ยินและไล่ตามเสียงมา จึงได้พบกับดรุณีน้อยที่นั่งเขย่าร่างไร้สติของหลินหลง มันช่วยมิได้ที่นางต้องเข้าไปช่วยหลินหลง แยกลากร่างของเขากลับไปยังบ้านของเพื่อรักษาตามสามัญสำนึก
. . . . .
ภายในจิตใจของหลินหลงที่กำลังนอนอยู่ท่ามกลางร่างวิญญาณหลายร่าง
ยามนี้เขาเหมือนคนเมาหนักคล้ายมีสติแต่ก็ทำได้แค่รับฟังและก็ลืมเลือนเรื่องที่ร่างวิญญาณหลายสิบร่างกำลังสนทนากัน
"มันเกิดขึ้นจริงๆและรวดเร็วกว่าที่คิดหลายเท่านัก"
"เหตุการณ์ปางตายย่อมเกิดแกทุกคนในแต่ละชาติภพมิใช่รึ"
"ข้าก็คิดวามันเร็วเกินไป"
"พวกเราทุกคนต่างประพบเหตุร้ายสองครั้ง หนึ่งหลังจากเกิด สองก่อนจะตาย"
"หนึ่งข้าเห็นด้วย สำหรับข้อสองนั้นตัวตนในชาติพบสุดท้ายมิอาจเห็นด้วยได้ เพราะตายไปจริงๆสิ่งที่ทำมาก็จะสญเปล่า"
"ตามนั้น"
"ต้องเป็นอย่างนั้น เขาต้องอยู่และห้ามตายมิว่าอย่างใดก็ห้ามตาย ฟ้าถล่มดินทลาย นรกผลาญสวรรค์ สวรรค์ร่วงหล่น โลกาแตกสลาย จักรวาลดับสูญเขาก็ต้องคงอยู่ต่อไปตราบชั่วนิจนิรันดร์กาล"
"มิใช่ล่ะมั้ง เขาต้องเข้าสู่การดับจิตและร่างกายก่อนมิใช่รึ"
"ถูกต้อง ทว่ามันมิใช่การตาย ตายคือการดับของร่างกายและวิญญาณ ดับจิตและร่างกายคือจุติ"
"งั้นเขาต้องไม่ตาย แต่คราวนี้เศษเสี้ยวอย่างพวกเราจะช่วยเขาผนึกตราประทับเอาไว้จนกว่าร่างกายเขาจะฟื้นฟู ดูๆไปแล้วคงนานหลายสิบปีหรืออาจจะหลายร้อยปี"
"ฮึๆๆ หลายปีแล้วเป็นใด ในดินแดนแห่งนี้หนึ่งปีเท่ากับหนึ่งวันบนโลกเท่านั้น เทียบกับสวรรค์และนรกแล้วต่างกันไปมากโข"
"ฮ่าๆๆๆ โชคชะตานำพาให้เขาได้พบบุตรคนแรกเป็นแน่แล้ว"
"ถ้าเช่นนั้น ย่อมดีต่อตัวเขาไม่น้อย น่าเสียดายที่ดินแดนแห่งนี้มิสามารถใช้ปราณได้ หากช่วยเขาต่อต้านสักเล็กน้อยคงจะใช้ได้สักหนึ่งในสิบของพลังทั้งหมด"
"ดี ดี ดี มีเวลาเนิ่นนานเขาจะได้ฝึกฝน ฝึกฝนเป็นสิ่งที่ดี"
"ฝึกฝนยังไม่ดีพอต้องขัดเกลาและแสวงหาความรู้และสิ่งใหม่ๆถึงจะดี"
"นี่ขึ้นอยู่กับตัวเขาแล้วว่ามันจะเป็นเช่นใด หลินหลงผู้มิใช้นามหลิงเทียงอีกต่อไป ช่างคาดเดาได้ยากนัก"
"พวกเจ้ามัวรอช้าอยู่ใน เหตุใดมิรีบช่วยเขาให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้เล่า"
"ต้องเร่งรีบเสียแล้ว แต่จะทำอย่างไรกับตราประทับอมตะเล่า"
"ปล่อยเอาไว้ต้องไปยุ่ง เวลานี้ผนึกตราประทับทั้งหมดนอกจากตราประทับอมตะเสีย ก่อนจะลำบากยิ่งกว่านี้นัก"
"เห้อออ ช่วยเจ้าได้ไม่กี่ครั้งแล้วเราทั้งหมดจะหายไป คิดให้ดีช่วยได้อีกหนึ่งครั้งหลังจากนี้เท่านั้น หลังจากนั้นเจ้าต้องผ่านพ้นไปด้วยตนเองมิสามารถพึ่งบุญวาสนาเก่าได้แล้ว"
ร่างเงาร่างหนึ่งมิอาจทราบได้ว่ามาจากชาติภพได้ นั่งยองๆบอกกับหลินหลงครู่นึงแล้วลุกขึ้นไปช่วยตัวตนจากชาติภพอื่นๆผนึกตราทับ เพื่อให้ร่างกายหลินหลงมิต้องแบกรับภาระ นี่ก็เพื่อให้เขารักษาตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยทำให้อาการสาหัสของเขาเบาลงเป็นบาดเจ็บหนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้เขาสามารถใช้ลมปราณในโลกแห่งนี้ได้
. . . . .
ผ่านพ้นไปหนึ่งเดือน
หลินหลงยังคงนอนมิได้สติอยู่บนเตียง ต่างกับจีหรงที่ตื่นขึ้นมาหลังจากสามวันที่ต่อสู้กัน นางตื่นขึ้นมาหลางสายน้ำและใช้ชีวิตอยู่ภายในป่าอย่างเรียบง่าย นางได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้มิอาจใช้ปราณได้ ทั้งยังต้องลำบากหาของกินเพื่อมิให้ตนอดตาย ซ้ำร้ายยังต้องสู้กับสัตว์ป่า กระนั้นก็ยังดีที่ร่างกายนางแข็งแรงเกินธรรมดา ไม่อย่างนั้นคงตกตายไปนานแล้ว
ความลำบากที่จีหรงกำลังเผชิญ ตรงข้ามกับความสบายของหลินหลงลิบลับ หลินหลงมิต้องทำอะไรนอกจากนอนพักอยู่บนเตียงโดยมีดรุณีตัวน้อยเฝ้ามองและสตรีนางหนึ่งที่สวมหน้ากากตลอดเวลาคอยมาตรวจเช็คร่างกาย
"พี่สาว พี่ชายเป็นยังไงบ้างเดือนนึงแล้วเขาไม่ตื่นขึ้นมาเลย"
"น้อยสาวอย่าห่วงไปเลย แม้จะแปลกอยู่บ้างที่มิเป็นอันใดมิต้องกินต้องดื่มร่างกายยังคงสมบูรณ์ เจ้าไปฝึกเถิดมิต้องเฝ้าดูเขาตลอดเวลาก็ได้ไม่มีใครมาบุกบ้านเราหรอก...พี่สาวเองก็จะออกไปหาของในป่าใกล้ๆก่อน"
"อืม น้องจะรอพี่นะ"
ดรุณีตอบแย้มยิ้ม ก่อนพี่สาวของดรุณีน้อยจะออกไปหลังจากตรวจร่างกายหลินหลงเรียบร้อย
"พี่ชาย ท่านเป้นใครกันแน่ถึงหลับได้ยาวนานปานนี้"
ด้านนอกบ้าน
สตรีสวมหน้ากากถือตระกร้าสานจากไม้เดินเข้าไปในป่าตามเส้นทางปกติเพื่อหาของกิน นางเดินไปเก็บผลไม้และเห็ดที่กินได้ตามทาฃด้วยจำนวนพอประมาณ ทว่า! ตอนจะกลับนั่นเองก็เกิดเรื่องขึ้น
-----โปรดติดตามชมตอนต่อไป-----
ไรท์:สะวีดัด ในเล่มสี่นี้ ความบันเทิงกำลังจะมาแล้ว อิอิ
ติชมได้นะ