อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 112 สองพี่น้องแต่งเมด

            หลังจากเออร์วินลาวานเชสโก้แล้วเขาก็กลับมาที่ปราสาทตรงกลับมาที่ห้องของตน ซึ่งเดซี่จะแยกตัวออกไปก่อน โดยมีแค่ลูซี่กับเรเวนที่เดินตามเขามาเพราะทั้งสองต้องปรนนิบัติเขาอาบน้ำ ซึ่งปกติแล้วเออร์วินมักจะชอบการอาบน้ำคนเดียว แต่สุดท้ายก็แพ้การยืนกรานที่จะอาบน้ำให้เขาของลูซี่ ทำให้มันแทบจะเป็นหน้าที่ของเธอที่จะปรนนิบัติเขาอาบน้ำ แต่ก็มีบางครั้งที่เรเวนเกิดหมั่นไส้ในตัวเขาเลยทำหน้าที่นี้แทนลูซี่เอง ความจริงแล้วเดซี่เองก็อยากทำหน้าที่นี้เช่นกัน

            ขณะที่เออร์วินเดินมาถึงหน้าห้องของเขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากในห้อง

            “นี่เธอน่ะมาทำบ้าอะไรที่นี่ยะแล้วแต่งตัวแบบนั้นมันอะไร”

            เสียงนี้เออร์วินจำได้ดีว่ามันเป็นเสียงของลิลิธพี่สาวของเขา ก่อนจะมีเสียงของเรเชลน้องสาวดังออกมาว่า

            “พูดอะไรน่ะคะคุณป้าคุณป้านั่นแหละค่ะมาทำอะไรที่นี่ แล้วชุดนั้นน้ำมันอะไรกันคะมันใช่สิ่งที่เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์จะใส่เหรอค่ะคุณป้า”

            เสียงที่เล็ดลอดออกมานั้นทำเอาเออร์วินรู้สึกสงสัย เขาไม่รู้ว่าพี่สาวน้องสาวทั้งสองคนนี้มาทำอะไรที่ห้องเขาแล้วกำลังเถียงเรื่องอะไรกันอยู่จนต้องหันไปมองเรเวนกับลูซี่ พบว่าพวกเธอทั้งสองคนก็ต่างมีสีหน้ามึนงงไม่ต่างกัน เออร์วินกำลังจะผลักประตูเปิดเข้าไปภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าก็ลอยเข้ามา ทั้งสายฟ้าของลิลิธและหมัดดินกับฝ่ามือดินเหนียวของเรเชลทำเอาเขารู้สึกขนลุกขึ้นมา แต่ก็กลั้นใจเปิดประตูแล้วสิ่งที่เขาเห็นมันก็แทบทำให้เอาเขาไม่กล้าเชื่อสายตา

            ลิลิธเจ้าหญิงผู้แสนงดงามและเย็นชาบัดนี้กำลังอยู่ในชุดสาวใช้ที่ดูไม่คุ้นตา ในขณะที่เรเชลเองก็อยู่ในชุดสาวใช้เช่นกัน สองพี่น้องกำลังจ้องหน้ากันลักษณะเหมือนเตรียมปะทะกันได้ทุกเมื่อ ที่ข้างประตูมีแม็กกี้กับเกรซยืนมองเหตุการณ์นั้นอย่างใจเย็น

            ลิลิธกับเรเชลจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นก่อนจะหันไปมองทางประตูและเห็นเออร์วินเดินเข้าห้องมา ต่างก็มีสีหน้าดีใจและอายเล็กน้อยลิลิธคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่เหมือนคำพูดนั้นมันติดอยู่ในลำคอ กลับเป็นเรเชลที่ทำท่าถอนสายบัวให้เขาแล้วพูดอย่างลื่นไหลว่า

            “กลับมาแล้วเหรอเพคะท่านพี่”

            เออร์วินจ้องมองเหตุการณ์นั้นพร้อมกับนิ่งค้างไว้พักนึง ส่วนแม็กกี้มองการกระทำของเรเชลพร้อมกับเอาใจช่วยในใจ ส่วนเกรซนั้นเธอสังเกตปฏิกิริยาของเออร์วินก่อนจะยิ้มเล็กน้อย

            เรเชลที่มั่นใจว่าการกระทำของเธอนั้นสมบูรณ์แบบและพี่ชายจะต้องดีใจแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ

            ‘นะนี่เราทำพลาดอะไรเปล่านะ’ เรเชลคิดในใจพร้อมกับเงยหน้ามองพี่ชายของเธอเมื่อเช้าพบว่าเขามองเธอแล้วก็นิ่งค้างไปอย่างนั้น ก่อนที่เขาจะก้าวถอยหลังช้าๆ แล้วปิดประตูดังเดิม ทำเสมือนว่าตนไม่ได้เข้าห้องมา

            เกรซที่เห็นการตอบสนองของเออร์วินก็แทบอยากจะหันไปหัวเราะแต่ต้องอากัปกิริยาอาการไว้

            “เอ๊ะ?” เรเชลอุทานด้วยความแปลกใจ กลับเป็นลิลิธที่พูดอย่างไม่ไว้หน้าว่า

            “เห็นไหมล่ะเธอทำเขาหนีจากห้องเลย”

            เรเชลหันไปเถียงกับพี่สาวต่างมารดาว่า

            “มันใช่ที่ไหนกันล่ะยะ ท่านพี่ก็แค่อายเท่านั้นแหละไม่เหมือนกับใครบางคนทั้งที่แต่งตัวเป็นสาวใช้มาให้ท่านพี่ แต่แค่ทำการต้อนรับท่านพี่กลับมาก็ยังทำไม่เป็น”

            ลิลิธกอดอกแล้วเจ้ามองน้องสาวต่างมารดาของตน ส่วนเรเชลก็จ้องมองสายตาของเธอตอบอย่างไม่เกรงกลัว

            แท้จริงและทั้งสองคนต่างก็กลุ้มใจที่ทำร้ายเออวินไปเมื่อเช้า เมื่อได้รู้ว่าเป็นแค่การเข้าใจผิดและได้พิสูจน์จากสาวใช้ทั้งสองคนแล้วว่า ชุดชั้นในแบบที่เออร์วินคิดนั้นมันดีกว่าชุดชั้นในแบบดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่ พวกเธอต่างพากันรู้สึกผิดและต้องการจะทำการขอโทษเออร์วิน และได้ทำการปรึกษาสาวใช้ส่วนตัวของพวกเธอว่าควรจะขอโทษเขาด้วยวิธีไหนดี

            และก็เป็นเรื่องน่าบังเอิญที่ทั้งเกรซและแม็กกี้ก็เสนอวิธีการขอโทษด้วยวิธีเดียวกันนั่นก็คือ ให้ทั้งสองเป็นสาวใช้คอยปรนนิบัติเออร์วินพักหนึ่งก็น่าจะทำให้เขายกโทษให้เธอได้ ซึ่งเหตุผลที่พวกเธอยกมาอ้างก็คือเรื่องที่เออร์วินอยู่ๆ ก็รับสาวใช้ส่วนตัวมาหลายคน เลยพากันพูดว่าเออร์วินนั้นแท้จริงแล้วต้องเป็นพวกคลั่งสาวใช้แน่ๆ ดังนั้นการที่พวกเธอขอโทษโดยการเป็นสาวใช้ให้เขาจะต้องทำให้เขายกโทษให้เธอได้แน่ๆ

            ซึ่งแน่นอนว่าลิลิธและเรเชลต่างก็พากันเชื่อในเหตุผลอันนั้นราวกับว่าในสายตาพวกเธอเออร์วินได้กลายเป็นพวกคลั่งสาวใช้จริงๆ ส่วนเหตุผลที่แท้จริงของเกรซกับแม็กกี้ที่เสนอวิธีการขอโทษแบบนี้นั้นกลับไปอีกทางนึง

            ‘เจ้าหญิงเรเชลในชุดสาวใช้ทรงน่ารักเป็นอย่างยิ่งเพคะ’ แม็กกี้มองเรเชลด้วยสายตาที่เป็นประกายพร้อมกับรู้สึกเสียดายที่เธอไม่มีลูกแก้วความทรงจำ ไม่เช่นนั้นเธอจะบันทึกภาพที่เห็นนี้ลงในลูกแก้วแล้วเก็บไว้ดูในภายหลัง

            ส่วนเกรซนั้นเธอมองลิลิธในชุดสาวใช้พร้อมกับยิ้มอย่างมั่นใจ

            ‘ไม่ว่าจะอยู่ในชุดไหนเจ้าหญิงลิลิธก็ยังทรงงดงามยิ่งเพคะ’ เกรซยิ้มเล็กน้อยและอีกหนึ่งเหตุผลที่เธอเสนอความคิดแบบนี้ก็คือ การได้เห็นปฏิกิริยาของเออร์วินซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะเธอแทบจะหลุดหัวเราะออกมา

            ซึ่งสาวใช้ทั้งสองนั้นต่างคิดไปในทางเดียวกันเลยว่าเจ้าหญิงทั้งสองไม่จำเป็นต้องขอโทษเออร์วินเลยสักนิด เพราะทั้งเกรซและแม็กกี้ต่างก็มองออกว่าเออร์วินไม่ใช่คนที่จะโกรธเคืองอะไรคนในครอบครัวง่ายๆ โดยเฉพาะเจ้าหญิงลิลิธที่บางครั้งถึงกับลงมือลงไม้กับเขาแต่เขาไม่เคยมีสักครั้งเลยที่เออร์วินจะแสดงความโหดเคืองที่มีต่อพี่สาวคนที่ออกมา

            ที่หน้าประตูห้องของตนหลังจากที่เออร์วินก้าวถอยหลังเขาก็ก้มหน้านิ่งแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองเรเวน จนเรเวนที่ถูกมองถามด้วยความสงสัยว่า

            “มีอะไรทำไมมันจ้องหน้าฉันแบบนี้”

            เออร์วินจ้องหน้าเธอก่อนจะถามว่า

            “พี่สาวครับในห้องนั่นมันอะไรครับ”

            เรเวนทำหน้าแปลกพิลึกก่อนจะพูดว่า

            “ไม่รู้สิฉันเองก็เพิ่งเห็นพร้อมเธอนี่แหละ”

            เออร์วินทำหน้าครุ่นคิดพร้อมครับจ้องมองเรเวนก่อนจะทำสิ่งในสิ่งที่เรเวนไม่ทันตั้งตัว เขายื่นมือออกไปคว้าหมับที่หน้าอกของเรเวน

            “เอ๊ะ?” เรเวนอุทานออกมาในขณะที่ลูซี่ก็ยกมือขึ้นปิดปากไม่นึกว่าเออร์วินจะทำกับเรเวนแบบนี้ต่อหน้าเธอ ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากที่คว้าหมับเข้าที่หน้าอกแล้วเขายังบีบอีกด้วย ซึ่งเรเวนก็ตอบแทนการกระทำของเขาด้วยการประเคนฝ่ามือซ้ายเข้าที่หัวของเออร์วิน จนเขาต้องลงไปนั่งกุมศีรษะที่พื้น

            “มันเจ็บนะครับพี่สาว” เขาโอดครวญออกมา ซึ่งคำตอบที่ได้มาจากเรเวนก็คือ

            “ก็ทำให้เจ็บน่ะสิทำบ้าอะไรของเธอยะ หรือว่าเธอกลายเป็นคนโรคจิตไปแล้วจริงๆ”

            เออร์วินนี่พูดออกมาเหมือนกับไม่ได้รับความเป็นธรรม

            “ไม่ใช่สักหน่อยผมแค่อยากจะรู้ว่าสิ่งที่ผมเห็นในห้องนั้นมันเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่”

            เมื่อได้ฟังเหตุผลแทนที่เรเวนจะมีท่าทีเย็นลงกลับมีท่าทีโมโหหนักกว่าเดิม

            “ถ้าอยากพิสูจน์ว่าเป็นความฝันหรือความจริงก็พิสูจน์ด้วยวิธีอื่นสิยะ มาพิสูจน์อะไรกับหน้าอกของคนอื่น”

            เรเวนพูดจบประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับมีเรเชลกับลิลิธที่ต่างก็อยู่ในชุดสาวใช้พุ่งออกมา

            “ท่านพี่คะกลับมาเหนื่อยๆ อาบน้ำหน่อยนะคะเดี๋ยวหนูจะดูแลตอนท่านพี่อาบน้ำเองค่ะ”

            ลิลิธที่พุ่งออกมาพร้อมกันรีบพูดว่า

            “พูดอะไรออกมาน่ะเด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอจะไปทำอะไรได้” ก่อนจะหันมาพูดกับเออร์วิน “เออร์วินวันนี้กลับมาเหนื่อยๆ ให้พี่ช่วยดูแลเธอตอนอาบน้ำเองนะ” แล้วเบนสายตาไปที่เรเวนกับลูซี่ที่อยู่ด้านหลังเขา “วันนี้พวกเธอไม่ต้องยุ่งฉันจะดูแลเขาเองจะไปที่ไหนก็ไป”

            ลูซี่ที่โดนลิลิธจ้องมานั้นรู้สึกหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูกในขณะที่เรเวนกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน ส่วนเรเชลทำเป็นไม่สนใจคำพูดของลิลิธเธอเดินเข้าหาเออร์วินพร้อมกับทำท่าเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปในห้อง เออวิ่งที่กำลังมึนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

            “เอ่อ… นี่มันเกิดอะไรกันขึ้นครับทั้งสองคน”

            เรเชลกลับชิงตอบว่า

            “ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะหนูก็แค่อยากดูแลท่านพี่บ้างสักวันเพราะปกติจะเป็นท่านพี่ที่ดูแลหนูนี่คะ”

            “ฮะ?” เออร์วินรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองหูฝาด จนได้ยินลิลิธพูดว่า

            “พูดอะไรออกมาน่ะอย่างเธอไม่มีทางทำหน้าที่สาวใช้ให้เขาได้หรอก” ก่อนจะหันจับแขนของเออร์วินแล้วพูดพร้อมกับยิ้มให้เขาว่า “เออร์วินไปกลับมาเหนื่อยๆไปอาบน้ำกันเถอะเดี๋ยววันนี้พี่จะดูแลเธอเป็นพิเศษเอง”

            เรเชลที่เห็นดังนั้นก็ไม่พอใจคว้ามืออีกข้างนึงของพี่ชายขึ้นมาแล้วพูดว่า

            “พูดอะไรออกมานะคะคุณป้าควรจะเป็นหนูไม่ใช่หรอคะที่ต้องทำหน้าที่นี้ หนูว่าคุณป้ากลับไปจะดีกว่านะคะ” พร้อมกับมองแขนของเออร์วินที่ถูกลิลิธจับไว้ด้วยสายตาไม่พอใจ

            ลิลิธก็หรี่ตามองมือของเออร์วินที่เรเชลจับไว้

            “จะให้ฉันพูดอีกกี่ครั้งว่าเด็กอย่างเธอทำหน้าที่นี้ไม่ได้หรอก เธอชอบเล่นเกมที่เออร์วินคิดขึ้นมาไม่ใช่หรอทำไมไม่กลับไปเล่นเกมพวกนั้นล่ะ เดี๋ยวฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอเอง เป็นเด็กก็ควรจะอยู่ในส่วนของเด็กไปสิ”

            เรเชลจ้องมองลิลิธด้วยสายตาไม่พอใจเธอเลือกวิธีนี้ตามที่แม็กกี้บอก ตอนแรกเธอก็ยังรู้สึกอายๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อพบว่าคนที่เธอไม่ชอบขี้หน้าอย่างลิลิธก็อยู่ในชุดแบบเดียวกับเธอจึงทำให้เธอรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ก็เลือกที่จะขอโทษเรื่องเมื่อเช้าด้วยวิธีการเดียวกัน มันทำให้เธอเริ่มคิดว่าคิดถูกจริงๆ ที่เชื่อแม็กกี้ เพราะไม่อย่างนั้นผู้หญิงแก่ๆ คนนี้คงได้ทำอะไรต่อมิอะไรกับท่านพี่แน่

            เออร์วินยังคงไม่เข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าเขาหันไปมองเรเวนพบว่าเธอ มองไว้ให้เขาด้วยสายตาเย็นชา เห็นได้ชัดว่ายังคงขุ่นเคืองกับเรื่องเมื่อครู่นี้ ส่วนลูซี่นั้นกลับได้แต่ยืนนิ่งเดาว่าคำพูดของพี่สาวเขาคงทำให้เธอหวาดกลัวไม่น้อย

            “เออนี่ทั้งสองคนครับไม่ทราบว่า…”

            เออร์วินตั้งใจจะถามทั้งสองคนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ

            “พูดอะไรออกมาน่ะคะคุณป้าคุณป้าก็ชอบเปรี๊ยะๆ ไม่ใช่เหรอคะ ไปเปรี๊ยะๆ ใส่หมาใส่แมวที่ไหนก็ไปสิคะแล้วก็ปล่อยมือจากแขนท่านพี่ได้แล้วค่ะ”

            เออร์วินที่ได้ยินเรเชลพูดเช่นนั้นจึงรีบหันไปพูดกับพี่สาวว่า

            “ไม่ได้นะครับท่านพี่จะเปรี๊ยะๆ ใส่เแมวไม่ได้นะครับ”

            ลิลิธมองเรเชลด้วยสายตาที่เย็นชา

            “ใครกันที่ชอบเปรี๊ยะๆ น่ะ เธอเองก็ชอบเล่นดินไม่ใช่หรือไงยัยเด็กไม่รู้จักโต แล้วก็ปล่อยมือเขาได้แล้ว”

            สองพี่น้องจ้องตากันอยู่อย่างนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครยอมใคร ลูซี่ยืนอยู่ด้านหลังดึงกระซิบถามเรเวนว่า

            “จะเอายังไงดีคะคุณเรเวน”

            เรเวนมองเออร์วินด้วยสายตาที่เย็นชาแล้วตอบลูซี่ว่า

            “ก็ไม่มีอะไรหรอกก็แค่แยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อนก็แค่นั้น”

            ลูซี่ที่ได้ยินคำตอบของเรเวนก็รู้สึกแปลกใจมองเรเวนยังไม่เชื่อสายตา

            “เอ๋๋ จะดีหรอคะทำแบบนั้น” ลูซี่พูดพร้อมกับมองไปทางเออร์วินที่เธอพอจะมองออกมาตอนนี้เขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

            เรเวนตอบเพียงว่า

            “เธอก็ได้ยินเจ้าหญิงลิลิธพูดแล้วนี่ว่าเธอจะทำหน้าที่นี้แทนเองและให้พวกเราไปที่ไหนก็ไป”

            ลูซี่บอกเรเวนก่อนจะถามเธอว่า

            “เอ่อ… คุณเรเวนรู้สึกโกรธที่เมื่อกี้เขาเอ่อ…” ลูซี่พูดเพียงเท่านี้ก็ไม่กล้าพูดต่อ กลับเป็นเรเวนที่พูดว่า

            “ฉันไม่ได้โกรธที่เขาจับหน้าอกเธอหรอก”

            “เอ๊ะ?” ลูซี่อุทานออกมาก่อนจะพบว่าเรเวนหันมายิ้มเล็กน้อยให้เธอ ก่อนจะหมุนตัวเดินเดินไปเปิดประตูห้องของเธอที่อยู่ติดกันแล้วเดินเข้าห้องไป การกระทำของเรเวนทำให้รูซี่ถอนสายบัวให้กับเจ้าหญิงทั้งสอง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินจากไปเช่นกัน

            เออร์วินการกระทำของทั้งสองคนก็ใจหายวาบ เขาไม่นึกเลยว่าทั้งสองคนจะทิ้งเขาไว้กับสถานการณ์แบบนี้

            ‘เดี๋ยวก่อนสิทั้งสองคนอย่าทิ้งผมไป’ เขาร้องในใจอยากโหยหวนก็จะหันมามองสองพี่สาวน้องสาวตรงหน้า พบว่าตอนนี้ทั้งลิลิธและเรเชลต่างก็กำลังจ้องหน้ากันแล้วอยู่ๆ ก็พากันหันมามองเขาและถามพร้อมกันว่า

            “ “เออร์วิน(ท่านพี่)เลือกมาเลย(ค่ะ)ว่าจะให้ใครอยู่ดูแลท่านพี่” ”

            เออร์วินที่ได้ฟังคำพูดของทั้งสองคนพร้อมกับสายตากดดันของคนทั้งคู่ก็หน้าซีดเผือก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไม่ว่าเขาจะเลือกคนไหนเขาต้องเจ็บตัวจากการกระทำของอีกคนนึงแน่นอน พูดตามตรงแล้วตั้งแต่เกิดใหม่นี้เขาไม่เคยเจอสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าชิบหายขนาดนี้มาก่อน เขาเร่งการทำงานของสมองให้ช่วยหาทางออกจากสถานการณ์นี้อย่างเต็มที่ ก่อนจะพบพบทางออกเป็นวิธีการหนึ่งก็คือการทำตาเหลือกแล้วหงายหลังลงกับพื้น

            ลิลิธกับเรเชลที่เห็นดังนั้นก็ตกใจร้องออกมา

            “เออร์วิน!!!”

            “ท่านพี่คะ”

            เกรซกับแม็กกี้ที่ได้ยินเสียงร้องของเจ้าหญิงจึงเดินออกมาดูด้วยความสงสัย แล้วก็เห็นภาพที่เจ้าหญิงทั้งสองกำลังนั่งมองเออร์วินอยู่ที่กำลังนอนหลับอยู่กับพื้นด้วยสายตาที่เป็นห่วง แม็กกี้ที่เห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าตกใจถามว่า

            “นี่มันจะเกิดอะไรเกิดขึ้นคะคุณเกรซทำไมเจ้าชายถึงเป็นแบบนั้นไปได้”

            ลิลิธหันมาถามเกรซว่า

            “เกรซเออร์วินเขาเป็นอะไรก็ไม่รู้อยู่ๆ ก็ล้มลงไปนอนเฉยเลยทำยังไงดี”

            เกรซมองเออร์วินที่นอนอยู่กับพื้นแล้วก็คิดในใจว่า

            ‘แสบนักนะเพคะเจ้าชายคิดจะหนีด้วยวิธีการนี้งั้นเหรอ’ ก่อนจะปั้นสีหน้ากังวลออกมาแล้วพูดว่า

            “ดูเหมือนว่าเจ้าชายจะทรงเป็นลมนะเพคะเจ้าหญิง หม่อมฉันว่าต้องรีบพาเจ้าชายขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วก็ให้เจ้าหญิงทั้งสองคอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดนะเพคะ”

            ลิลิธมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด

            “แล้วเขาจะเป็นอะไรไหม”

            เกรซตอบว่า

            “ถ้าเจ้าหญิงทั้งสองช่วยกันดูแลเขาก็จะไม่เหลืออะไรแน่นอนเพคะ หม่อมฉันว่าเริ่มจากพาเขาขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วก็ช่วยกันเช็ดตัวให้เขาก่อนเถอะเพคะ”

            เออร์วินที่กำลังหลับตาอยู่ลอบร้องในใจว่า

            ‘บัดซบ’ เขามั่นใจว่าเกรซต้องมองออกแน่ว่าเขาแกล้งเป็นลมเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์แบบนี้ แต่การที่เกรซเสนอความคิดแบบนี้เห็นได้ชัดว่าต้องการแกล้งเขาและผลลัพธ์ที่เขาได้ก็คือ

            เจ้าหญิงทั้งสองมองหน้ากันก่อนที่เรเชลจะพูดว่า

            “ช่วยไม่ได้นะเพื่อท่านพี่”

            ลิลิธมองน้องชายที่นอนหลับตาด้วยความเป็นห่วงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบว่า

            “ก็เหมือนกันแหละ”

            เกรซที่เห็นทั้งสองมีท่าทีจะร่วมมือกันก็แสดงสีหน้ายินดีพูดว่า

            “เจ้าหญิงทั้งสองเพค่ะตอนนี้เวลาไม่คอยท่าก่อนที่อาการของเจ้าชายจะทรุดหนักยิ่งกว่านี้ต้องรีบทำการเช็ดตัวให้เจ้าชายโดยด่วนเพคะ” เกรซเว้นวรรคไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่ออีกว่า “แล้วก็หม่อมฉันเห็นว่าคงมีแต่เจ้าหญิงทั้งสองที่จะทำหน้าที่นี้ได้เพคะ และเมื่อเจ้าชายฟื้นขึ้นมาก็ค่อยให้ท่านตัดสินว่าจะให้คนไหนอยู่ดูแลท่านต่อดีไหมเพคะ”

            เออร์วินที่หลับตาอยู่ร้องในใจว่า

            ‘เกรซเมตตาตูบ้างเหอะ’

             


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน