บทที่ 3 ไร้ร่องรอยยาพิษ
ซูซีหัวส่ายหน้าก่อนจะกล่าว “หากกล่าวว่านางถูกบีบคอตายเช่นนั้น ก็แทบจะตัดประเด็นสตรีเป็ผู้ลงมือก่อเหตุไปได้ เพราะเล็บของหญิงสาวนั้นยาวแถมแรงของพวกนางน้อยเกินไป ย่อมจะต้องมีร่องรอยจากเล็บปรากฏอยู่ ทว่าท่านลองดูรอยเขียวช้ำบนลำคอของนางสิ มันชัดเจนเป็อย่างมาก ราวกับว่า… ผู้ตายไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนยามถูกบีบคอตาย”
นางกล่าวให้เซียวฝานรับฟัง ก็เพื่อเป็การทบทวนคดีไปในตัว การถูกบีบคอตายโดยที่ไม่ต่อสู้ขัดขืนนั้นไม่ใช่เื่ยาก ตัวอย่างเช่น การเมาสุราหรือมอมยาทว่า… เซียวฝานกล่าวขึ้นในจังหวะที่เหมาะเจาะ
“เหล้าในที่เกิดเหตุนั้นยังไม่มีการแตะแม้แต่น้อย และก็ไม่พบยาพิษใด ๆ ทั้งสิ้น”
“เช่นนี้ก็ยากที่จะอธิบายได้แล้ว...” ซูซีหัวตรวจสอบส่วนอื่น ๆ ของศพอย่างละเอียด และพบเนื้อหนังบางส่วนที่ซอกเล็บของนาง นางใช้แหนบเล็กคีบมันออกมา วางไว้บนผ้าขาว แล้วส่งให้เซียวฝาน
“ซอกเล็บของผู้ตายมีเศษเนื้ออยู่ แสดงว่าผู้ที่สังหารนางจะต้องมีาแที่เกิดจากการที่นางข่วนไว้ บัดนี้แทบจะฟันธงได้แล้วกระมังว่าอาเล็กของข้าไม่ได้เป็ผู้ลงมือสังหาร” เซียวฝานไม่ได้แสดงอาการปฏิเสธ ร่างกายของซูซิ่งไห่ก็ไม่ได้ปรากฏร่องรอยาแใด ๆ จริง ๆ
ซูซีหัวเม้มริมฝีปากและตรวจสอบต่อไป บนสันจมูกของศพ นางพบเห็นร่องรอยสีเหลืองอ่อน ๆ ที่แห้งกรังอยู่ ร่องรอยนั้นจางมาก จนหากไม่ได้สังเกตอย่างละเอียดแล้วจะไม่มีทางสังเกตเห็นได้
“สิ่งนี้คือสิ่งใดกัน” ซูซีหัวเรียกให้เซียวฝานมาดูด้วยกัน “หรือว่าเป็น้ำมูก ผู้ตายเจ็บป่วยก่อนตายกระนั้นหรือ”
“ไม่ใช่” เซียวฝานตอบอย่างแน่วแน่ “ร่างกายของนางไร้โรคภัย การจะยินยอมให้หญิงสาวที่ป่วยมาเป็เพื่อนรับรองแขกนั้นเป็สิ่งที่เป็ไปไม่ได้”
ซูซีหัวเหลือบมองเขา แล้วหยอกล้อใส่อย่างอารมณ์ดี “ท่านแม่ทัพนี่รู้เื่ดีมากนะ” จากนั้นนางก็พูดอย่างจริงจัง “มันไม่ใช่เืกำเดา ก็แค่…” นางนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ จึงยื่นมือไปคลำศีรษะของศพ ตรวจดูทีละนิ้ว เมื่อผ่านไปนาน นางจึงผุดลุกขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ
“ดังที่คาดการณ์ไว้เลย ผู้ตายไม่ได้สิ้นลมเพราะขาดอากาศ”
“เช่นนั้นแล้วสาเหตุการตายคือสิ่งใด?” เซียวฝานขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ก่อนที่จะกล่าวถึงสาเหตุการตาย ข้าขอบังอาจเอ่ยถามท่านแม่ทัพสักหนึ่งเื่” ซูซีหัวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวฝาน “ท่านแม่ทัพประสงค์อย่างแท้จริงหรือที่จะสืบหาความจริง ข้าจะเชื่อใจท่านได้กระนั้นหรือ หากบุคคลที่สังหารชุนฮวามีทั้งยศและศักดิ์ ท่านจะผลักไสให้ท่านอาเล็กของข้าเป็แพะรับบาปหรือไม่”
เซียวฝานกระตุกริมฝีปาก “คำถามนี้ไม่ใช่หนึ่งคำถาม”
ซูซีหัวไม่เอ่ยตอบอันใด เพียงแต่จ้องมองเขาอย่างแน่วแน่ เซียวฝานรู้สึกจำนนเลยยอมตอบออกไป
“ข้าปรารถนาจะสืบหาความจริง ย่อมไม่ได้จะตัดสินท่านอาเล็กของเ้าโดยตรงเช่นนั้น เหตุใดเล่าจึงต้องสิ้นเปลืองความพยายามอันมากมายนี้ นอกจากนี้… หากจะกล่าวถึงทั้งยศและศักดิ์ ผู้ใดเล่าที่จะสูงส่งยิ่งกว่าข้า”
ถ้อยคำของเซียวฝานล้วนเป็ความจริง ไม่ใช่เพียงเซียวฝานจะเป็เพียงหัวหน้าของกรมอาญาเท่านั้น เขายังเป็แม่ทัพผู้เกรียงไกรของแคว้นเซียว น้องชายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน บุรุษผู้ยิ่งใหญ่รองจากฮ่องเต้ผู้เดียว บุคคลเช่นนี้ ไฉนจึงจะเกรงกลัวผู้ใดได้ ซูซีหัวคลายความกังวลลง และเอ่ยกล่าวอย่างแ่เบา
“ของเหลวที่ไหลออกจากโพรงจมูกของผู้ตายคือของเหลวในสมอง มีสีเหลืองอ่อน อย่างไรก็ดี คาดว่าคนร้ายน่าจะเช็ดออกไปบางส่วน จึงไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน จากนั้นข้าจึงตรวจศีรษะของนาง และก็ค้นพบเข็มหนึ่งเล่ม ซึ่งจริงแล้ว ๆ นั่นก็คืออาวุธสังหารที่แท้จริง” นางสะบัดเส้นผมของศพออก เพื่อให้เซียวฝานมองเห็นอย่างถนัด เข็มทองคำจาง ๆ เล่มหนึ่งปักอยู่ที่ท้ายทอยของนาง นับเป็การสังหารในครั้งเดียว และรอยฟกช้ำที่คอก็เป็เพียงการอำพรางเท่านั้น เซียวฝานมองอยู่นานและกล่าวอย่างเ็า
“ข้ารับรู้” ซูซีหัวมีความรู้สึกไวเป็พิเศษเมื่อเงยหน้าขึ้น
“ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพรับรู้ในเหตุแห่งการตาย หรือรู้ตัวมือสังหารที่แท้จริงแล้ว”
“เ้าช่างฉลาดปราดเปรื่องแท้จริง” เซียวฝานเอ่ยพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ “ข้าขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ เ้าเป็ผู้ฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้ สมควรที่จะมีอายุยืนยาว” เซียวฝานไม่ได้ตอบคำถามของนาง แต่คำตอบได้ปรากฏขึ้นแล้ว ในใจเซียวฝานมีผู้ต้องสงสัยอยู่แล้ว
“ท่านจะปล่อยท่านอาเล็กของข้าหรือไม่”
“ยังไม่ได้ การแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่เหมาะสมนักใน่เวลานี้” ซูซีหัวไตร่ตรองแล้วถามเขา
“หรือข้าควรจะถามว่าแม่ทัพเซียวจับอาเล็กของข้าเพราะเขาฆ่าคนหรือเพราะเขามีแซ่ซู?” เซียวฝานเพียงเอ่ย
“เ้าส่งมอบหลักฐานให้ข้า เื่นี้ไม่จำเป็ต้องกังวลอีกต่อไป ข้าจะรับผิดชอบจนถึงที่สุด” ซูซีหัวกังวลเล็กน้อย เพราะนางไม่มีประโยชน์ที่จะถือหลักฐานไว้ แต่ในแง่ของความรู้สึก นางก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อชายหนุ่มที่เดายากตรงหน้าหรือไม่
หลังจากนั้นไม่นาน นางก็หันหลังกลับแล้ววางเศษหยกที่ยังคงอบอุ่นและหอมนุ่มไว้ในมือของเซียวฝาน ก่อนที่จะจากไป นางไม่ลืมที่จะพูดประโยคหนึ่งทิ้งไว้ “หวังว่าท่านแม่ทัพเซียวจะรักษาสัญญา อย่าทำให้สตรีผู้น้อยต้องผิดหวัง”
เซียวฝานรับปาก เขาไม่ได้ส่งนางไปที่บ้าน แต่กลับปลอมแปลงบันทึกของหมอผู้ชันสูตร ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด เขารู้สึกว่าเขายังไม่สามารถปล่อยให้ผู้อื่นรับรู้ถึงความสามารถในการชันสูตรศพของซูซีหัวได้ในตอนนี้
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อซูซีหัวเข้าไปในจวนสกุลซูนางก็ได้รับเชิญจากฮูหยินใหญ่ให้ไปที่ห้อง
หลังจากที่ท่านผู้เฒ่าซูถูกลดตำแหน่ง ก็ล้มป่วย กิจการทั้งใหญ่และเล็กในบ้านต้องให้ฮูหยินใหญ่*[1] เป็ผู้ดูแล ในอดีตจวนสกุลซูถูกยึดจวน ปัจจุบันสกุลซูทั้งสามสายต้องเบียดเสียดกันอยู่ในบ้านหลังเล็กโทรม ๆ ชานเมือง ซึ่งคับแคบมาก ซูซีหัวเคาะที่ประตูเรือนจากนั้นก็เดินเข้าไป
“คาราวะฮูหยินใหญ่” นางเป็บุตรนอกสมรส จึงไม่สามารถเรียกฮูหยินใหญ่ว่ามารดาได้
“เ้าไปไหนมา?” นิสัยใจคอของฮูหยินใหญ่นั้นอ่อนโยนและมั่นคง ขณะนี้ฮูหยินใหญ่กำลังคัดลอกสมุดบัญชีอยู่พลางถามนางไปด้วย
“ข้าไปที่หอจุ้ยฮวา อยากจะหาเบาะแส” นางไม่ได้ปิดบังฮูหยินใหญ่ กลับเล่าเื่ราวในวันนี้ให้ฟังอย่างละเอียด หลังจากถอนหายใจ ฮูหยินใหญ่ก็ให้หญิงสาวนั่งลงแล้วจึงกล่าว
“เซียวฝานเป็บุคคลเช่นไร เ้าจะสู้เขาได้หรือ ตระกูลซูบัดนี้ตกระกำลำบากอยู่แล้ว ท่านผู้เฒ่าก็ล้มป่วยนอนไม่ได้ หากผู้เยาว์ทั้งหลายเช่นเ้าเกิดเื่ร้ายขึ้นอีก ตระกูลซูจะอยู่เช่นไร แล้วข้าจะอยู่เช่นไร?” ซูซีหัวจึงก้มลงมอง
“เป็ข้าเองที่คิดตื้นไป ฮูหยินใหญ่ไม่ต้องกริ้ว ข้ากังวลร่างกายของท่าน” ตามความจริงแล้ว ฮูหยินใหญ่ดีต่อนางและมารดามาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ยอมให้นางอยู่กับมารดาเพื่อเลี้ยงดู และยังไม่เคยรังแกในเื่การกินอยู่ ซูซีหัวรู้สึกซาบซึ้งในใจอย่างมาก
“เื่ของอาเล็ก เ้าก็อย่าได้ไปยุ่งอีกเลย ถูกผิดประการใดก็ไว้ว่ากันในศาล บัดนี้พวกเรายังไม่อาจยุ่งเกี่ยวได้”
ซูซีหัวไม่กล้าเถียง และเห็นชอบตามนาง แล้วก็ปลอบโยนอีกสองสามคำให้คลายกังวล ตอนนั้นเอง อยู่ ๆ ลี่จือซึ่งเป็สาวใช้ข้างกายของซูซีหัวก็ผลักประตูเข้ามาแล้วก็รีบกล่าว
“ฮูหยินใหญ่ คุณหนู มีแขกจากสกุลว่านมาเ้าค่ะ พวกเขาบอกว่าจะมาถอนหมั้น ! ” ซูซีหัวเดิมทีก็ถูกหมั้นหมายไว้แล้วกับบุตรชายคนที่สามของอัครมหาเสนาบดีว่านเจิ้นเหยียน ตามหลักแล้วสตรีซึ่งเป็บุตรีนอกสมรสไม่อาจหมั้นหมายกับบุตรชายของเสนาบดีได้ด้วยมิเหมาะสมกัน
แต่ถึงเช่นนั้นบุตรชายคนที่สามผู้นี้ก็ไม่ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หากมีแต่เพียงสถานะกลับไร้ซึ่งความดีความชอบ ทั้งยังเป็คนเ้าสำราญที่ ดื่มสุรา เล่นการพนันและมั่วสุมก่อเื่ฮูหยินใหญ่ก็ขมวดคิ้วยืนขึ้นทันทีแล้วก็ถาม
“ใครมา”
“เอ่อ…” ลี่จือนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “เหมือนจะเป็พ่อบ้านหลี่จวนเสนาบดีว่านเ้าค่ะ”
“พ่อบ้านหลี่หรือ?” ฮูหยินใหญ่รีบเดินนำออกไปด้านหน้า ซูซีหัวเองก็รีบเดินตามหลัง ซูซีหัวเดินตามมาจนถึงห้องโถงใหญ่ก็เห็นบุรุษวัยกลางคนที่ท้องพลุ้ยเต็มตัวนั่งอยู่บนตั่งตัวเอก*[2] มือจับถ้วยน้ำชา แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม
“พ่อบ้านหลี่จะมาทำไมถึงมิแจ้งล่วงหน้า?” ฮูหยินใหญ่เอ่ยเสียงเคร่งขรึมแล้วนั่งลงที่ตั่งรอง อย่างจำยอม พ่อบ้านหลี่ก็ลูบเคราไปมา
“เดิมทีพวกเราก็คิดที่จะบอกล่วงหน้า เพียงแต่ได้ไปเยือนจวนสกุลซู ก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าสกุลซูถูกยึดทรัพย์ไปเสียแล้ว พวกเราจึงต้องลำบากลำบนตามหาจนพบ ฮูหยินใหญ่ ข้าไม่ได้จะมากเื่ แต่เดิมสกุลซูก็เคยเป็สกุลใหญ่ แต่ถึงแม้ว่าบัดนี้จะตกต่ำลงไปแล้ว ก็ไม่ควรจะมาเบียดเสียดกันอยู่ในที่รกร้างแห่งนี้เช่นนั้น…”
ฮูหยินใหญ่โกรธจนกัดฟันแทบกรามค้าง แต่สีหน้ากลับไม่แสดง การแต่งงานของบุตรีสกุลซูก็เป็ความหวังสุดท้ายของสกุลซูแล้ว ไม่ว่าเยี่ยงไรก็ไม่สามารถเกิดเื่ผิดพลาดได้
“ไม่ทราบว่าวันนี้พ่อบ้านหลี่มาเพราะเื่ใด” พ่อบ้านหลี่แอบเหลือบมองไปที่ซูซีหัวอย่างเสียดาย
“ผู้น้อยมาแค่เพราะได้รับคำสั่งจากคุณชายสามของข้าให้มาเพื่อถอนหมั้น”
“ถอนหมั้น?” ฮูหยินใหญ่หัวใจเย็นเฉียบลงทันที “อยู่ ๆ ทำไมถึงจะถอนหมั้นอย่างไร้เหตุผล?”
[1] ฮูหยินใหญ่ : ภรรยาเอก หรือ ภรรยาที่แต่งงานมาอย่างถูกต้อง หรือ เมียหลวง
[2] ตั่ง : เก้าอี้หรือม้านั่ง ตั่งตัวเอกจึงหมายถึงเก้าอี้ในตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุด