[ชาติปัจจุบัน] เวลา 12.00 น. ณ เซี่ยงไฮ้จางเจียงไฮเทคพาร์ค เมืองเซี่ยงไฮ้ในปี ค.ศ. 2024
ท้องฟ้าถูกแต้มด้วยเมฆบางเบาแสงแดดสาดส่องเป็ประกายอ่อน ๆ ทั่วเมือง ฟางชิงอี้เดินฝ่าความพลุกพล่านของถนนในเขตผู่ตงด้วยก้าวเดินที่มั่นคงท่ามกลางความเร่งรีบและวุ่นวายรอบตัว ฟางชิงอี้ยังคงนิ่ง สงบเหมือนเป็คนละโลกกับผู้คนที่ผ่านไปมาความมั่นใจของเธอมาจากประสบการณ์หลายปีในฐานะบอดี้การ์ดอิสระเธอเคยเผชิญกับอันตรายหลายรูปแบบ สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงความตื่นเต้นที่บางครั้งเกือบพาชีวิตเธอไป แต่วันนี้ความคิดของเธอกลับไม่ได้ถูกด้วยงาน หากแต่เป็เื่ของจ้าวหยูซินเพื่อนสนิทที่เธอรักและห่วงใยอย่างที่สุด
เสียงของจ้าวหยูซินยังคงดังก้องในหัวของฟางชิงอี้เมื่อเพื่อนสนิทขอร้องให้เธอร่วมเดินทางไปเพื่อกำจัดคำสาปที่ผูกติดกับหยกัการตัดสินใจของฟางชิงอี้นั้นง่ายดาย เธอตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิดความรักและความห่วงใยต่อเพื่อนสนิทเกินกว่าที่จะปล่อยให้จ้าวหยูซินเผชิญกับความเสี่ยงเพียงลำพัง
แม้ว่าความคิดจะว้าวุ่น แต่ฟางชิงอี้พยายามดึงสติตัวเองกลับมาเธอยังคงต้องทำงาน และงานคือสิ่งที่เธอต้องทำให้ดีที่สุด เธอเหลือบมองลูกค้าของเธอ‘หลิวจวิ้นฮ่าว’ ชายหนุ่มทายาทนักการเมืองชื่อดัง และเป็ซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพชื่อดังที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับยูนิคอร์น สายตาเธอจ้องมองเขาอย่างเรียบเฉย แต่ภายในใจเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความรำคาญ หลิวจวิ้นฮ่าวเป็คนมั่นใจในตัวเองมากเกินไปและบ่อยครั้งที่ความมั่นใจนั้นกลายเป็ความหลงตัวเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้ฟางชิงอี้ต้องอดทนกับการโต้เถียงเล็กๆ น้อย ๆ ระหว่างพวกเขาเสมอ
ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดทะเลาะกันบ่อย ทว่าเขาก็ยังคงเลือกเธอให้เป็บอดี้การ์ดทุกครั้งแม้เธอจะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่เธอก็ทำงานของเธอต่อไปด้วยค่าตอบแทนที่ดีเพียงพอ
ขณะที่ทั้งสองเดินผ่านถนนอันพลุกพล่านเพื่อหาอาหารกลางวันทานสายตาของฟางชิงอี้สะดุดกับบุคคลคุ้นเคยคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนมา “หยางเว่ยหลง”เธอพึมพำเบา ๆ ดวงตาแหลมคมของเธอหรี่ลงเมื่อตระหนักได้ว่าเขาคือคนรักเก่าของจ้าวหยูซินชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยครองหัวใจของเพื่อนสนิทของเธอ
หลิวจวิ้นฮ่าวสังเกตเห็นท่าทีของเธอเขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย “คุณรู้จักเขาด้วยเหรอ?”
ฟางชิงอี้พยักหน้าเบา ๆ“เขาเป็เพื่อนเก่าของเพื่อนสนิทฉัน เราเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน”
หลิวจวิ้นฮ่าวยิ้มเยาะ “หยางเว่ยหลงเป็เพื่อนสนิทของผมเองโลกแคบจริง ๆ ใช่ไหม?” เขาโบกมือทักหยางเว่ยหลงที่เพิ่งสังเกตเห็นพวกเขา
หยางเว่ยหลงเดินเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขาดูนิ่งเฉย และห่างเหินราวกับชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยสดใสและอบอุ่นใน่ที่อยู่กับจ้าวหยูซินได้หายไปนานแล้วเขากลายเป็คนใหม่ คนที่ถูกห่อหุ้มด้วยความเ็า
“อาฮ่าว”หยางเว่ยหลงทักทายด้วยเสียงเรียบ ชายหนุ่มส่งยิ้มให้เพื่อน “ดีใจที่ได้เจอนะ”
“ผมด้วย ยินดีที่ได้เจอวันนี้นะ อาหลง” หลิวจวิ้นฮ่าวตอบกลับอย่างเป็กันเองพร้อมตบไหล่หยางเว่ยหลง
“นี่คือฟาง ชิงอี้บอดี้การ์ดของผม” เขากล่าวแนะนำ
สายตาของหยางเว่ยหลงเลื่อนไปที่ฟางชิงอี้เธอรู้สึกถึงการจดจำที่ลึกซึ้งบางอย่างในดวงตานั้นแม้สีหน้าของเขาจะยังคงเรียบนิ่ง “เรารู้จักกันแล้ว เธอเป็เพื่อนสนิทของจ้าวหยูซินสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่หรือ?”
ฟางชิงอี้พยักหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ใช่ และฉันยังเป็เพื่อนสนิทของจ้าวหยูซินอยู่”
หยางเว่ยหลงยิ้มบาง ๆรอยยิ้มนั้นไม่เคยไปถึงดวงตาของเขา “ผมเข้าใจ แล้วคุณกับจ้าวหยูซินเป็ยังไงบ้าง? สบายดีไหม?”
ฟางชิงอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า “พวกเราสบายดีค่ะ”
เธอรู้สึกไม่สบายใจ บางอย่างในตัวหยางเว่ยหลงดูเหมือนจะเปลี่ยนไปความมืดที่แฝงอยู่ภายในตัวเขา ทำให้เธอต้องระวังตัวมากกว่าที่เคยบางสิ่งในตัวเขาแตกต่างออกไปจากอดีต แม้ว่าเขาจะยังคงดูเหมือนเดิมแต่ความรู้สึกนั้นกลับแข็งกร้าวขึ้นจนรู้สึกได้
ฟางชิงอี้มองไปยังหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากหยางเว่ยหลงเธอสวยสะดุดตา บุคลิกมั่นใจ และแต่งตัวทันสมัยตามแบบฉบับสาวทำงานยุคใหม่กระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อดังที่ราคาไม่ต่ำกว่าแสนถืออยู่ข้างกายดูเข้ากันอย่างลงตัวกับบุคลิกของเธอ
“นี่คือจาง หยาซิน”หยางเว่ยหลงแนะนำอย่างสุภาพ “เธอเป็ทั้งบิสิเนสพาร์ทเนอร์และเพื่อนสนิทของผม”
หยาซินยิ้มบาง ๆ ให้กับหลิวจวิ้นฮ่าวและฟางชิงอี้รอยยิ้มนั้นดูสุภาพ แต่ฟางชิงอี้รู้สึกได้ว่ามันเป็เพียงเปลือกนอกราวกับมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายตาที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าการสบตาที่เกิดขึ้นระหว่างหยางเว่ยหลงและหยาซินบอกฟางชิงอี้มากกว่าคำพูดใด ๆความสัมพันธ์ของพวกเขาดูเหมือนจะซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่ชายหนุ่มพูดออกมา
เมื่อหยางเว่ยหลงและจางหย่าซินหายไปในฝูงชนจิตใจของฟางชิงอี้กลับเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพียงจากสิ่งที่จ้าวหยูซินเล่าให้เธอฟังแต่วันนี้เธอได้เห็นมันด้วยตาตัวเองความเ็าและแข็งกร้าวในตัวเขาแตกต่างไปจากคนที่เธอเคยรู้จักบอดี้การ์ดสาวอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากสิ่งใดหรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับคำสาปที่จ้าว หยูซินกำลังเผชิญอยู่
*********************
เวลา 13.00 น. ณ สถาบันโบราณคดีเซี่ยงไฮ้
“สัปดาห์หน้า”ศาสตราจารย์หลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ แต่มีประกายของความเร่งรีบซ่อนอยู่“เราจะเริ่มการเดินทางไปที่บ้านเก่าของซ่งหยูเฟิง ที่ชานเมืองในกรุงปักกิ่งมณฑลเหอเป่ย์”
จ้าวหยูซินยืนกลางห้องทำงานของศาสตราจารย์เสียงของเขาก้องอยู่ในจิตใจของเธอ ราวกับเสียงสะท้อนจากที่ไกล ๆทุกคำพูดคือแรงกระตุ้นให้หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้นเธอรู้ดีว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการเดินทางในครั้งนี้
“สัปดาห์หน้าเหรอ”เธอทวนคำด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตื่นเต้น มันเหมือนลมหายใจที่รอปลดปล่อยออกมา“ฉันพร้อมแล้ว” คำพูดที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความแน่วแน่หลุดออกจากปากของเธอ
ศาสตราจารย์หลี่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ“ทีมที่เดินทางไปด้วยจะมีผม คุณ และหวู่ไท่เฉิง...” เขาหยุดลงครู่หนึ่งดวงตาของเขาหรี่ลงเหมือนครุ่นคิดถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจ “คุณหยางเว่ยหลงและเพื่อนของเขาจะร่วมเดินทางกับเราด้วย”
หัวใจของจ้าวหยูซินหยุดนิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินชื่อของหยางเว่ยหลงเสียงสะท้อนจากอดีตปะทุขึ้นในจิตใจของเธอภาพความทรงจำเกี่ยวกับชายหนุ่มที่เธอเคยรักและความเ็ปที่เขาทิ้งไว้กำลังทะลักออกมาราวกับมีสิ่งที่ยังไม่ได้พูดกำลังถาโถมเข้ามาหาเธอ
“หยางเว่ยหลง... เขาจะไปด้วยเหรอคะ? แล้วเขาจะไปทำไม?” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแม้เธอจะพยายามทำให้มั่นคง แต่ความกังวลนั้นซ่อนเร้นไม่มิด
ศาสตราจารย์หลี่พยักหน้าอย่างสงบ “ใช่ คุณหยาง เป็สปอนเซอร์หลักของโปรเจกต์นี้เขาบอกว่าเขามีความรู้เกี่ยวกับหยกและเขาอยากจะช่วยเราให้มากที่สุดดังนั้นเขาจึงขอเข้าร่วมทริปครั้งนี้ด้วย”
คำตอบนั้นคล้ายลมที่กระทบผิวอันเย็นเยียบ จ้าวหยูซินรู้สึกถึงความกดดันที่ค่อยๆ เกาะกุมหัวใจ เธอรู้ว่าไม่ได้มีแค่คำสาปที่ต้องเผชิญแต่ยังต้องกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตที่ยังไม่เคยจบสิ้นอดีตที่ทิ้งร่องรอยไว้ในใจลึกเกินกว่าที่ใครจะลบได้
“ยังมีอีกเื่หนึ่งค่ะ” จ้าวหยูซินพูดขึ้นน้ำเสียงของเธอแฝงด้วยความมุ่งมั่น “ฉันอยากให้ฟางชิงอี้ เพื่อนสนิทของฉันมากับเราด้วย”
ศาสตราจารย์หลี่พยักหน้าโดยไม่มีคำถามใด ๆ“ได้เลย นั่นเป็ความคิดที่ดี การมีเพื่อนไปด้วยจะทำให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น”
แม้จ้าวหยูซินจะพยักหน้ารับคำ แต่ในใจเธอเต็มไปด้วยความคิดที่วุ่นวายสายลมที่พัดผ่านบานหน้าต่างเหมือนพาเสียงกระซิบของคำสาปเข้ามาใกล้ทุกย่างก้าวที่พวกเขากำลังจะเดินต่อไปจะไม่ใช่แค่การตามหาคำตอบแต่เป็การเผชิญหน้ากับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความเงียบของอดีต อดีตที่ยังคงพันธนาการเธอไว้เหมือนใยแมงมุมอันซับซ้อน
จ้าวหยูซินสูดหายใจเข้าลึกเธอรู้สึกได้ถึงพลังของหยกัที่ยังคงก่อตัวในเงามืด แม้อยู่ห่างไกลมันยังคงกระซิบเงียบ ๆ เหมือนสิ่งที่รอคอยเวลาจะปลดปล่อยพลังอันแท้จริงออกมาความกดดันนั้นทวีขึ้นเรื่อย ๆ
“สัปดาห์หน้า” เธอพูดย้ำกับตัวเองเธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การค้นหาคำตอบแต่มันคือการเผชิญหน้ากับความกลัวที่ฝังลึกในจิติญญาของเธอ