เธอขบริมฝีปากล่าง กลอกตาไปมาอย่างเขิน ๆ ยีหัวตัวเองเบา ๆ ที่เผลอคิดแบบนั้นเข้าไปได้ยังไง พันเจียยิ้มกรุ้มกริ่มที่มุมปาก เพราะรู้ใจเธอว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“เธอนี่ก็ดูหื่นไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะเนี่ย”
“นายน่ะสิหื่น!” เธอว่ากลับ พันเจียกระดิกนิ้วขอชุดคลุมอาบน้ำคืน ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ แล้วเปิดน้ำใส่อ่าง ก่อนจะเข้าไปนอนแช่อย่างสบายใจ ขณะที่ไวโอลิน เห็นว่าเขากลับเข้าไปอาบน้ำแล้ว เธอจึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดหาชุดที่เธอพอจะสวมใส่ได้ เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ดำ และสีกรม ทำให้เธอนึกไปถึงเลิฟ พี่ชายของเธอที่มีเสื้อผ้าแบบนี้ และสีโทนนี้เช่นเดียวกับเขา
มือบางหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาตัวหนึ่ง จ้องมองมันอยู่สักพัก ก่อนที่น้ำตาอุ่น ๆ จะไหลรินออกมาอาบแก้มขาว ๆ ของเธออีกครั้ง เพราะสิ่งที่เธอเห็นมันทำให้เธออดที่จะนึกถึงพี่ชายขึ้นมาไม่ได้ ไวโอลินรีบเช็ดน้ำตาก่อนที่พันเจียจะออกมาเห็น
ก่อนจะเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ถัดจากตู้เสื้อผ้าข้าง ๆ เห็นสร้อยคอสีเงิน จี้ปลาโลมาทำด้วยอาเกตสีเขียว เป็นสร้อยคอสำหรับผู้หญิง เธอเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาแต่กลับถูกพันเจียที่ออกมาจากห้องน้ำเห็นเข้าเสียก่อน
ครืดดด…
มือแกร่งของเขาดันลิ้นชักพรวดกลับเข้าไปเหมือนเดิม โดยไม่ทันระวัง ขณะที่ไวโอลินเองก็ไม่ทันจะได้ดึงมือกลับ ทำให้เธอถูกลิ้นชักหนีบเข้าอย่างจัง
“โอ๊ย!” ไวโอลินร้องเจ็บ หันไปมองหน้าชายหนุ่มด้วยสีหน้า และ แววตาที่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงต้องหวงสร้อยคอเส้นนั้น ราวกับว่ามันเป็นของชิ้นสำคัญด้วย
ไวโอลินก้มมองที่นิ้วมือเรียวเล็กของตัวเองที่มีรอยถลอก แต่ถือว่ายังดีที่ไม่มีเลือดไหลซึมออกมา และ ดูเหมือนว่ามันจะแค่เป็นรอยฟกช้ำเท่านั้น
“ทำไมจะปิด แล้วไม่ยอมบอกก่อนละ” ไวโอลินโวยใส่เขา ก่อนจะนึกย้อนไปถึงสร้อยเส้นนั้นที่ได้เห็นเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกคุ้นตากับสร้อยคอจี้ปลาโลมาเส้นนั้นซะเหลือเกิน
Dolphin Green Agate หรือ สร้อยคออาเกตสีเขียว รูปปลาโลมา ที่เธอได้เห็นนั้นดูคุ้นตาเหมือนกับว่าเคยได้เห็นมันมาก่อน แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นมันที่ไหน
“ไหน เอาแผลมาดูซิ” พันเจียจะดูแผลที่มือของเธอ แต่หญิงสาวไม่ยอมรีบชักมือกลับ
“ไม่ต้องเลย” ไวโอลินแว้ดใส่ พันเจียถอนหายใจเฮือกแล้วตอบกลับไป
“ใครใช้ให้เธอมายุ่งกับของในลิ้นชักส่วนตัวของฉันล่ะ”
“แล้วมันมีอะไร ที่เป็นความลับงั้นเหรอ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิด
“มันไม่ใช่เรื่องของเธอ” พันเจียบอก
“ขอคบกับฉัน แต่กลับบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับฉันเหรอ” ไวโอลินยอกย้อน
“ก็แค่ขอคบ เธอเองก็ยังไม่ได้ตอบตกลงเลยไม่ใช่หรือไง” เขาบอก เธอตาเขียวใส่
“ทีกับฉัน กรอกหูปาว ๆ ให้ลืม ๆ รักครั้งเก่า แต่ทีตัวเอง!” ไวโอลินไม่ทันจะได้จบ พันเจียก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
“เธอรู้ได้ไง ว่าสร้อยนั่น เป็นของอดีตคนรักเก่าของฉัน” เขาถาม ไวโอลินขบริมฝีปากล่าง พลางก้มหน้าลงมองต่ำ
“................” ไวโอลินอ้ำอึ้งและนิ่งเงียบไปเสียเฉย ๆ ตอบไม่ถูก เพราะเธอเองก็เดามันออกไปแบบมั่ว ๆ
“ฉันไม่เคยมีแฟน และ เรื่องรักครั้งเก่าอะไรนั่น เธอตัดทิ้งไปได้เลย” พันเจียพูดอย่างหนักแน่น ไวโอลินจ้องหน้า
“ถ้าไม่ใช่ของคนรักเก่า แล้วจะของใครล่ะ” เธอซักกลับ
“สรุปเธอ ยังไม่ได้ตอบตกลงคบกับฉัน แต่กลับทำตัวเป็นเจ้าของ เริ่มงานไวไปไหม”
“ใครบอกว่าฉันจะ ตกลงคบกับนาย” เธอรีบแย้ง
“ก็แล้ว ไอ้ที่โมโหขนาดเนี่ย ไม่ใช่เพราะว่าหึงฉันอยู่หรอกเหรอ”
“......................” ไวโอลินเริ่มเกิดความสับสนขึ้นมาในใจกับความรู้สึกของตัวเอง ที่อยู่ ๆ เธอก็รู้สึกน้อยใจ และทนไม่ได้ที่รู้ว่าพันเจียอาจจะมีใครบางคนซ่อนอยู่ และ สร้อยเส้นนั้นก็อาจจะเป็นสร้อยคอของผู้หญิงที่เป็นของคนรักเก่า หรือไม่ก็ต้องเป็นของผู้หญิงสักคนที่เขารู้จักแน่ ๆ
“อย่าบอกนะ ว่าฉันชอบนายเข้าไปแล้วจริง ๆ” ไวโอลินก้มหน้าพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ว่าไงนะ พอดีได้ยินไม่ชัดเลย” พันเจียเอ่ยถามออกมา ขณะที่รอคำตอบจากเธออยู่ ไวโอลินรีบปฏิเสธออกไป
“เปล่า! ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย” เขาเดินเข้ามาจับเรียวแขนของเธอ แล้วยกขึ้นมาดูที่แผล ไวโอลินมองตามเห็นแววตาที่ดูอ่อนโยนของเขา ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น และปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก จนเธอเผลอยิ้มออกมาเล็ก ๆ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แล้วกล่าวออกมาสั้น ๆ
“ฉันขอโทษ” น้ำเสียงนุ่มนวลของเขา เกือบทำเธอตัวลอย เผลอหน้าแดงออกมาเล็ก ๆ
“เอ่อฉะ...ฉัน ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ” ไวโอลินพูดจบก็รีบแจ้นไปยังประตูห้องน้ำ แต่กลับถูกเขาคว้าหมับแขนของเธอไว้
หมับ!
“...อะไร!” (.) (.) (.) (.) ไวโอลินกระอึกกระอักหันมาถาม สีหน้าหวั่น ๆ กลัวว่าเขาจะฉวยโอกาสกับเธออีกครั้ง พันเจียยื่นผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ให้แล้วบอกออกไปว่า
“เธอลืมผ้าขนหนู”
“อ่ออ๋อ...ขอบคุณนะ” ^////^ ไวโอลินรีบรับมันมาจากมือของเขา ก่อนจะรีบดิ่งเข้าไปอาบน้ำทันที เพราะอยู่ต่อไม่ได้ ไม่อย่างงั้นมีหวังเธอได้เผยไต๋ออกมาแน่ ๆ ว่าจริง ๆ แล้ว เธอรู้สึกตื่นเต้นแค่ไหนเวลาที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับเขา
ต่อมา
สายตาคมกริบมองไปที่หญิงสาวร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่ช่วงแขนถูกพันขึ้นมาเล็กน้อย ระหว่างที่เธอเดินกลับออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโซฟาของเขา
"นี่นายมองอะไร"
ไวโอลินเอ่ยถาม หลังจากที่เห็นสายตาหยาดเยิ้มที่จ้องมองมาที่เธออย่างไม่กะพริบตา แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ตอบ จู่ ๆ ทั้งคู่จะได้กลิ่นเหม็นไหม้ของอะไรบางอย่างลอยมาเตะเข้าที่ปลายจมูก
“กลิ่นแปลก ๆ นี่นายเปิดแก๊สทิ้งเอาไว้หรือเปล่าเนี่ย”
คำพูดของไวโอลิน ทำให้พันเจียลุกพรวดพราดไปยังเคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมกับปิดวาล์วแก๊สที่เปิดทิ้งไว้ในทันที ก่อนที่มันจะลุกลามจนไหม้คอนโดวอดวายไปทั้งหลัง
“บ้าฉิบ!”
พันเจียสบถออกมาเบา ๆ ถึงกับหัวเสียที่ตนไม่ได้เรื่อง แค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังทำให้ไหม้ได้
“นี่ลงมือทำเองเลยเหรอ”
ไวโอลินเดินตามมาดูเอ่ยถามเสียงอ่อน ทว่าเขากลับไม่ตอบยกหม้อที่มีบะหมี่ติดเขรอะอยู่ก้นหม้อโยนลงไปในอ่างล้างชาม มือบางเอื้อมไปคว้าก่อนที่เขาจะเทมันทิ้ง พันเจียหันมามองคิดไม่ออกว่าเธอจะทำยังไงกับมัน
"นายอยู่เฉย ๆ เดี๋ยวงานนี้ฉันจัดการเอง"
เธอบอกก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเส้นที่เกาะอยู่บริเวณก้นหม้อแต่ยังไม่ไหม้ออกมาใส่ชาม ก่อนเปิดน้ำใส่หม้อ บีบน้ำยาล้างจานลงไปแล้วแช่ทิ้งไว้ จากนั้นนำกระทะเทฟล่อนมาวางลงไปบนเตา เปิดวาล์วแก๊ส นำไข่ในตู้เย็นออกมาตอก ตี ๆ ให้เข้ากัน ก่อนจะเทมันลงไปในกระทะ ตามด้วยเส้นลงไปผัดให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรส
พันเจียได้แต่มองตามตาไม่กะพริบ หันซ้ายหันขวาตามมือที่เป็นระวิงของไวโอลินโยกไปมาอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง เพียงไม่กี่นาทีทุกอย่างก็เสร็จสรรพ หญิงสาววางชามบะหมี่แห้งผัดไข่ที่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะหันมาสบตากับเขา พันเจียระบายยิ้มออกมาเล็ก ๆ พลางเกาศีรษะแกร่ก ๆ ออกมาอย่างเขิน ๆ เพราะดู ๆ แล้วเธอก็มีเสน่ห์ปลายจวักอยู่เหมือนกัน
“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้ง ก็น่าทานนะ”
เธอบอก เขาพยักหน้าก่อนจะเป็นคนยกบะหมี่จานใหญ่มาวางลงที่โต๊ะอาหาร ในขณะที่ไวโอลินจัดแจงล้างทำความสะอาดเครื่องครัวที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จ ก่อนจะเดินกลับมาร่วมโต๊ะด้วยกันกับเขา อยู่ ๆ สายฝนที่ยังเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก แรงลมกระโชก และ ฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมา ทำให้กระแสไฟฟ้าจากหม้อแปลงของคอนโดเกิดดับไปทั้งหลัง
พรึ่บ!
ไฟดับ!!!
“มาดับอะไรตอนนี้อีกวะเนี่ย”
พันเจียบ่นพึมพำเบา ๆ
“ไฟดับ!”
ไวโอลินตกใจเล็ก ๆ เพราะบรรยากาศมืด ๆ ชวนให้คิดเรื่องสยอง ๆ ขึ้นมาในหัว
แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งไม่มีผลกระทบจากหม้อแปลงของทางคอนโด ส่องเข้ามาพอให้มีความสว่างอยู่บ้าง แต่ไวโอลินก็ยังไม่วายนึกกลัวขึ้นมาอยู่ดี
“เดี๋ยวฉันโทรไปเช็กกับที่เคาน์เตอร์ด้านล่างก่อนนะ ว่าเกิดอะไรขึ้น”
พันเจียรีบลุกขึ้นไปหยิบเทียนมาจุดที่โต๊ะอาหาร นำมาวางบนเชิงเทียนราวกับทั้งคู่กำลังดินเนอร์อยู่ใต้แสงเทียงยังไงอย่างงั้น
“ทนเอาหน่อยนะ แค่ไฟตก อีกเดี๋ยวคงจะจัดการเสร็จ ปกติที่นี่มีไฟสำรอง ไม่น่าจะเกินสิบนาทีไฟก็มาแล้ว”
พันเจียบอกกับหญิงสาวที่นั่งห่อตัวอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าไม่ดีนัก
“นี่ยังไม่เลิกกลัวผีอีกเหรอ ที่นี่ไม่มีหรอก”
พันเจียพูดจบ เสียงฟ้าร้องดังเปรี้ยง ทำเธอสะดุ้งโหยง ยกมือขึ้นมาปิดหูแทบไม่ทัน พันเจียเห็นแบบนั้น จึงเลื่อนเก้าอี้เข้าไปนั่งใกล้ ๆ และชวนกินบะหมี่ที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่มันจะเย็นชืดหมดเสียก่อน
พึ่บ!
ไม่ถึงสิบนาที แสงไฟกลับมาส่องสว่างทั่วห้องอีกครั้ง ไวโอลินยิ้มร่า ดีใจราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง พันเจียเห็นสีหน้า และแววตาที่สดใสของเธอกลับมาอีกครั้งก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ เขาเลื่อนเก้าอี้กลับมานั่งที่เดิมแล้วชวนเธอให้ทานบะหมี่ต่อด้วยกันจนหมดเกลี้ยง