บทที่ 1 (1/2)
รีบเสนอตัวเอง(1)
น้ำผึ้งหรือธารดารา รัตนัน ยืนกดกริ่งประตูหน้าบ้านขนาดใหญ่หลังหนึ่งซึ่งเพียงไม่นานก็มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมามองเธอผ่านช่องว่างของซี่รั้วเหล็กก่อนจะถามเธอว่า
“คุณมาหาใครหรือคะ?”
“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อน้ำหวานค่ะ คุณภัสสรนัดให้ดิฉันเข้ามาพบที่นี่ค่ะ”
“คุณคือติวเตอร์น้ำหวานใช่ไหมคะ?”
“ใช่ค่ะ”
“งั้นรอสักครู่นะคะ” พูดจบ หญิงวัยกลางคนก็ขยับเข้าไปเปิดประตูรั้วเหล็ก
เมื่อเห็นดังนั้นธารดาราจึงเดินกลับขึ้นไปนั่งในรถยนต์คู่ใจก่อนจะขับเข้าไปจอดที่ลานจอดรถภายในบริเวณบ้านหลังนั้น แล้วในขณะที่เธอกำลังก้มลงไปหยิบกระเป๋าสะพายและกระเป๋าใส่เอกสารออกมาจากรถหญิงวัยกลางคนที่เปิดประตูรั้วให้กับเธอเมื่อครู่ ก็เดินตามมาหาเธอที่รถแล้วจากนั้นอีกฝ่ายก็พาเธอเดินเข้าไปนั่งรอในห้องรับแขก
โดยระหว่างที่เดินเข้าไปในตัวบ้าน...ธารดาราก็คอยลอบมองส่วนต่าง ๆ ในบ้านหลังนี้ไปด้วยเพราะนี่คือครั้งแรกที่เธอได้มาเยือน หลังจากพ่อกับแม่ของเธอเล่าเื่เกี่ยวกับที่นี่ให้ฟังแล้วในขณะที่นั่งรอเธอก็หันไปมองภาพถ่ายในตู้โชว์ ภาพถ่ายใบนั้นคือภาพครอบครัวซึ่งประกอบด้วยคนเป็พ่อแม่ และบุตรชายวัยสิบขวบคนหนึ่ง โดยคนทั้งสามกำลังยืนส่งยิ้มให้แก่กัน ซึ่งเด็กชายในภาพก็คือนายเตชินท์งามรุ่ง หนุ่มน้อยหน้าหวานที่เคยเป็อดีตน้องชายข้างบ้านของเธอ คนที่เธอจะมาเป็ครูสอนพิเศษให้ในวันนี้
เนื่องจากในอดีตครอบครัวของเตชินท์เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังที่อยู่ติดกับบ้านของธารดาราจึงทำให้ครอบครัวของอีกฝ่ายค่อนข้างที่จะสนิทกับครอบครัวของเธอจนเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว...ที่ครอบครัวนี้สูญเสียเสาหลักไป ซึ่งธารดารายังจำเหตุการณ์ใน่เวลานั้นได้...
วันนั้นหลังจากที่ครอบครัวของธารดารารู้ข่าวการจากไปของพ่อเตชินท์ โดยเกิดขึ้นในระหว่างที่เ้าตัวเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศครอบครัวของเธอก็รีบพากันเข้าไปหาภัสสรกับเตชินท์ที่บ้านทันที แต่ในตอนนั้นภัสสรได้พาเตชินท์นั่งรถออกไปขึ้นเครื่องบินแล้วครอบครัวของเธอจึงตัดสินใจขับรถตามไปส่งคนทั้งคู่ที่สนามบินแต่ด้วยการจราจรที่ติดขัด เมื่อไปถึงครอบครัวของเธอก็ทำได้เพียงมองส่งผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งที่ยืนลูบศีรษะและส่งยิ้มปลอบโยนให้บุตรชายของตนเองก่อนที่อีกฝ่ายจะจับจูงมือบุตรชายเดินเข้าประตูผู้โดยสารไปเท่านั้น
แล้วหลังจากที่ภัสสรกับเตชินท์เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยภัสสรก็ตัดสินใจขายบ้าน ขายสำนักงานในกรุงเทพฯ ทันที เพราะ้ารักษาโรงงานส่งออกอะไหล่รถยนต์ที่พ่อของเตชินท์ได้สร้างเอาไว้เนื่องจากคนที่เคยเป็หุ้นส่วนหลังรู้ข่าวการจากไปของผู้บริหารก็พากันเทขายหุ้น จนทำให้บริษัทขนาดใหญ่ที่กำลังจะไปได้ดีเริ่มขาดสภาพคล่องซึ่งในวันนั้นพ่อกับแม่ของธารดาราก็ได้เสนอตัวขอเข้าไปเป็หุ้นส่วนแต่ภัสสรก็ขอรับไว้เพียงแค่น้ำใจจากพ่อกับแม่ของเธอเท่านั้น
โดยภัสสรได้ให้เหตุผลกลับมาว่า...ยังไม่รู้เลยว่าตนเองจะรักษาสิ่งที่มีอยู่ไว้ได้นานแค่ไหนจากนั้นภัสสรก็พาเตชินท์เดินทางกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด
ซึ่งหลังจากนั้นสามปี...ภัสสรได้ทำให้โรงงานส่งออกอะไหล่รถยนต์ที่เกือบจะถูกปิดตัวกลับมาเจริญรุ่งเรืองและเติบโตจนทำอีกฝ่ายสามารถพาบุตรชายกลับมาซื้อบ้านขนาดใหญ่หลังนี้ในกรุงเทพฯ แล้วยังสามารถซื้ออาคารแถวย่านกลางใจเมืองมาใช้เป็สำนักงานขายได้อีกด้วย
ธารดาราจึงค่อนข้างที่จะชื่นชมในความสามารถของภัสสรและยังยกย่องอีกฝ่ายให้เป็ผู้หญิงแกร่งในสายตาของเธอ
โดยหลังจากที่ครอบครัวของเตชินท์กลับมา...ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะกลับมาสนิทสนมกับครอบครัวของเธออีกครั้งซึ่งก็มีแต่ตัวของธารดาราเองที่ใน่เวลานั้น เธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำเื่จบจากมหาวิทยาลัยแล้วไหนจะยุ่งอยู่กับเื่การเปิดสถาบันสอนภาษากับกลุ่มเพื่อนของเธออีก จึงทำให้เธอได้แต่ฝากแสดงความยินดีและคอยถามไถ่เื่ราวของคนในครอบครัวนี้ผ่านพ่อกับแม่ของเธอเท่านั้น
แล้วก็ด้วยเพราะเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ธารดาราเป็คนเดียวในครอบครัวที่ยังไม่ได้มาเที่ยวบ้านหลังนี้และยังไม่ได้เจอกับคนในครอบครัวนี้แบบตัวเป็ๆ เลยสักครั้ง
เสียงพูดคุยและเสียงความเคลื่อนไหวที่ดังมาจากภายนอกห้องทำให้ธารดาราหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดแล้วเพียงไม่นานนายหญิงของบ้านหลังนี้ก็เดินเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคนคนเมื่อครู่เมื่อเห็นดังนั้นธารดาราจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือไหว้ แล้วกล่าวว่า
“สวัสดีค่ะ ดิฉันติวเตอร์น้ำหวานค่ะ” แต่เมื่อเห็นสายตาที่แสดงออกถึงความเคลือบแคลงใจจากอีกฝ่าย ธารดาราจึงรีบพูดต่อว่า
“ดิฉันติวเตอร์น้ำหวานมาจากสถาบันสอนภาษายิ้มรับที่คุณภัสสรโทรนัดให้เข้ามาพบบ่ายวันนี้ค่ะ”
“ติวเตอร์น้ำหวาน!เออ...อย่างนั้นเชิญนั่งก่อนนะคะ คือ...ติวเตอร์ดูเด็กกว่าที่แม่คิดเอาไว้อีกน่ะค่ะไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าจะยี่สิบสี่แล้ว หากแม่เจอด้านนอก...แม่คงคิดว่าติวเตอร์อายุน่าจะประมาณสิบแปดสิบเก้าเท่ากับลูกชายของแม่แน่เลยค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ” ธารดาราตอบกลับ ก่อนจะก้มลงไปมองชุดสูทของตัวเอง ‘ป้าหมิวยังคงปากหวานไม่เปลี่ยน... แต่ก็โชคดีที่จำเราไม่ได้’
แล้วเมื่อเห็นภัสสรเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ด้านในธารดาราจึงนั่งลงไปที่เก้าอี้ตัวเดิมจากนั้นเธอก็เห็นอีกฝ่ายหันไปสั่งจีนผู้หญิงวัยกลางคนที่เดินเข้ามาพร้อมกับเ้าตัวให้ขึ้นไปตามเตชินท์ลงมาก่อนที่ภัสสรจะหันมามองเธอแล้วพูดว่า
“ติวเตอร์นั่งรอสักครู่นะคะแม่ให้จีนขึ้นไปตามเตชินท์ลงมาให้แล้ว เ้าเด็กนี่อีกไม่กี่เดือนก็อาจจะต้องเดินทางไปหาที่เรียนต่อในประเทศอังกฤษแล้วแต่วัน ๆ เ้าตัวดีก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้อง หนังสือหนังหาไม่รู้ว่าหยิบขึ้นมาอ่านบ้างหรือเปล่า? หรือเอาแต่เล่นเกมส์?
ติวเตอร์รู้ไหมคะ หากแม่หรือเพื่อนของเ้าตัวดีไม่ขึ้นไปลากตัวออกมาจากห้องนะเชื่อไหม...วันทั้งวันแม่แทบจะไม่ได้เห็นหน้าลูกชายของแม่เลยด้วยซ้ำ เนี่ย....”
ธารดาราทำเพียงส่งยิ้มให้กับภัสสรพร้อมกับเก็บข้อมูลของเตชินท์จากคำบ่นของอีกฝ่ายไปด้วยซึ่งเพียงไม่นานเธอก็เห็นคนที่กำลังถูกบ่นเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอแล้ว
“เตนี่คือติวเตอร์น้ำหวาน! จากนี้เธอจะเข้ามาสอนภาษาให้กับลูก”
“ติวเตอร์น้ำหวานคะนี่คือเตชินท์ลูกชายที่แม่เล่าให้ฟังค่ะ จากนี้แม่ขอฝากด้วยนะคะ”
ภัสสรหลังจากเอ่ยแนะนำพร้อมกับกล่าวฝากฝังบุตรชายไว้ในมือของครูสอนพิเศษเสร็จแล้วเธอก็กล่าวขอตัวก่อนจะเดินออกมาจากห้องรับแขกพร้อมกับจีน
“สวัสดีค่ะเตชินท์ พี่ชื่อน้ำหวานนะคะ สองเดือนหลังจากนี้เรามาพยายามด้วยกันนะคะ” ธารดาราเอ่ยแนะนำตัวกับเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง
“สวัสดีครับ...พี่น้ำหวาน! เรียกผมว่า ‘เต’นะครับ สองเดือนหลังจากนี้ผมขอฝากตัวด้วยนะครับพี่”
“ได้ค่ะ” ธารดาราพูดพร้อมกับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยตอบกลับเด็กหนุ่มที่ยังคงนั่งส่งยิ้มหวานมาให้กับเธอ
จากนั้นธารดาราก็เริ่มชวนเตชินท์พูดคุยไปถึงเื่ความชอบและเื่อื่นๆ ต่ออีกเล็กน้อยเพื่อเป็การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน แล้วเมื่อเตชินท์เริ่มวางใจเล่าเื่ส่วนตัวของตนเองออกมาธารดาราก็เริ่มถามไถ่ถึงพื้นฐานด้านภาษาจากนั้นเธอก็ลองให้เด็กหนุ่มทำแบบทดสอบวัดความรู้ทางภาษาต่อทันที
ซึ่งในระหว่างการพูดคุย ธารดาราก็คอยจับสังเกตเตชินท์ไปด้วยว่าเด็กหนุ่มจะจำเธอได้หรือเปล่าแล้วคำตอบที่ได้ก็คือ...อีกฝ่ายก็จำเธอไม่ได้เช่นกัน!