จวนเ้าเมืองเมืองแห้ฝือ
ภายในห้องลับ สองพี่น้องกวนอูและเตียวหุ่ยนั่งเผชิญหน้ากันโดยมีโต๊ะกั้นกลาง
"อิกเต๊ก เื่ที่ข้าจัดการให้เ้า ดำเนินการเรียบร้อยหรือไม่?" กวนอูหรี่ตาหงส์ลงครึ่งหนึ่ง น้ำเสียงแฝงความทระนงและโดดเดี่ยว ขณะพูดเขายกจอกสุราขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย
"ข้าทำตามที่พี่รองสั่งแล้ว โดยส่งจางกุ้ยนำทหารคนสนิทสามสิบนาย ปลอมตัวเป็โจรดักสังหารเ้าเด็กนั่นระหว่างทาง แต่ว่า..." เตียวหุยผู้มีใบหน้าดำคล้ำแสดงท่าทางกระอักกระอ่วน
"แต่เมื่อวานสายรายงานว่า เ้าเด็กนั่นเดินทางไปรับตำแหน่งที่ไห่ซีได้อย่างปลอดภัย ส่วนพวกจางกุ้ยไม่ได้กลับมารายงานผล ข้าเห็นว่าน่าสงสัยจึงส่งคนออกตามหา ปรากฏว่าพบศพพวกเขาทั้งสามสิบกว่าคนตายอยู่ระหว่างทางทั้งหมด"
ร่างของกวนอูสั่นสะท้านเล็กน้อย จอกสุราในมือสั่นไหวทำให้น้ำสุรากระเซ็นออกมาสองสามหยด ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นทันทีพร้อมประกายความประหลาดใจ
"เ้าเด็กนั่น ฆ่าคนของจางกุ้ยสามสิบกว่าคนเชียวหรือ?" กวนอู่วางจอกสุราลง บนใบหน้าสีแดงฉานปรากฏความไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด
"ข้าเองก็ยืนยันไม่ได้ ก่อนหน้านี้ข้าสืบดูแล้วว่าข้างกายเ้าเด็กนั่นไม่มีผู้มีฝีมือเก่งกาจ ตามหลักแล้วไม่น่าจะทำได้ แต่พวกจางกุ้ยถูกกำจัดจนสิ้นซากจริง ๆ และเ้าเด็กนั่นก็ไปถึงไห่ซีได้อย่างปลอดภัย ข้าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเพราะเหตุใด" เตียวหุยเกาหลังศีรษะ คิ้วขมวดมุ่นเป็ปม
กวนอูลูบเครางามเบา ๆ พร้อมแค่นเสียงหึ "เ้าเด็กนั่นคงไม่มีความสามารถขนาดนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะเป็ฝีมือของพวกโจรไท้ซัวของจงป้า"
"พี่รองพูดมีเหตุผล ข้าก็ว่าแปลก เ้าเด็กนั่นมันก็แค่ขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น จะมีความสามารถอะไรไปกำจัดทหารฝีมือดีของข้าสามสิบคนได้" เตียวหุยเอ่ยเห็นพ้องอย่างดูแคลน ก่อนจะเปลี่ยนเื่ "ถ้าอย่างนั้น ข้าควรส่งคนไปอีกชุด ลอบเข้าไห่ซีเพื่อสังหารเ้าเด็กนั่นดีหรือไม่?"
"ไม่ได้ การลอบเข้าไห่ซีเพื่อสังหารจะทำให้เื่บานปลาย และเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกผู้อื่นนำไปพูดจาให้เสียหาย" กวนอูปฏิเสธอย่างเด็ดขาด พร้อมกล่าวว่า "เ้าเด็กนั่นถูกเตะไปอยู่ที่ไห่ซีแล้ว โดยพื้นฐานย่อมไม่เป็ภัยต่อตำแหน่งของพี่ใหญ่ ในยามนี้ฝ่าาทรงแต่งตั้งพี่ใหญ่เป็แม่ทัพปราบฝั่งตะวันออก และทูตจากราชสำนักก็ได้เข้าสู่ซีจิ๋วแล้ว ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ อย่าได้สร้างเื่ให้วุ่นวายเพิ่มเลย"
"พี่รองคิดรอบคอบจริง ๆ สมกับเป็พี่รองของข้า" เตียวหุยพยักหน้าหงึก ๆ ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "แต่พี่ใหญ่ตั้งใจจะดองกับตระกูลบิ ทว่าคุณหนูตระกูลบิมีพันธสัญญาหมั้นหมายกับเ้าเด็กนั่น หากไม่กำจัดมัน พี่ใหญ่ย่อมไม่มีทางตบแต่งคุณหนูตระกูลบิได้อย่างถูกต้องตามธรรมเนียม"
กวนอูหัวเราะเย็น ลูบเคราแล้วกล่าวว่า "เื่นี้เ้าไม่ต้องกังวล พี่ใหญ่้าดองกับตระกูลบิเพื่อเสริมความมั่นคงในตำแหน่งเ้าเมือง มีหรือที่บิจ๊กจะไม่อยากแต่งงานกับพี่ใหญ่ของพวกเราเพื่อยกระดับฐานะของตระกูลบิในซีจิ๋ว วางใจเถิด ตระกูลบิย่อมจะหาทางสะสางเื่นี้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็ต้องให้เ้าและข้าต้องเปลืองแรงหรอก"
เตียวหุยจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกและหัวเราะร่า ยกจอกสุราขึ้นแล้วกล่าวว่า "ตัวเศษสวะอย่างโตซาง มีหรือจะมาขัดขวางหนทางสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพี่ใหญ่พวกเราได้ มาเถิดพี่รอง พวกเรามาดื่มกันให้สำราญใจสักจอก"
กวนอูยิ้มอย่างทระนง ดวงตาหงส์กลับมาหรี่ลงครึ่งหนึ่งอีกครั้ง และยกจอกสุราดื่มจนหมดในรวดเดียว
ภายในห้องลับ ดังก้องไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างดูแคลนของสองพี่น้อง
อำเภอไห่ซี
โตซางภายใต้การคุ้มครองของฮวาหมู่หลาน เดินทางมาถึงเมืองเล็ก ๆ ที่ห่างไกลที่สุดทางตะวันออกของซีจิ๋วแห่งนี้ และเข้ารับตำแหน่งนายอำเภออย่างเป็ทางการ
ในวันที่สองของการรับตำแหน่งนายอำเภอ โตซางสั่งให้สร้าง ‘หอฝึกยุทธ์’ ขึ้นภายในลานของจวนที่ทำการเมือง จุดประสงค์ที่เขาทำเช่นนี้ แน่นอนว่าเพื่อใช้เป็ฉากบังหน้าสำหรับการอัญเชิญิญญาวีรชนในอนาคต
แม้การอัญเชิญิญญาวีรชนจะเป็กลยุทธ์ที่ร้ายกาจ แต่ก็ไม่สามารถทำเหมือนตอนเรียกฮวาหมู่หลาน ที่จู่ ๆ ร่างกายไม่กี่อึดใจก่อนยังเป็คนไร้ค่า แต่อึดใจต่อมากลับเก่งกาจขึ้นมาทันที การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเช่นนั้นจะทำให้ผู้คนสงสัยได้ง่าย และอาจถูกตราหน้าว่าเป็พวกนักพรตมนต์ดำอย่างเตียวก๊ก *[1] ซึ่งจะทำให้เขาตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
ดังนั้นโตซางจึงสร้างหอฝึกยุทธ์แห่งนี้ขึ้น และรวบรวมชายหญิงที่ไม่มีญาติพี่น้องมา แสร้งทำเป็สอนวิชาการต่อสู้และกลยุทธ์ให้พวกเขา เมื่อถึงเวลาที่จำเป็ ก็สามารถดึงใครสักคนที่เหมาะสมมาให้ิญญาวีรชนเข้าสิงร่างได้ ถึงตอนนั้นก็สามารถอธิบายได้ว่านี่คือผู้มีความสามารถที่ข้าฝึกฝนขึ้นมาเอง จะได้ไม่ทำให้ชาวโลกสงสัย
ส่วนเื่ชื่อของิญญาวีรชน โตซางสามารถอ้างว่าเป็การ ‘ประทานชื่อ’ เพื่อเปลี่ยนชื่อให้แก่ร่างนั้น เพื่อเป็การฝากความหวังไว้กับพวกเขา ด้วยวิธีนี้ก็จะสามารถตบตาได้ว่า เหตุใดภายใต้สังกัดของเขาจึงมีขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตอย่าง ‘ไป๋ฉี’ หรือ ‘เซี่ยงอวี่’ ปรากฏตัวขึ้น
วันนั้น อากาศแจ่มใสในฤดูใบไม้ร่วง
ภายในลานบ้าน โตซางยืนอยู่บนขั้นบันได พลางชื่นชมฮวาหมู่หลานฝึกยุทธ์
เห็นนางสวมชุดสีแดง ถือกระบี่ยาวร่ายรำ บางคราวะโโลดเต้น บางคราวร่ายรำกระบี่ประดุจดอกหลีฮวาโปรยปราย ท่วงท่าช่างสง่างามอย่างยิ่ง
ยามที่นางะโ ทรวงอกอันโดดเด่นของฮวาหมู่หลานก็สั่นไหวขึ้นลง ภาพความอวบอิ่มที่ทิ้งตัวลงมานั้น ทำให้โตซางเกิดจินตนาการฟุ้งซ่านในใจ
เสียงตวาดเบา ๆ ดังขึ้น หมู่หลานเก็บกระบี่สิ้นสุดกระบวนท่า
"เพลงกระบี่ยอดเยี่ยม!" โตซางตบมือชื่นชม พร้อมเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม
ทว่าฮวาหมู่หลาน กลับประสานมือและกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า "เพลงกระบี่ของหมู่หลานต่ำต้อย ทำให้นายท่านต้องหัวเราะเยาะแล้วเ้าค่ะ"
โตซางกวาดสายตามอง เห็นนางในยามนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เม็ดเหงื่อเล็ก ๆ บนหน้าผากและข้างแก้ม ไหลรินลงมาตามลำคอขาวเนียนดุจหิมะ และหายลับเข้าไปในร่องอกลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ช่างเป็ภาพที่เย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก
โตซางข่มจิตใจตนเอง แล้วกวักมือเรียกสาวใช้ที่อยู่ด้านหลัง พร้อมยิ้มกล่าวว่า "หมู่หลาน ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกว่าจะให้รางวัลเ้า เพื่อตอบแทนความดีที่ช่วยชีวิตข้า นี่คือเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีชั้นเลิศ ข้ามอบมันให้เ้า"
สาวใช้นำเสื้อผ้าหรูหรานั้นมาส่งให้ แต่ฮวาหมู่หลานกลับไม่มีท่าทีตื่นเต้นยินดีแม้แต่น้อย นางเพียงรับมาอย่างส่ง ๆ และกล่าวสั้น ๆ อย่างเ็าว่า "ขอบพระคุณนายท่านเ้าค่ะ"
โตซางยังคงรอให้จิติญญาแห่งระบบแจ้งเตือนว่าเขาได้รับแต้มเมตตาจากฮวาหมู่หลาน หรือแจ้งว่าค่าความจงรักภักดีของนางเพิ่มขึ้น แต่รออยู่นานก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน ผู้หญิงทุกคนเห็นเสื้อผ้าสวย ๆ ย่อมต้องชอบและดีใจ แต่นางกลับไม่มีความสนใจแม้แต่นิดเดียว ดูท่าเสื้อผ้านี้จะให้ไปเสียเปล่าแล้ว..."
ขณะที่โตซางกำลังทอดถอนใจด้วยความหงุดหงิด เ้าหน้าที่ว่าการอำเภอก็รีบวิ่งเข้ามา รายงานว่าพี่น้องตระกูลบิจากเมืองตงไห่มาถึงที่โถงกลางแล้ว และ้าขอเข้าพบเขา
"พี่น้องตระกูลบิหรือ? หากข้าจำมิผิด อดีตท่านพ่อผู้ล่วงลับเคยหมั้นหมายข้าไว้กับตระกูลบิ ผ่านมาหลายปีตระกูลบิไม่เคยเหลียวแลข้า ทว่ากลับมาหาถึงประตูบ้านใน่เวลานี้ หึ..."
โตซางเดาได้เกือบทั้งหมด เขาจึงเปลี่ยนเป็ชุดขุนนาง โดยมีฮวาหมู่หลาน เป็ผู้คุ้มกันหญิง เดินตรงไปยังโถงกลางของที่ว่าการอำเภอ
ในเวลานี้ รองนายอำเภอและผู้บัญชาการทหารประจำอำเภอก็มาขอเข้าพบที่โถงกลางพอดี พวกเขาถือปึกเอกสารราชการที่คั่งค้างอยู่กองใหญ่ เพื่อรอให้นายอำเภอคนใหม่จัดการ
โตซาง้าใช้ไห่ซีเป็ฐานที่มั่นเพื่อสร้างความสำเร็จ ดังนั้นเขาต้องยืนหยัดให้มั่นคงและครองใจผู้คน จึงไม่รีบร้อนพบพี่น้องตระกูลบิ และสั่งให้พวกเขารออยู่ด้านนอก แล้วลงมือจะจัดการงานราชการที่คั่งค้างก่อน
เหล่าขุนนางผู้น้อยจึงนำเอกสารราชการเสนอขึ้นมาทีละฉบับ โตซางในชาติก่อนอย่างน้อยก็เคยมีประสบการณ์เป็ข้าราชการ เื่จุกจิกเล็กน้อยของอำเภอเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียงพันคนเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถทำให้เขาลำบากได้
ทันใดนั้น เขาก็จัดการสั่งการทีละฉบับอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว ความชัดเจนในลำดับขั้นตอนและการตัดสินใจที่เฉียบขาด ทำให้เหล่าขุนนางผู้น้อยต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม คุณชายในชุดหรูหราที่รออยู่หน้าประตูเริ่มหมดความอดทน ขมวดคิ้วบ่นว่า "เ้าเด็กแซ่โตคนนี้ เป็แค่นายอำเภอตัวเล็ก ๆ แต่กลับวางอำนาจเสียยิ่งใหญ่ กล้าปล่อยให้พวกเรารอตั้งนานขนาดนี้"
ข้างกายคุณชายชุดหรู สตรีในชุดสีน้ำเงินนิ่งฟังเสียงการจัดการงานราชการของโตซางภายในโถง ริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อยกขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติ ปรากฏแววประหลาดใจขึ้นมาเงียบ ๆ
"มีข่าวลือว่าคุณชายโตผู้นี้มีความรู้ไม่โดดเด่น เป็ลูกเศรษฐีเสเพลที่ไร้การศึกษา ไม่นึกเลยว่าเขาจะจัดการงานราชการได้อย่างคล่องแคล่วเช่นนี้ หรือว่าข่าวลือทั้งหมดจะเป็เื่โกหก..."
ขณะที่นางพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย โตซางภายในโถงก็จัดการงานราชการชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้น และะโเสียงดังว่า "ให้คนตระกูลบิทั้งสองเข้ามาได้"
คุณชายชุดหรูแค่นเสียงหึ เดินเข้าสู่โถงกลางด้วยใบหน้าไม่พอใจและเชิดหน้าขึ้น เขาไม่ได้คุกเข่าคำนับ เพียงประสานมือเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า "เรียนท่านายอำเภอโต อำนาจบาตรใหญ่ของท่านช่างไม่เบาเลยจริง ๆ ทั้งที่รู้ว่าข้าบิฮองมาขอพบ ทว่ากลับปล่อยให้ข้ายืนรออยู่ด้านนอกประตูตั้งนานสองนาน"
โตซางมองลงไป และจำได้ว่านี่คือ บิฮอง น้องเขยของเล่าปี่ในประวัติศาสตร์ ผู้ที่ยอมจำนนต่อเมืองกังตั๋ง จนเป็เหตุให้กวนอูต้องสูญเสียเมืองเกงจิ๋ว
เมื่อครึ่งปีก่อน ตอนที่โตเกี๋ยมยังมีชีวิตอยู่ บิฮองผู้นี้ยังมีท่าทีนอบน้อมต่อเขา เรียก ‘คุณชายใหญ่’ ทุกคำ แต่ยามนี้เมื่อพบกันกลับมีท่าทีโอหัง แม้แต่คำว่า ‘คุณชายใหญ่’ ก็เปลี่ยนเป็นายอำเภอโต ท่าทางเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ยังกล้ามาบอกว่าโตซางวางอำนาจอีก
มุมปากของโตซางยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า เขาไม่สนใจบิฮอง แต่สายตากลับไปหยุดอยู่ที่สตรีชุดน้ำเงินที่เดินตามหลังบิฮองเข้ามา
"ข้าบิเจิน ขอคารวะนายอำเภอโตเ้าค่ะ" หญิงสาวผู้นี้ถอนสายบัวคำนับ เสียงของนางกังวานใสราวกับกระดิ่ง ทั้งไพเราะและอ่อนหวาน
โตซางพินิจมองอย่างละเอียด เห็นสตรีผู้นี้มีรูปร่างอ้อนแอ้นอรชร อ่อนช้อยราวกับไร้กระดูก ทรวดทรงโค้งเว้าได้รูป เอวบางคอดกิ่ว ผิวขาวผ่องดุจหิมะและหยกขาว ดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่างเป็ประกาย ดวงตากลมโตสีดำขลับดูฉลาดเฉลียวและมีชีวิตชีวา กำลังจ้องมองมาที่เขา
นางคือโฉมงามที่งดงามไร้ที่ติ รัศมีแห่งความงามนั้นทำให้ผู้คนมิอาจละสายตาได้
นางเปรียบเสมือนสายรุ้งอันสดใสที่สาดส่องเข้ามาในโถง เหล่าเ้าหน้าที่ว่าการอำเภอต่างพากันจ้องมองมาเป็ตาเดียว บรรดาชายฉกรรจ์ต่างถูกความงามของนางสะกดจนตกตะลึง จ้องมองนางอย่างไม่วางตา
ท่ามกลางสายตามากมาย สตรีงามที่ชื่อบิเจินกลับวางตัวตามปกติ ไม่แสดงท่าทางประหม่าแม้แต่น้อย
‘นางก็คือน้องสาวของบิจ๊ก ในหน้าประวัติศาสตร์คือนางภรรยาของเล่าปี่ คิดไม่ถึงเลยว่าจะงดงามปานนี้ อีกทั้งยังมีพันธะสัญญาหมั้นหมายกับเขาอยู่ด้วย สาวงามระดับนี้จะยอมปล่อยให้ตกไปอยู่ในปากของตาเฒ่าเ้าเล่ห์อย่างเล่าปี่ได้อย่างไรกัน...’ โตซางกวาดสายตามองบิเจิน พลางคิดในใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย
สายตาของเขาคมกริบดุจใบมีด คนทั่วไปหากถูกจ้องมองเช่นนี้ย่อมรู้สึกอึดอัด แต่บิเจินยังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำ บนใบหน้าอันงดงามไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย
บิฮองเห็นโตซางไม่สนใจตน แต่กลับจ้องมองน้องสาวสุดที่รักของเขาเช่นนี้ จึงแสดงสีหน้าไม่พอใจและเตรียมจะอ้าปากพูดเพื่อแสดงตัวตน
"คุณหนูบิไม่เสวยสุขอยู่ที่อำเภอขู่ แต่กลับเดินทางไกลมาถึงไห่ซีเพื่อพบข้า คงไม่ได้อยากจะมาดูหน้าคู่หมั้นล่วงหน้าหรอกกระมัง?" โตซางไม่เปิดโอกาสให้บิฮองได้พูด แต่ถามด้วยรอยยิ้มเ็า
เมื่อได้ยินคำว่า ‘คู่หมั้น’ คิ้วเรียวของบิเจินขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในดวงตาดุจดวงดาวฉายแววรังเกียจ ราวกับว่าคำสามคำนี้ทำให้นางรู้สึกอับอาย
ทว่าความไม่พอใจนั้นปรากฏเพียงชั่วครู่ บิเจินสูดลมหายใจเบา ๆ และกล่าวเรียบ ๆ ว่า "นายอำเภอโตเข้าใจผิดแล้ว วันนี้ข้าตามพี่รองมาเยี่ยมเยียน ก็เพื่อ้าจะยกเลิกพันธสัญญาหมั้นหมายระหว่างท่านกับข้าด้วยตนเองเ้าค่ะ"
[1] เตียวก๊ก สร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากการรักษาผู้ป่วยด้วยการให้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ผ่านการเผาเครื่องรางซึ่งเขาเชื่อว่ามีพลังอำนาจช่วยให้ผู้ที่เจ็บป่วยดีขึ้นและหายจากโรคต่าง ๆ ได้ก่อนจะก่อตั้งลัทธิไท่ผิง