ตอนที่ 3: ถ้ำเสือแดนทมิฬ
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่สาดแสงสีทองจับขอบฟ้า แต่บรรยากาศในค่ายพลาธิการกลับปกคลุมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ลี่หยางสะพายห่อผ้าใบเก่าๆ ไว้บนหลัง ยืนอยู่หน้ากระโจมที่เขาอาศัยหลับนอนมาตลอดสามเดือน ทหารหน่วยเก็บศพเพื่อนร่วมงานต่างมายืนส่งเขากันอย่างพร้อมหน้า
"เ้าหนู... ไม่สิ ท่านซ่างจ้าว (ระดับ 2) ลี่หยาง" จางหู่เดินเข้ามาหา ยื่นดาบเหล็กกล้าเล่มหนึ่งให้ "นี่คือดาบประจำตัวข้า แม้มันจะไม่ใช่อาวุธวิเศษ แต่มันก็ดื่มเืศัตรูมาไม่น้อย รับไว้เถอะ ดีกว่าดาบสนิมเขรอะที่เ้าใช้ขุดดิน"
ลี่หยางรับดาบมา น้ำหนักของมันเบากว่าที่คิดเมื่ออยู่ในมือที่เปี่ยมด้วยพละกำลังเกือบสามร้อยแต้มของเขา "ขอบคุณนายกองจาง... ขอบคุณพี่น้องทุกคน"
"ไปเถอะ! อย่าให้เสียฤกษ์" จางหู่ตบไหล่เขาแรงๆ "จงรอดชีวิตกลับมา แล้วข้าจะเลี้ยงเหล้าเ้าจนเมาหัวทิ่ม!"
ลี่หยางพยักหน้า ก่อนจะหันหลังเดินมุ่งหน้าสู่โซนหน้าของค่ายทหาร ที่ตั้งของกองกำลังรบหลัก
...
ค่ายกองพันพยัคฆ์ทมิฬ
บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากค่ายพลาธิการราวฟ้ากับเหว ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ลี่หยางััได้ถึงกลิ่นอายสังหารที่เข้มข้น ทหารที่เดินขวักไขว่ล้วนมีแววตาคมกริบ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ ชุดเกราะของพวกเขาไม่ใช่หนังเก่าย้วยๆ แต่เป็เกราะเหล็กสีดำสนิทที่ดูน่าเกรงขาม
เสียงฝึกซ้อมการต่อสู้ดังกระหึ่ม การฟาดฟันดาบและหอกดูรุนแรงจริงจังราวกับจะฆ่าแกงกันจริงๆ
"เ้าสินะ... เด็กเก็บศพที่ท่านแม่ทัพส่งมา"
เสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้นเบื้องหน้า ลี่หยางเงยหน้าขึ้นมอง พบกับชายร่างั์สูงเกือบสองเมตร กล้ามเนื้อแขนใหญ่กว่าขาของคนทั่วไป ใบหน้ามีรอยแผลเป็ลากยาวจากหน้าผากผ่านตาขวาลงมาถึงแก้ม
"ข้าน้อย ลี่หยาง รายงานตัวขอรับ!" ลี่หยางประสานมือคำนับ
ชายร่างั์แสยะยิ้มที่ดูน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ "ข้าชื่อ 'กัวเิ' นายกองร้อยสังกัดกองพันพยัคฆ์ทมิฬ... และเป็หัวหน้าคนใหม่ของเ้า"
กัวเิเดินวนรอบตัวลี่หยาง สายตาประเมินดูแคลนอย่างปิดไม่มิด "ผอมแห้ง... ท่าทางเหมือนไก่อ่อน... ได้ข่าวว่าเ้าปาดาบฟลุ๊คๆ ไปโดนจ้าวคั่วตายสินะ?"
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากทหารรอบข้างที่หยุดฝึกซ้อมเพื่อมามุงดูน้องใหม่
"เฮ้ย! ดูขามันสิ เล็กกว่าแขนข้าอีก จะรอดถึงวันพรุ่งนี้มั้ยเนี่ย?" "กลับไปขุดดินดีกว่ามั้งเ้าหนู ที่นี่ไม่ใช่ที่วิ่งเล่นนะเว้ย!"
ลี่หยางยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยภายใต้ผ้าปิดหน้า (ที่เขายังคงใส่ติดตัวเพราะชิน) 'จะดูถูกก็เชิญ... ข้าแค่อยากมาอยู่เงียบๆ ไม่ได้อยากมาหาเื่ใคร'
"เงียบทำไม?" กัวเิหยุดยืนตรงหน้าลี่หยาง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจรดต้นคอ "ที่นี่คือกองพันพยัคฆ์ทมิฬ เราไม่้าตัวถ่วง ถ้าเ้าอยากอยู่ที่นี่ เ้าต้องพิสูจน์ว่าเ้าไม่ใช่แค่คนดวงดี..."
กัวเิโยนดาบไม้ซ้อมมือเล่มหนึ่งลงแทบเท้าลี่หยาง "หยิบขึ้นมา... รับมือข้าให้ได้สิบกระบวนท่า แล้วข้าจะยอมรับเ้า"
เสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นทันที "เอาแล้ว! หัวหน้ากัวจะสั่งสอนน้องใหม่!" "สิบกระบวนท่า? ข้าว่าสามท่ามันก็กระดูกหักแล้ว!"
ลี่หยางถอนหายใจเบาๆ 'สิบกระบวนท่าเหรอ? ถ้าข้าเผลอออกแรงเต็มที่ หมอนี่จะตายไหมนะ?'
เขาจำใจก้มลงหยิบดาบไม้ขึ้นมา ถือแบบหลวมๆ "โปรดชี้แนะด้วยขอรับ"
"ดี!"
สิ้นเสียง กัวเิก็พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วที่น่าใสำหรับคนตัวใหญ่ขนาดนั้น ดาบไม้ในมือของเขาฟาดลงมากลางศีรษะลี่หยางราวกับขวานั์ แรงลมจากการฟาดดาบถึงกับทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
นี่ไม่ใช่การสั่งสอนธรรมดา แต่มันคือการลงมือหนักหน่วงที่หวังผลถึงาเ็สาหัส!
วูบ!
ลี่หยางขยับเท้าเพียงเล็กน้อย ร่างกายที่เปี่ยมด้วย ความเร็ว 195 แต้ม ตอบสนองไปเองโดยอัตโนมัติ เขาเบี่ยงตัวหลบดาบของกัวเิได้อย่างเฉียดฉิวราวกับภูตพราย
ตึง! ดาบของกัวเิฟาดลงพื้นดินจนเกิดรอยยุบ
"หืม? ไวนักนะ!" กัวเิคำราม เปลี่ยนวิถีดาบตวัดขวางเข้าใส่ลำตัวลี่หยางทันที
ลี่หยางยกดาบไม้ขึ้นมากัน ปัง!
เสียงปะทะดังสนั่น กัวเิเบิกตากว้าง เขาคาดว่าลี่หยางน่าจะกระเด็นไปแล้ว แต่ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มร่างผอมยืนปักหลักนิ่งสนิท มือที่ถือดาบไม้รับแรงปะทะอันมหาศาลของเขาไม่มีอาการสั่นไหวแม้แต่น้อย
[พละกำลัง: 278] ทำงาน!
'แรงดีนี่หว่า...' กัวเิคิดในใจ แต่ศักดิ์ศรีค้ำคอ เขาเร่งจังหวะการบุก ระดมฟันใส่ไม่ยั้ง สามดาบ... ห้าดาบ... แปดดาบ...
ลี่หยางทำเพียงแค่ปัดป้องและหลบหลีก เขารู้สึกเหมือนกำลังเล่นกับเด็ก ภาพการเคลื่อนไหวของกัวเิดูเชื่องช้าในสายตาเขา 'วิชาดาบของกองทัพก็งั้นๆ... สู้กับวิชาดาบพื้นฐานที่ข้าได้จากระบบไม่ได้เลย'
เมื่อมาถึงดาบที่สิบ กัวเิทุ่มสุดตัว ะโลอยตัวฟาดดาบลงมาเต็มเหนี่ยว หวังจะบดขยี้การป้องกันของลี่หยางให้แหลก
"ตายซะ!"
ลี่หยางสายตาเป็ประกายวูบ 'พอที!'
เขาไม่หลบ แต่ก้าวเท้าสวนเข้าไป ครึ่งก้าว ดาบไม้ในมือตวัดขึ้นรับ แล้วบิดข้อมือเล็กน้อยเพื่อถ่ายแรง เทคนิค 'สี่ตำลึงปาดพันชั่ง' จากทักษะวิชาดาบทำงานผสานกับพละกำลังมหาศาล
เปรี้ยง!
ดาบไม้ของกัวเิกระเด็นหลุดมือ ลอยละลิ่วขึ้นฟ้า ขณะที่ดาบไม้ของลี่หยางหยุดจ่ออยู่ที่ลูกกระเดือกของกัวเิ ห่างเพียงแค่ครึ่งนิ้ว
ความเงียบกริบเข้าครอบงำลานฝึกซ้อมทันที ทหารนับร้อยที่กำลังเชียร์อ้าปากค้าง กัวเิยืนตัวแข็งทื่อ เหงื่อเม็ดโป้งไหลลงมาจากหน้าผาก เขาััได้ถึง 'จิตสังหาร' ที่แผ่ออกมาจากร่างเด็กหนุ่มตรงหน้า... จิตสังหารที่เย็นะเืยิ่งกว่าทหารผ่านศึกบางคนเสียอีก
ลี่หยางค่อยๆ ลดดาบลง แล้วประสานมือคารวะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ครบสิบกระบวนท่าแล้ว... ขอบคุณหัวหน้ากัวที่ออมมือขอรับ"
กัวเิกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาจ้องมองลี่หยางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... จากความดูแคลน กลายเป็ความระแวดระวังและ... ยอมรับ
"ฮ่า... ฮ่าๆๆๆ!" กัวเิหัวเราะลั่น ตบไหล่ลี่หยางจนเซ (คราวนี้เซจริงๆ เพราะไม่ได้เกร็งตัว) "ไอ้หนู! เอ็งมันร้ายกาจ! ไม่ใช่แค่ดวงจริงๆ ด้วย! แรงควายแบบนี้ไปเอามาจากไหนวะเนี่ย?"
"ยินดีต้อนรับสู่กองพันพยัคฆ์ทมิฬ!"
เหล่าทหารรอบข้างต่างส่งเสียงเฮ เปลี่ยนท่าทีจากศัตรูมาเป็มิตรสหายอย่างรวดเร็ว กฎของทหารหน่วยรบนั้นง่ายดาย... ผู้แข็งแกร่งย่อมได้รับการเคารพ
"เอาล่ะ แยกย้ายกันไปเตรียมตัว!" กัวเิะโสั่ง สีหน้ากลับมาเคร่งขรึม "พรุ่งนี้เช้าทัพใหญ่จะเคลื่อนพล เป้าหมายคือ 'เมืองหานตาน' เมืองหลวงของแคว้นจ้าว!"
"ลี่หยาง! เ้ามาอยู่หน่วยทะลวงฟันที่หนึ่งกับข้า พรุ่งนี้เราจะเป็ทัพหน้าเข้าตีประตูเมือง!"
ลี่หยางพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับลิงโลดจนเนื้อเต้น 'เมืองหลวงแคว้นจ้าว... สมรภูมิใหญ่ที่มีทหารนับแสน' 'นั่นมันหมายความว่า... มีศพนับแสนรอให้ข้าไปัั!'
มุมปากภายใต้ผ้าปิดหน้ายกยิ้มขึ้น 'ถ้ำเสือหรือ? ไม่หรอก... นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ'