อะไรคือหญิงชาเขียว หรือดอกบัวขาว[1]?
เมื่อเทียบกับเหอเสวี่ยฉินตรงหน้า หวังซิ่วหลิงกับสวี่เจวียนเจวียนก็ดูอ่อนด้อยไปถนัดตา
ดูสิว่าคนอื่นเขาทำยังไง เพียงแค่พูดจาไม่กี่คำเบาๆก็บรรลุเป้าหมายที่้า แถมยังได้ชื่อว่าเป็คนดีมีคุณธรรมอีกด้วย ช่างน่าทึ่งจริงๆ...
สวี่จือจืออดไม่ได้ที่จะเห็นใจลู่จิ่งซาน เขาว่ากันว่ามีแม่เลี้ยงก็เหมือนมีพ่อเลี้ยงมีแม่เลี้ยงที่เ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนี้ เกรงว่าเขาคงไม่รู้ตัวว่าโดนเอาเปรียบไปมากแค่ไหนแล้ว!
“เฮ้อ” สวี่จือจือถอนหายใจออกมา “หนูก็บอกแล้วว่าจะไม่ซื้อแต่จิ่งซานบ้านเราก็ยังบอกว่า ตระกูลลู่ของเรามีหน้ามีตาในประชาคมชีหลี่ ไม่เหมือนพวกบ้านเล็กบ้านน้อยที่ไม่มีความรู้ พวกเราตระกูลลู่ไม่มีทางทำเื่น่าอายอย่างการลดทอนสินสอดหรอก”
“ไม่งั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกี้เีสันหลังยาวที่ชอบเบี้ยวหนี้หรอกค่ะ”
บ้านของพวกี้เีสันหลังยาวเป็บ้านที่ยากจนและี้เีที่สุดในหมู่บ้านผานสือและทั่วทั้งประชาคมชีหลี่กว่าจะได้สู่ขอลูกสาวใครสักคน พวกเขาก็ไม่ยอมจ่ายสินสอด แถมยังไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าผ้าสำหรับตัดชุดให้ลูกสะใภ้คนใหม่ พวกเขาหลอกล่อให้หญิงสาวเชื่อว่าค่อยไปซื้อหลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้วหญิงสาวคนนั้นก็โง่เชื่อ พอจดทะเบียนแล้วพวกบ้านี้เีก็ไม่ยอมจ่าย โดยอ้างว่าหญิงสาวไม่้าเอง
ทางบ้านเดิมก็ไม่ยอมแน่นอน พวกเขาเดิมตั้งใจจะใช้ผ้าใหม่ของหญิงสาวมาเป็ของขวัญให้กับลูกสะใภ้ในอนาคต สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเลย ทั้งสองครอบครัวก็เลยทะเลาะวิวาทกัน จนถึงขั้นลงไม้ลงมือเืตกยางออกเพื่อเสื้อผ้าแค่ชุดเดียว เื่นี้ดังไปทั่วทั้งประชาคมชีหลี่
“ปากคอเราะรายจริงๆ” ลู่ไห่เสียกล่าว
“เด็กคนนี้” สะใภ้สามลู่กล่าวพลางหัวเราะ“ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ซื้อให้นี่ เพียงแต่ว่าชุดมันเยอะไปหน่อย ตามธรรมเนียมในหมู่บ้านเราก็แค่ชุดเดียว”
“ถ้าอย่างนั้น” เหอเสวี่ยฉินกล่าว “ในฐานะที่เป็พี่สะใภ้แบ่งชุดออกไปให้เด็กสองคนนี้หน่อยสิ”
“เด็กสองคนนี้ก็ดี จะต้องจดจำความดีของเธอที่เป็พี่สะใภ้ไว้แน่นอน”
เหอะๆ!
สวี่จือจือหัวเราะเยาะในใจ
ยัยลูกหมาป่าตาขาวอย่างลู่หลิงซานจะมาจำบุญคุณเธอได้อย่างไร? ถ้าไม่หาเื่ให้เธอก็ดีถมไปแล้ว
“ก็จริงอย่างที่ว่า” สวี่จือจือกล่าวพลางหัวเราะ“ธรรมเนียมในหมู่บ้าน...”
“ดูสิ” เหอเสวี่ยฉินกล่าวอย่างตื่นเต้นและดีใจ“ฉันบอกแล้วว่าภรรยาที่จิ่งซานแต่งมาดี เป็คนมีเหตุผล งั้นก็ตกลงตามนี้ ฉันร่างกายไม่ค่อยดีพรุ่งนี้ค่อยให้หวยเหรินเอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนที่ห้างสรรพสินค้า เื่แค่นี้พี่สะใภ้ของฉันต้องไว้หน้าอยู่แล้ว”
สวี่จือจือตัวสูงกว่าพวกลู่หลิงซานนิดหน่อย
“เดี๋ยวก่อนสิคะ” สวี่จือจือกล่าวพลางหัวเราะ“หนูยังพูดไม่จบเลย” แต่ละคนนี่อยากจะเข้ามาแย่งเสื้อผ้าในมือเธอไปหมดแล้ว
“หมายความว่ายังไง?” สะใภ้สามลู่สีหน้าไม่สู้ดีนัก รู้สึกว่าสวี่จือจือไม่ให้เกียรติเธอ
ลู่ไห่เสียะโออกมา “สมแล้วที่เป็พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงพวกเราเป็ผู้ใหญ่ พูดจาดีๆ กับเธอตั้งมากมาย แต่เธอทำเหมือนว่าเราพูดอยู่กับลม”
“คุณป้า” สวี่จือจือกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดหนูไม่ได้ใจแคบขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ลู่หลิงซานกลอกตาแล้วหัวเราะเยาะออกมา
“เพียงแต่ว่าหนูก็ลำบากใจเหมือนกัน” เธอกล่าวพลางยักไหล่“พวกคุณว่าหนูควรจะฟังใครดีคะ?”
“ฟังใคร?” ลู่ไห่เสียเหลือบมองเธอ “ก็ต้องฟังผู้ใหญ่สิ”
“งั้นหนูเข้าใจแล้ว” สวี่จือจือยิ้มหวานให้อีกฝ่าย“เสื้อผ้าพวกนี้คุณย่ากับจิ่งซานซื้อให้หนู หนูต้องฟังพวกเขา พวกคุณคุยกันไปนะคะหนูขอตัวกลับห้องก่อนนะคะ”
พูดจบเธอก็หันหลังเดินจากไปพร้อมกับเสื้อผ้า
“นี่มัน...” ลู่ไห่เสียโมโหจนแทบบ้า “ไม่ได้การฉันต้องไปบอกคุณแม่ สะใภ้แบบนี้ตระกูลลู่ของพวกเราไม่เอาเด็ดขาด”
“พี่สาวใจเย็นๆ ก่อน นี่ก็แต่งงานกันไปแล้วนะ...”เหอเสวี่ยฉินพูดอย่างลำบากใจ
“พวกเขายังไม่ได้เข้าหอกันเลยค่ะ” ลู่หลิงซานพูดออกมาเสียงดัง
“อะไรนะ?” ลู่ไห่เสียกับสะใภ้สามลู่มองลู่หลิงซานด้วยความประหลาดใจ
“หลิงซาน” เหอเสวี่ยฉินดุ “อย่าพูดจาเหลวไหลพี่สาวกับสะใภ้สามอย่าไปฟังเด็กไม่รู้ความนะคะ”
“หนูไม่ได้พูดจาเหลวไหล” ลู่หลิงซานดึงลู่ซืออวี่“ไม่เชื่อถามพี่รองก็ได้”
“พี่รอง พวกเขายังไม่ได้เข้าหอกันใช่ไหม”ลู่หลิงซานกล่าว “เมื่อวานที่กลับไปเยี่ยมบ้าน พี่ชายยังโดนคุณย่าด่าใช่ไหม?”
“ถ้าเกิดเมื่อคืนนี้...” สะใภ้สามลู่กล่าว
“แต่พวกพี่ก็เห็นแล้วว่าเมื่อกี้เธอเป็แบบไหน”เหอเสวี่ยฉินหัวเราะอย่างขมขื่น “ดูเหมือนคนที่ผ่านคืนแรกมาแล้วที่ไหนกัน?”
เดินเหินได้คล่องแคล่วขนาดนั้น
ทั้งสามคนเป็ผู้หญิงที่ผ่านโลกมาแล้ว จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหลังจากคืนแรกสะใภ้คนใหม่จะต้องแปลกออกไป? เดินยังดูเก้งก้างเลย!
“ก็ดีเลยนี่!” ลู่ไห่เสียตบขาตัวเอง “ไหนๆก็ยังไม่ได้เข้าหอก็คืนบ้านตระกูลสวี่ไปดีกว่า แล้วค่อยหาสะใภ้ที่รู้ความมาให้จิ่งซาน”
“พี่สาว คุณแม่คงไม่ยอมแน่ พี่อย่า...”
“ฉันจะไปบอกคุณแม่เอง” ลู่ไห่เสียเป็คนใจเร็วพอพูดจบก็ะโลงจากเตียงเตา “คุณแม่แก่จนเลอะเลือนไปแล้ว ฉันปล่อยให้จิ่งซานต้องมาเจอเื่แบบนี้ไม่ได้” พูดจบก็รีบร้อนวิ่งออกไป
“สะใภ้สาม รีบประคองฉันลุกขึ้นเร็ว” เหอเสวี่ยฉินพูดอย่างร้อนรน“คุณแม่คงโมโหมากแล้ว ฉันปล่อยให้บ้านไม่สงบสุขไม่ได้”
“พี่นี่ใจดีจริงๆ” สะใภ้สามลู่รีบประคองเธอ“ตัวเองยังป่วยอยู่เลย นอนพักผ่อนดีกว่า เดี๋ยวฉันไปดูเอง”
“สะใภ้สามต้องช่วยห้ามด้วยนะ คุณแม่ของฉันแก่แล้วก็หวังให้จิ่งซานแต่งงานใครจะไปรู้ว่า...” เหอเสวี่ยฉินกล่าวอย่างเศร้าสลด “ฉันก็บอกแล้วว่าไม่ควรจะแต่งงานกันแต่ฉันมันเป็แค่คนไม่มีปากมีเสียง”
“สะใภ้สามมีอำนาจในตระกูลลู่ คำพูดของเธอคุณแม่ต้องฟังแน่นอน”
คำพูดเหล่านี้ทำให้สะใภ้สามลู่รู้สึกดีขึ้นมาทันที
“รอฉันไปดูก่อน”
ว่าแล้วก็เตรียมตัวที่จะเข้าไปดูเหตุการณ์
“หลิงซาน รีบไปเรียกพ่อแกกลับมา” เหอเสวี่ยฉินพูดอย่างเหนื่อยหน่าย“ดูสิว่าแต่ก่อนบ้านเราดีๆ ทำไมตอนนี้ถึงมีเื่มากมายขนาดนี้”
“เริ่มจากแม่ทำเอวเคล็ด คุณย่าก็บ่นว่าปวดหัวแต่เช้าพี่ใหญ่ก็เกือบจะล้มตอนเช้า ไม่ใช่ตัวซวยแล้วจะเป็อะไรกันล่ะ?” ลู่หลิงซานกล่าว
สะใภ้สามลู่ที่กำลังเดินออกไปถึงกับชะงัก ในใจคิดว่าคงจะไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ควรจะไปยุ่งเข้าให้แล้ว ไม่รู้ว่าเื่นี้จะส่งผลต่อฮวงจุ้ยของตระกูลลู่หรือไม่
พอคิดได้ดังนั้น สะใภ้สามลู่ก็ยิ่งรีบร้อนมากขึ้น
เพราะเป็ตระกูลเดียวกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรับกรรมร่วมกันเธอไม่ยอมให้ตัวซวยสวี่จือจือมาทำลายตระกูลลู่ หลังจากที่ทำลายตระกูลสวี่ไปแล้วเด็ดขาด
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฟังฉันก่อนนะ” สะใภ้สามลู่วิ่งไปอย่างรวดเร็ว
ด้านหลัง เหอเสวี่ยฉินที่นอนอยู่บนเตียงก็ยกมุมปากขึ้นด้วยความพึงพอใจ
อยากจะมาสู้กับเธอเหรอ? สวี่จือจือยังอ่อนหัดไปหน่อย
เมื่อก่อนกู้ฉิงโหรวสวยสง่าขนาดนั้น สุดท้ายก็ยังแพ้ให้กับเธอ ตอนนี้ถึงแม้ว่าลูกชายของอีกฝ่ายจะแต่งงานแล้วแล้วมันยังไง? ก็ยังต้องเป็ลูกสะใภ้กระสอบทรายที่ต้องคอยรับฟังเธออยู่ดี!
.............................
[1] ดอกบัวขาว เป็ศัพท์แสลง หมายถึง แสร้งเป็คนดีใสซื่อ บริสุทธิ์