หลังออกจากบ้านครั้งนั้น ซู่หรานสั่งให้ปิดร้านขายเสื้อชั่วคราว ขังตัวเองอยู่ในห้องนอนไม่ออกไปเจอใคร ไม่ไปเรียนเขียนอักษร ไม่ไปทำความเคารพท่านย่าตอนเช้า ซินซินมาหาก็ไม่ยอมพบ
ซู่หรานขังตัวเองอยู่ในห้องสามวันเต็มๆ วันที่สี่ เธอเดินเข้าไปหาบัณฑิตหวังในห้องหนังสือ หลังจากที่เขาออกจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว
“ท่านพ่อ นี่คือแผนการของข้า ข้าอยากขอยืมเงินของท่านเ้าค่ะ” เธอยื่นกระดาษปึกหนึ่งที่หนาหลายชุ่น[1]ให้เขาดู
ขุนนางหวังเห็นว่าลูกสาวจริงจังมาก เขาจึงรับมาเปิดดู
“เ้าจะเอาเท่าไร”
“มากเ้าค่ะ”
“อือ..” เขาตอบส่งๆ อย่างน้อยลูกสาวคนนี้ก็เริ่มอยากทำอะไรจริงจังบ้างแล้ว
แต่ยิ่งเขาพลิกกระดาษดู เขาก็ยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้น จากที่เขาตั้งใจจะแค่ดูผ่านๆ เขาต้องนั่งลงอ่านสิ่งที่ซู่หรานเขียนในกระดาษอย่างละเอียด ซู่หรานทำเพียงนั่งรอเงียบๆ
“ใครสอนเ้า” อ่านจบ ท่านพ่อก็ถามซู่หรานเช่นนี้
“ข้าคิดเองเ้าค่ะ” ซู่หรานบอกไม่ได้หรอกว่าเป็ผลจากการเรียนการบริหารในมหาวิทยาลัยชิงหวา ถึงแม้เธอจะเป็นักกีฬาและเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็หลัก แต่พวกการบริหาร บัญชีและค้าปลีกก็เป็วิชาที่ต้องบังคับเรียนอยู่แล้ว การเขียนแผนธุรกิจง่ายๆ ไม่ต้องมีใครมานั่งตรวจสอบความถูกผิด อย่างไรต้องได้ผลแน่
ในโลกเดิม ความรู้ของเธออาจเทียบไม่ได้กับพวกเด็กเรียนเก่งบนยอดเขาแหลม[2] แต่ที่นี่ ความรู้ที่เธอเรียนมา กับความร่ำรวยของตระกูล เธอสามารถเปลี่ยนชีวิตที่รอวันตายของหลายคนได้
“เ้าคิดเองจริงหรือ?” เขายังไม่อยากเชื่อ เพราะสิ่งที่เขียนในกระดาษพวกนั้นมันคือการพลิกฟื้นความเป็อยู่ของราษฎร ต่อให้เขาจะสอนหนังสือให้ลูกสาวทั้งสองคน แต่ซู่หรานจะคิดได้ถึงขั้นนี้เชียวหรือ
“ท่านไม่ต้องเชื่อข้าก็ได้ แต่ข้างนอกนั่น กำลังมีคนอดอยากรอวันตายอยู่เ้าค่ะ ข้าอยากช่วยพวกเขา” ซู่หรานบอกความ้าของตัวเอง
“เ้าจะทำการค้ากับต่างเมืองหรือ”
“เ้าค่ะ เป็หนทางเดียวที่จะทำให้บ้านเมืองนี้ร่ำรวยมากขึ้น หากข้ายังขายให้แต่ผู้คนในเมืองหลวงนี้ แคว้นของเราจะไม่มีวันมีเงินมากกว่าเดิม เงินที่หมุนเวียนในแคว้นก็ไม่มีทางเพิ่มขึ้น”
“มันอันตรายมาก เ้ารู้หรือไม่” ขุนนางหวังขมวดคิ้วแน่น
“ข้าไม่รู้เ้าค่ะ แต่ข้าจะเรียนรู้ ท่านสอนข้าสิเ้าคะ ข้าต้องมีคนช่วย ข้าทำคนเดียวไม่ไหวแน่นอนเ้าค่ะ” ซู่หรานขอร้องเชิงอ้อนวอน
“ข้าไม่อนุญาต” บัณฑิตหวังยืนยันเสียงแข็ง
“ท่านพ่อ!!”
“ข้าเป็พ่อของเ้า ข้าย่อมต้องห่วงใยเ้า แต่ในฐานะขุนนางผู้หนึ่ง ไม่อาจมองผ่านแผนการของเ้าได้ ข้า..ข้าจะคิดดู” เขาสีหน้าเคร่งเครียด
“ขอบคุณเ้าค่ะ” ซู่หรานยิ้มออกมาในที่สุด
ซู่หรานรอให้บัณฑิตหวังตัดสินใจ ระหว่างนั้น เธอก็เริ่มเปิดรับสมัครบ่าวชาย เธอเลือกแต่คนที่แข็งแรงและปราดเปรียวว่องไว เริ่มฝึกให้พวกเขาวิ่งให้เร็ว ทำอาหารโปรตีนสูงให้พวกเขากินเพื่อเสริมสร้างร่างกาย
พอข่าวเื่ที่หวังซู่หรานเลี้ยงดูบ่าวชายในเรือนอย่างดีแพร่ออกไป ผู้คนต่างนินทาเธอไปต่างๆ มากมาย บางคนถึงขั้นบอกว่าเธอหาสามีไม่ได้ หลังจากเล่นสนุกกับหลงจู๊ของร้านจนพอใจ เธอจึงหาชายอื่นมาปรนเปรอ แต่มีคนมากมายอยากไปสมัครทำงานกับซู่หราน
ซินซินนำเื่น่าปวดหัวที่พี่สาวของนางไม่ใส่ใจสักนิดไปปรับทุกข์กับจิ้งซาน เขาจึงเอาเื่นี้ไปพูดลอยๆ กับน้องชายของเขา แต่จิ้งจื่อกลับพูดว่า
“ซ่องสุมกำลังพล?”
จิ้งซานเลิกคิ้ว ส่ายหน้า มองน้องชายคนเล็กด้วยสายตายากจะอธิบาย
“เท่าที่ข้าฟังมา ผู้คนกล่าวร้ายแม่นางซู่หรานไปต่างๆ นานา แต่คำพูดของเ้าประหลาดที่สุด รู้ตัวหรือไม่ ผู้คนส่วนใหญ่จะพูดว่านางเป็นายหญิงที่ดีบ้าง บ้าบุรุษบ้าง สติไม่ดีบ้าง แต่ซ่องสุมกำลัง..ซ่องสุมกำลังพลเนี่ยนะ เ้าคิดได้อย่างไรเสี่ยวจื่อ นางเป็เพียงหญิงสาวตัวคนเดียวนะ” จิ้งซานลุกขึ้น ส่ายหัวและเดินจากไป
จิ้งจื่อมองตามหลังพี่ชายของเขา
‘ข้ายังคงชอบหัวหน้าซานอยู่’ คำพูดของซู่หรานดังในความทรงจำ
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ พี่ชายแสนซื่อบื้อของเขามีตรงไหนน่าชื่นชอบกัน จิ้งซานเป็คนใจดีอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยมีหัวคิดเอาเสียเลย เป็ผู้หญิงตัวคนเดียวแล้วอย่างไร ให้กินอาหารดีๆ เพื่อให้แข็งแรง ฝึกวิ่งเช้าเย็นก็เพื่อเตรียมร่างกาย เหลือเพียงฝึกวิทยายุทธ์ก็เป็ทหารได้แล้ว ใครจะรู้ ต่อไปหญิงหน้าด้านผู้นั้นอาจให้ฝึกใช้มีดใช้ดาบก็ได้
‘คงต้องไปตรวจดูสักหน่อย’ เขาคิดคำนึงในใจถึงสิ่งที่ควรทำ
แต่ไม่นานซู่หรานก็เริ่มรับสมัครหญิงชาวบ้านทั่วไป ไม่จำกัดอายุและความสามารถ ขอเพียงขยันหมั่นเพียร ต่อให้ขาขาด ตาบอดนางก็รับหมด ผู้คนในตลาดจึงมีเื่ใหม่ให้พูด และเริ่มลืมเลือนเื่ที่ซู่หรานเลี้ยงบุรุษไว้ปรนเปรอ
ซู่หรานขอให้ป้าหวังมี่หาคนทอผ้าเก่งๆ มาสอนหญิงชาวบ้านพวกนั้น เธอเอาของมีค่าทั้งหมดไปแลกเป็เงินเพื่อซื้อที่แปลงหนึ่ง สร้างเป็โรงทอผ้าและเย็บผ้าขนาดใหญ่ รับซื้อฝ้ายจากหลายที่
หญิงสาวในชุมชนใกล้ๆ เริ่มทยอยมาทำงานกับซู่หรานเกือบทั้งหมด โรงเย็บผ้าของซู่หรานมีพนักงานเกือบร้อยชีวิต คนมากปัญหาก็มาก จึงต้องให้ผู้จัดการที่เชี่ยวชาญอย่างฮูหยินหวัง หรือท่านแม่ของซินซินมาดูแลในส่วนของพนักงานโรงงาน อิงเถาเป็หัวหน้าฝ่ายผลิต และเฉาคุนเลื่อนขั้นจากผู้จัดการร้านเป็ผู้จัดการใหญ่ประจำสาขาหลัก
เพราะร้านเดียวไม่อาจรองรับสินค้าจำนวนมากจากโรงเย็บผ้าขนาดใหญ่ ซู่หรานที่ได้เงินกู้จากขุนนางหวังจึงเริ่มขยายสาขา ร้านของซู่หรานจึงมีเพิ่มมาอีกห้าร้าน ทุกร้านอยู่ถนนคนละสาย ซินซินได้รับดูแลไปสองสาขา และมีผู้ช่วยอย่างจิ้งซานแวะเวียนไปหาทุกวัน
ร้านของซู่หรานไม่ได้ขายแต่เสื้อผ้าชนชั้นสูงแล้ว ในเมื่อเธอมีหลายร้าน จึงเลือกมาร้านหนึ่งเพื่อขายเสื้อราคาย่อมเยา ใช้หยิบเศษผ้าที่เหลือทิ้งไว้มาเย็บเป็เสื้อคุณภาพระดับกลาง และเย็บผ้าป่านแข็งเป็เสื้อผ้าขายด้วย
ทุกคนในครอบครัวต่างวุ่นวายกับกิจการของซู่หราน แต่ตัวซู่หรานมีหน้าที่เดียวคือนอนอยู่ในห้อง ทุกวันคอยวาดแบบเสื้อตามที่เธอรู้สึกว่าอยากใส่ หรือวาดตามแบบที่เธอเคยเห็นจากโลกก่อน เธอขโมยผลงานของคนอื่นมาอ้างว่าเป็ของตัวเองมากมาย แบบเสื้อตัวแล้วตัวเล่าที่ถูกขโมยจากเกมดังบ้าง จากการ์ตูนที่เธอเคยดูบ้าง จากซีรีส์เทพเซียนบ้าง ซู่หรานจำได้ตัวไหนก็วาดออกมาทั้งหมด โชคดีที่ไม่มีใครตามมาเก็บค่าลิขสิทธิ์กับเธอถึงที่โลกนี้
มีบางครั้งเท่านั้นที่ซู่หรานจะออกไปสำรวจร้านด้วยตัวเอง
[1] 1 ชุ่น = 3.3 เิเ โดยประมาณ
[2] เด็กหัวกะทิ