ก่อนอาหารเย็นอิ้นถังกลับมาถึงเรือนชิงอี้ตามปกติหว่านซีกำลังเล่นสนุกกับหงหมินน้อยในอ้อมแขนของนาง เมื่อนางเงยหน้าขึ้นเห็นอิ้นถังนางก็อุ้มหงหมินยืนขึ้นคารวะเขาอย่างนอบน้อม
ก่อนหน้านี้ อิ้นถังออกไปตั้งแต่เช้าและกลับมาดึกดื่นทุกวันเนื่องจากหน้าที่ราชการนั้นยุ่งยากมากดังนั้นบางคืนเขาก็ค้างอยู่ในห้องหนังสือหากมิใช่เพราะหว่านซีให้คนส่งอาหารไปให้เขาตรงเวลา เกรงว่าอิ้นถังก็จะเป็นเหมือนองค์ชายสี่ที่ตรากตรำกับราชกิจจนลืมกินลืมนอน
หว่านซีก้าวไปข้างหน้าสองก้าว อุ้มทารกน้อยหงหมินไว้ในอ้อมแขนของเขาพร้อมกับยิ้ม "องค์ชายกลับมาเร็ว เช่นนั้นก็ต้องช่วยหม่อมฉันดูแลหงหมินด้วยเพคะ”นางลากเสียงออดอ้อนท้ายประโยค
อิ้นถังกอดบุตรชายตัวอ้วนไว้ในอ้อมแขน ไม่เห็นเพียงไม่กี่วันหงหมินดูเหมือนจะตัวโตขึ้นไม่น้อยหากเทียบกับก่อนหน้านี้เขาเบนสายตาไปจับจ้องหว่านซี เห็นสีหน้าเศร้าหมองของนางแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและเอ่ย“เจียวเจียวกำลังบอกไม่ให้ข้าละเลยเจ้าหรือ”
หว่านซียิ้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ช่างดีนักที่องค์ชายยังรู้ว่ากำลังทอดทิ้งหม่อมฉันอยู่”
อิ้นถังเป็นคนฉลาดและซับซ้อน และเขายังให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกแต่ในด้านของความรัก เขายังคงด้อยกว่าสตรีอย่างหว่านซีอยู่มาก
หว่านซีไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตนเอง เพราะไม่ต้องการให้ความหึงหวงริษยาพวกนั้นครอบงำความคิดส่วนอิ้นถังไม่ได้หนีความรู้สึกเพียงแต่เขายังไม่ตระหนักว่าความรู้สึกที่มีต่อหว่านซีนั้นลึกซึ้งขึ้นตามกาลเวลาเขาเอาแต่ใจเสมอ หากรักชอบใครก็จะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างของคนผู้นั้นอย่างดื้อดึงแต่กับการให้เขาก็เป็นเหมือนบุรุษทั่วไปที่คิดว่าเครื่องประดับและการมอบข้าวของคือการแสดงความรักแล้ว
หว่านซีรู้เรื่องนี้ดี และแม้ว่านางจะผิดหวังแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมาเพราะนางรู้ดีว่าเมื่อนางไม่อาจมอบทุกอย่างให้กับเขาก็ไม่ควรพยายามดึงฉากหน้าระหว่างกันออก
เป็นเช่นนี้ก็ดี สองคนกอดรัดแนบแน่น แม้จะไม่ได้เข้าใจอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้งแต่การที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างเงียบๆ เช่นนี้ก็ดีไม่น้อย
"กำลังบ่นว่าข้าในใจอยู่หรือ" อิ้นถังโน้มตัวเข้าหานางเล็กน้อยแล้วด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
นางรู้ว่าอิ้นถังเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบคิดบัญชีคนอื่นภายหลังแต่ถึงอย่างนั้นหว่านซีก็ไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิดทั้งยังลงมือกลั่นแกล้งเขาโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่เสมอ
"ถูกต้อง! หม่อมฉันเกรงว่าตอนนี้ในสายตาขององค์ชายคงมีแต่ราชกิจเท่านั้นไม่เหลือไว้มองผู้อื่น แล้วจะไม่ให้หม่อมฉันบ่นได้อย่างไร!"หว่านซีเอื้อมมือไปปัดผมที่จอนข้างหูของนางดวงตาเปี่ยมเสน่ห์หยาดเยิ้ม
อิ้นถังพลันรู้สึกหายใจไม่ออก ร่างกายแข็งเกร็งเล็กน้อย โฉมสะคราญตรงหน้าคือปีศาจของเขาชัดๆ“นี่กำลังใช้ความงามยั่วยวนข้าอยู่หรือ"
มุมปากของหว่านซียกขึ้นเล็กน้อย แต่แทนที่จะตอบอิ้นถังนางเอื้อมมือไปหาหงหมินน้อยในอ้อมแขนของเขาก่อนเรียกแม่นมออกมาให้นางพาหงหมินเข้านอนเมื่อลับร่างของแม่นมแล้วนางก็หันไปหาอิ้นถังที่นั่งอยู่บนเตียงก่อนยกริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เช่นนั้น หม่อมฉันก็ไม่รู้แล้วว่าองค์ชายจะชอบแบบนี้หรือไม่”เพียงกระตุกปลายนิ้วเสื้อคลุมยาวงดงามพลันร่วงหล่นสู่พื้นท่ามกลางสายตาจดจ้องของบุรุษหนุ่ม
เขามองสตรีตรงหน้าที่กำลังยั่วยวนอย่างโจ่งแจ้งก่อนคำรามในลำคอและลากนางเข้าหาอ้อมแขนของตนเองด้วยมือข้างเดียว แม้ว่าจะรู้สึกขุ่นเคืองเพียงใดแต่ยามนี้ไม่มีใครสามารถแยกเขาออกจากอาหารโอชะตรงหน้าได้แล้ว
“นางมาร!" สิ้นเสียงพูดเขาก็คร่อมทับร่างนางทันที
เมื่อเผชิญหน้ากับหว่านซี แม้ว่าอิ้นถังหงุดหงิดเพียงใด แต่ก็อดไม่สัมผัสร่างกายตรงหน้าไม่ได้สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการลงโทษนางบนเตียงอย่างหนัก
“องค์ชาย...”ดวงตาของหว่านซีกลอกไปมาเล็กน้อยเรียวแขนเสลาดุจหยกงามโอบรอบลำคออีกฝ่าย ขาเพรียวตวัดเกี่ยวรัดร่างของเขาเอาไว้นางไม่ใส่ใจดวงตาที่ลุกเรืองประดุจไฟของเขาขณะเอ่ย “องค์ชายตำหนิหม่อมฉันอยู่หรือเช่นนั้นหม่อมฉันจะยอมทำตามพระประสงค์ดีหรือไม่ นอนกันเถอะเพคะ”
ในช่วงเวลาเช่นนี้ การอ้อนวอนขอความเมตตานับเป็นศิลปะจริงแท้อย่างหนึ่งการรักษาหน้านั้นอาจจะใช้ได้ดีกับคนอื่น แต่หากเป็นคนของนางเอง หว่านซีไม่เคยคิดว่าจะต้องรักษาหน้าตาอะไรอีก
หลังจากใช้ชีวิตใหม่ หว่านซีมองเห็นหลายสิ่งหลายอย่างด้วยสายตาที่กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิมชีวิตเดิมนางมักจะรู้สึกอายเมื่อต้องร่วมเตียงกับอิ้นถังทั้งยังปล่อยให้เขาเป็นคนควบคุมทุกอย่างแต่ในชาตินี้นางไม่ได้คิดว่าจะต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเองแค่เพียงใช้ลูกล่อลูกชนเล็กน้อย ล่อลวงให้อิ้นถังต้องวนเวียนอยู่รอบตัวนางเช่นนี้
อิ้นถังที่ถูกหว่านซียั่วยวนจนไฟราคะลุกโชนจนอยากกระโจนเข้าใส่ทว่าเมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานเว้าวอนอยู่ข้างหูทำให้เขาพลันอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
“เจ้ากล้าดีอย่างไร!”เสียงทุ้มแหบห้าวแฝงไปด้วยอำนาจ
"หม่อมฉันไม่กล้า แต่หากองค์ชายลองละเลยหม่อมฉันกับหงหมินอีกครั้งดูเถิดว่าหม่อมฉันจะกล้าอย่างไรบ้าง" นางพูดพลางเงยหน้าขึ้นขบกัดปลายคางเรียบเนียนของอิ้นถัง เล่นงานจนเขารู้สึกหายใจไม่ออกอีกครั้ง
"เอาล่ะ เจียวเจียวของข้าก็เป็นเหมือนดวงใจของข้าข้จะละเลยเจ้าอีกได้อย่างไรกัน" พูดจบเขาก็ก้มลงจุมพิตริมฝีปากคู่นั้นไม่เปิดโอกาสให้นางได้พูดสิ่งใดอีก
ราตรีมาเยือน ธุลีแดงม้วนตลบ ทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิอบอวนไปทั่ว
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นอิ้นถังโปร่งสบายทั้งร่างกายและจิตใจนั้นรับโจ๊กเพิ่มอีกชามระหว่างมื้ออาหารในขณะที่หว่านซีทั้งหงุดหงิดทั้งเหน็ดเหนื่อยจึงคว้ามือเขาไปกัดคำใหญ่
อิ้นถังไม่ได้รู้สึกโกรธก่อนออกไปเขายังเอื้อมมือไปบีบแก้มนิ่มของนางแล้วเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“เจียวเจียวของข้าช่างมีน้ำใจยิ่งนัก สมควรได้รับรางวัลแล้ว”
หว่านซีโกรธจัดจนถ่มน้ำลาย นางไม่ใส่ใจคำพูดเขาสักนิด
ตั้งแต่ที่นางเข้ามายังเรือนหลังของอีกฝ่าย ทั้งเครื่องเรือน เครื่องประดับอาภรณ์ ทุกอย่างในเรือนของนางเต็มไปด้วยของที่อิ้นถังส่งมาทั้งหมดสินเดิมของนางไร้ราคาไปเลยเมื่อนำมาเทียบกับของเหล่านี้!
นางไม่รู้ว่าเขาได้ประทานของเช่นนี้ให้กับคนอื่นหรือไม่แม้ในช่วงเทศกาลและโอกาสพิเศษต่างๆนั้นจะต้องมีการมอบของกำนัลให้สตรีทุกคนโดยพิจารณาจากสถานะเริ่มจากต่งเอ้อซื่อก่อน แล้วจากนั้นจึงเป็นของผู้อื่นขึ้นอยู่กับความสามารถและโชคชะตาของคนว่าจะได้สิ่งที่ตรงใจหรือไม่
หว่านซีนั้น อิ้นถังได้ประทานข้าวของมากมายอยู่เสมอแต่นางไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้เลยนางจึงเลือกของเพียงสองสามอย่างเพียงเพื่อทำตามสถานการณ์เท่านั้นแม้จะไม่มีใครชมชอบการตัดสินใจของนาง แต่นางก็ยังมีความสุขดี
หลังอาหารกลางวัน หว่านซีกอดหงหมินน้อยมาอาบแดดในเรือน ฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาและอากาศก็เย็นลงทุกวัน เป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นดวงอาทิตย์ดวงโตเช่นวันนี้
“หงหมินลูกรัก กำลังคิดอะไรอยู่หรือ!”หว่านซีเอื้อมมือไปแตะจมูกเล็กๆของหงหมินพลางแกล้งเขาด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม
"แม่ เล่น...เล่น" ยามนี้หงหมินน้อยอายุเกือบหนึ่งขวบแล้วเขาพูดได้คล่องกว่าเมื่อก่อนมาก
“เล่นอะไรดี” หว่านซีถามขณะจับมือเล็กๆ ของเขา
หงหมินน้อยขมวดคิ้วราวกับกว่ากำลังใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะเล่นอะไรต่อไปท่าทางน่ารักของเขาทำให้หว่านซีและคนอื่นๆ หัวเราะเสียงดังเมื่อไม่เข้าใจว่าเหตุใดมารดาจึงหัวเราะเช่นนี้เด็กน้อยจึงยิ้มกว้างจนเห็นฟันเล็กๆ สองสามซี่และส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วย ทำให้หว่านซีต้องหัวเราะอีกรอบหนึ่ง
นับตั้งแต่หว่านซีให้กำเนิดหงหมิน นางก็ใช้เวลากับเขาทุกวันติดตามดูการเติบโตของเขาทุกย่างก้าว
ในอดีตนางไม่รู้ว่าเด็กคนนี้น่ารักและน่าสนใจมากดังนั้นแม้ว่ายามนี้นางจะเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างแต่นางก็ยินดีที่จะใช้เวลากับเขามากขึ้น
"ชายารอง ท่านชายน้อยหงหมินยังเป็นเด็กอยู่นะเจ้าคะ"เกาหมัวมัวเม้มริมฝีปากยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้เห็นท่าทางที่ร่าเริงของหว่านซีและบุตรชาย
“เพราะเขายังเด็กอยู่ดังนั้นจึงสนุกสนานได้ตามประสาเด็ก หากโตขึ้นแล้ว แม่คนนี้ก็คงยากจะได้ใช้เวลากับเขาเช่นนี้แล้ว”
เกิดเป็นเด็กๆ ในราชวงศ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตั้งแต่ยังเยาว์ดรุณีน้อยจะถูกแยกออกไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆเด็กผู้ชายจะถูกพาไปเรียนรู้ศิลปวิทยาการในวังตั้งแต่อายุหกขวบดังนั้นก่อนที่จะถึงหกขวบ พวกเขาต้องได้รับการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อไม่ให้น้อยหน้าผู้อื่นโดยส่วนใหญ่แล้วเด็กน้อยจึงมักจะได้เริ่มเรียนเมื่อตอนอายุครบสามขวบ
หว่านซีไม่ได้อ่านหนังสือมากนัก นางมีอิ้นถังเป็นผู้สอนบทกวีและลำนำในชีวิตที่แล้วเพราะนางไม่ได้เรียนรู้มามากมายและไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามสิ่งที่คนสองคนแสวงหาในการอยู่ร่วมกันนั้นไม่ใช่การเรียนรู้แต่คือการได้อยู่ร่วมกันต่างหาก ในชีวิตนี้อิ้นถังเห็นว่านางสามารถตอบโต้เขาได้สองสามคำ เขาย่อมเห็นว่านางแปลกใหม่ ทั้งยังมีความสนใจในเรื่องเดียวกันยิ่งไปกว่านั้นคือเขามีใจให้นางตั้งแต่แรกเริ่มจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะลุ่มหลงนางมากขึ้นเรื่อยๆ
"ชายารอง..." เมื่อพูดถึงการเตรียมการสำหรับท่านชายน้อยในอนาคตเกาหมัวมัวก็รู้ตัวว่าบ่าวไพร่อย่างนางไม่อาจก้าวก่ายเรื่องนี้ได้ แม้แต่ตัวชายารองเองก็ไม่อาจตัดสินใจได้เช่นกันแล้วจะนับประสาอะไรกับตัวนางเอง
“หมัวมัว ข้าไม่เป็นไรเพียงต้องการใช้เวลากับเขาตอนเด็กให้มากๆ ก็เท่านั้น”หว่านซียังคงรู้สึกติดค้างในใจชาติก่อนนางจากลูกเร็วเกินไป ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้เมื่อนางกลับมาแล้ว ก็ไม่มีวันที่นางจะปล่อยให้คนอื่นมาทำร้ายพวกเขาอีก
เกาหมัวมัวมองหว่านซีที่กำลังอุ้มเด็กน้อย ดวงตาพลันมีน้ำอุ่นคลอเบ้าดรุณีน้อยแสนงามที่นางเคยเห็นเมื่อยังเยาว์ยามนี้ได้เติบโตเป็นสตรีเต็มตัวและได้แต่งงานมีบุตรแล้วจริงๆ
หว่านซีเห็นว่าดวงตาของเกาหมัวมัวแดงเล็กน้อยนางกำลังจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อปลอบใจอีกฝ่ายแต่กลับเหลือบไปเห็นหวังอันนำคนกลุ่มหนึ่งแบกข้าวของมามากมายก่อนที่นางจะนึกออกในที่สุดว่า คำพูดของอิ้นถังเมื่อเช้าหมายถึงสิ่งใด
หวังอันเดินเข้ามาโดยไม่หลบเลี่ยงผู้ใด ทุกคนในเรือนหลังต่างรู้ว่าเขานำของกำนัลมามากถึงเพียงนี้เพื่อมอบให้หว่านซี
ความจริงแล้ว อิ้นถังคือบุรุษที่ชมชอบการเอาอกเอาใจคนรักเขามอบของมีค่าให้กับหว่านซีเป็นประจำอยู่แล้วแต่ยังคงมอบของกำนัลให้นางโดยเปิดเผยอีกหลายครั้ง ทั้งยังเคยเอ่ยปากว่า“สตรีของข้าต้องหรูหรายิ่งกว่าผู้ใด” อีก
หว่านซีไม่ปฏิเสธความใจดีของเขา ในฐานะสนมคนโปรดนางก็ควรวางตัวหยิ่งผยองแกร่งกร้าวเพื่อประกาศบารมีของตนออกไป ข่มขวัญคนอื่นๆในเรือนหลังที่หมายมาวุ่นวายกับนาง
สตรีคนอื่นๆ ไม่รู้ความในใจของหว่านซีดังนั้นเมื่อพวกนางเห็นหวังอันนำคนไปมอบของมากมายให้เรือนชิงอี้ไม่เพียงหลิวเจียซื่อและคนอื่นๆ เท่านั้นแม้แต่ต่งเอ้อซื่อก็รู้สึกเหมือนถูกแผดเผาด้วยความริษยาไปด้วย
สินเดิมของต่งเอ้อซื่อมีมากมาย ดังนั้นสิ่งที่นางสนใจจึงไม่ใช่ของล้ำค่า ทว่าเป็นคนที่ส่งมอบของเหล่านั้นมาต่างหากแต่กับหลิวเจียซื่อและคนอื่นๆ พวกนางไม่สบายใจยิ่งกว่า เพราะต่างก็ใส่ใจทั้งคนและของเช่นกันเพราะไม่ใช่สนมชายาทุกคนที่จะมีสินเดิมเหมือนกับพระชายาแม้ว่าพวกนางจะได้รับเบี้ยหวัดรายเดือน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายประจำวันมากมายเหลือเกินหากไม่ระมัดระวังก็อาจจะทำให้เงินขาดมือขึ้นมาได้
“หมัวมัว ท่านว่าองค์ชายมีเจตนาอย่างไรกันแน่”หัวใจของต่งเอ้อซื่อปั่นป่วนพลุ่งพล่านทว่าใบหน้ากลับฉายแววเย้ยหยันกลบเกลื่อนเอาไว้
ตั้งแต่อิ้นถังจากราชสำนัก ยกเว้นแต่วันที่เขาให้จัดงานเลี้ยงที่จวนแล้วเขาก็ไม่ได้มาหานางเลยแม้แต่วันเดียว ไม่แม้แต่จะแวะเข้ามาพักผ่อนเพียงสักครู่ต่งเอ้อซื่ออยากที่จะสงบใจให้ได้อย่างที่อิ่นหมัวมัวเคยเตือนแต่เมื่อคิดถึงว่ายามนี้อิ้นถังเสร็จงานแล้วก็ตรงไปที่เรือนชิงอี้นางก็ยิ่งรู้สึกย่ำแย่มากขึ้นทุกขณะ
เมื่อก่อน ต่อให้เขาจะโปรดปรานหว่านซีมากเพียงใดเขาก็ยังคงเห็นแก่หน้าของนางอยู่บ้าง จึงไม่ได้ทำอะไรโจ่งแจ้งแต่ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจปกปิดความรู้สึกลำเอียงนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว
นึกมาถึงตรงนี้ ต่งเอ้อซื่อพลันกำมือแน่นปล่อยให้เล็บยาวจิกลงไปในเนื้อของตนเอง
“นี่องค์ชายกำลังตบหน้าข้าอยู่หรือเขาอยากให้ข้ากลายเป็นที่หัวเราะเยาะของทุกคนอยู่ใช่หรือไม่! น้ำเสียงของต่งเอ้อซื่อเจือสะอื้น"พระชายา ไม่มีสตรีในเรือนหลังคนใดสามารถเอาชนะวันเวลาได้หรอกเพคะ"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทายาทต่างหากทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ของต่งเอ้อซื่อ อิ่นหมัวมัวก็ไม่ได้ปริปากพูดเรื่องนี้ออกไปแต่เปลี่ยนหัวข้อมาพูดในสิ่งที่นางต้องการได้ยินเพื่อกล่อมให้นางสงบลงแทน
หลังจากที่ได้รับการปลอบโยนจากอิ่นหมัวมัว ต่งเอ้อซื่อก็สงบลงอย่างรวดเร็วนางไม่เคยกังวลกับสิ่งของที่อิ้นถังมอบให้อีกฝ่าย แต่นางกลัวความรักที่อิ้นถังมีต่อหว่านซีต่างหากถึงกระนั้นต่งเอ้อซื่อก็ยังมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือแม้นางจะอยู่ในสถานการณ์น่าสิ้นหวังเพียงใด นางก็ยังคงมีความหวังอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการหลอกตัวเองหรือการปลอบโยนและให้กำลังใจของผู้อื่นแม้มีโอกาสเพียงเล็กน้อย นางก็จะสามารถพลิกฟื้นได้ในไม่ช้า
อิ่นหมัวมัวมองไปที่ต่งเอ้อซื่อที่สงบลงในที่สุดแล้วรู้สึกปวดใจเล็กน้อยนางเลี้ยงดูต่งเอ้อซื่อมากับมือ ดังนั้นแม้จะเคยผิดหวังไปบ้างแต่นางก็อดเป็นทุกข์ไปกับอีกฝ่ายไม่ได้
ทว่าสุดท้ายแล้ว ที่เรื่องทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดนี้พวกนางไม่อาจโทษใครได้เลย หากจะต้องโทษจริงๆก็เป็นความทระนงตนเชื่อมั่นในตนเองจนเกินไป จนลืมสถานะของตนเอง และประเมินคนอื่นต่ำไปก็เท่านั้น