15 1-2
บทที่29 พ่อหนุ่มอารมณ์ดี ฟางเซิง
“พี่ใหญ่ ยาสมุนไพรพวกนี้มีสรรพคุณดีขนาดนี้เชียวเหรอ?”
หลินเสี่ยวอวี่เดินถือห่อยาสมุนไพรที่เพิ่งซื้อมาจากหมอยาประจำหมู่บ้านแกว่งไปแกว่งมา พร้อมกับร้องถามพลางปั้นหน้าฉงน
เหตุที่หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกกังขาสงสัยเช่นนี้ก็หาใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะผู้คนในยุคสมัยนี้ โดยส่วนใหญ่เริ่มนิยมเดินทางไปรักษาที่สถานีอนามัย หรือไม่ก็ใช้ยาแผนตะวันตกที่เห็นผลเร็วกว่ามากขึ้นแล้ว ส่วนสมุนไพรจีนที่ทั้งขมและฝาดลิ้นจนชานั้น แทบไม่มีใครที่ไหนต้มดื่มกันแล้ว
“ผู้เฒ่าเหว่ยคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ด้านยาจีนเชียวนะ! ก่อนจะมีสถานีอนามัย ก็ผู้เฒ่าเหว่ยคนนี้นี่ล่ะที่เคยรักษาโรคร้ายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน!”
“ยิ่งไปกว่านั้นนะน้องเล็ก สมุนไพรจีนชุดที่เราซื้อมา ก็ยังเป็นถึงสูตรลับเฉพาะของตระกูลเหว่ยด้วย ใช้รักษาได้ทั้งอาการหวัดและไข้เย็น สำหรับคุณตากับคุณยายแล้ว ไม่มีอะไรจะเหมาะสมไปมากกว่าของขวัญชิ้นนี้แล้วล่ะ!”
หลินเสี่ยวจือเล่าบอกสรรพคุณเจื้อยแจ้วผ่านน้ำเสียงกังวานใส
เนื่องจากหลินเสี่ยวจือเป็นพี่สาวคนโต เธอจึงทันได้เห็นคุณตากับคุณยายในสมัยที่ยังเป็นปัญญาชนชั้นสูงในเมือง ทั้งความรักและความเอาใจใส่ที่สองเคยมีให้เธอนั้น เธอยังสลักจำได้แม่นยำมาจนถึงทุกวันนี้ ยิ่งรู้ว่าในอนาคตข้างหน้า คุณตาของเธอจะถึงคราวเคราะห์ต้องล้มป่วยหนัก เธอก็ยิ่งรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น
เรื่องดังกล่าวนี้ทำเอาหลินเสี่ยวจือถึงกับคิดไม่ตกนอนไม่หลับทั้งคืนเลยทีเดียว เป็นเหตุให้เธอต้องเดินทางไปที่ร้านยาของผู้เฒ่าเหว่ยตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ทั้งหมดก็เพื่อจัดหายาสมุนไพรสูตรพิเศษสองชุดใหญ่ๆกลับมา! ได้ยาสมุนไพรพวกนี้มา หลินเสี่ยวจือจึงค่อยเบาใจขึ้นบ้าง
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังยิ้มแย้มพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ จู่ๆก็มีเสียงแตกหนุ่มของใครบางคนร้องตะโกนเรียกมาจากด้านหลัง
“หลินเสี่ยวจือ!”
เมื่อทั้งสองเหลียวหลังย้อนมองตามเสียงไป ก็ปรากฏเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้น
เด็กหนุ่มคนนี้มีส่วนสูงราว 173 เซนติเมตรได้ สวมเสื้อยืดแขนสั้นเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งได้รูป คู่คิ้วหนานัยน์ตาเข้มขลับเปล่งประกายเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ตัดผมสั้นเกรียนอย่างเรียบร้อย ผิวพรรณไม่นับว่าเป็นคนคล้ำ แต่เพราะถูกแสงแดดแผดเผาเป็นอาจิน ก็เลยออกหมองเล็กน้อย สิ่งที่ดูขาวโดดเด่นที่สุดบนตัวของเขาในยามนี้ คงจะหนีไม่พ้นซี่ฟันที่ขาวกระจ่างดุจไข่มุก
สิ่งที่มือของเขากุมถืออยู่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน มันคือปลาขนาดใหญ่สองตัวที่กำลังดิ้นพล่าน
ทันทีที่เห็นพ่อหนุ่มยิ้มแฉ่งคนนั้น หลินเสี่ยวจือก็ตาโตราวกับเห็นผี แล้วรีบดึงมือน้องสาวคนเล็กเร่งฝีเท้าหนีไปอย่างฉับไว
หลินเสี่ยวอวี่ไม่ได้ตั้งตัวใดๆ ถูกฉุดกระชากแขนลากออกไปแบบนั้นก็เซจนเกือบล้ม
“อ๊ะ! พี่ใหญ่ เดินช้าๆหน่อยสิคะ!”
พ่อหนุ่มยิ้มแฉ่งคนนั้นเห็นหลินเสี่ยวจือเร่งฝีเท้าเดินหนี ด้วยความที่ทำอะไรไม่ถูกจึงพยายามวิ่งตามมา ก่อนจะกระโดดเข้าขวางหน้าไว้ด้วยสีหน้าร้อนรน
“เดี๋ยวก่อนสิ! จะรีบเดินหนีไปไหนกันล่ะ? ฉันแค่มาทักทายเฉยๆเท่านั้น ไมได้จะมาจับใครกินซะหน่อย!”
“เอานี่ ฉันได้ยินว่าน้องสาวของเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ? ปลาสองตัวนี้ฉันเพิ่งจับมาจากแม่น้ำสดๆ เอาไปทำอาหารบำรุงร่างกายน้องสาวเธอเถอะ”
พูดจบ พ่อหนุ่มคนนั้นก็ยื่นปลาตัวโตสองตัวในมือให้กับหลินเสี่ยวจือทันที
“ฉันไม่เอา! นายเอากลับไปกินเองเถอะ! น้องสาวฉันมีอาหารดีๆกินบำรุงร่างกายอยู่แล้ว!”
หลินเสี่ยวจือรู้สึกรำคาญใจทุกครั้งที่พบเจอหน้าเจ้าหมอนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรอยยิ้มกวนๆของเขา เธอตวาดน้ำเสียงแข็งกร้าวโต้สวนกลับไป
ส่วนหลินเสี่ยวอวี่น่ะเหรอ? กำลังเฝ้าดูภาพฉากนี้พร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เธอมองหน้าพี่สาวตัดสลับกับหน้าเด็กหนุ่มเป็นระยะๆ ประหนึ่งว่ากำลังดูละครโรแมนติกเรื่องโปรด ชนิดที่ว่าไม่อยากจะพลาดสายตาเลยสักฉาก
[อ้อ...คนนี้สินะ ฟางเซิงในวัยหนุ่ม หน้าตาใสซื่อกว่าที่คิดไว้เยอะแฮะ แตกต่างจากฟางเซิงในอนาคตที่กลายมาเป็นนักธุรกิจชื่อดังบนเวทีระดับโลกลิบลับเชียว]
[ที่แท้ฟางเซิงก็แอบมีใจให้พี่ใหญ่ตั้งแต่ตอนนี้แล้วนี่เอง]
[ชาติก่อนหน้า หลังจากที่พี่ใหญ่ตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ไอ้พวกเดนมนุษย์ครอบครัวสกุลหลินก็คิดแต่จะรีดไถเงินจากสามีแก่ๆโรคจิตนั่น ไม่มีใครเหลียวแลเรื่องจัดงานศพของพี่ใหญ่เลยแม้แต่คนเดียว สุดท้าย ก็เป็นฟางเซิงที่ออกหน้าจัดการทุกอย่างเองทั้งหมด]
[ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพิธีการไปจนถึงการเสาะหาฮวงซุ้ยดีๆสำหรับฝังศพ ทุกอย่างล้วนเป็นฟางเซิงทั้งนั้นที่ควักเงินจ่ายและดำเนินการด้วยตัวเอง ภายหลังพิธีศพพี่ใหญ่สิ้นสุดลง ไม่ว่าฟางเซิงจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่แค่ไหน เขาก็ยังอุตส่าห์แวะเวียนมาหาเธอที่หน้าหลุมศพเป็นประจำ และเฝ้าพรรณนาเล่าถึงเรื่องราวต่างๆในแต่ละวันให้เธอฟังไม่เคยขาด ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ก็เอาแต่พูดซ้ำๆอยู่อย่างนั้น จวบจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตเขา...]
[ส่วนสามีแก่โรคจิตนั่น ก็ถูกบอดี้การ์ดของฟางเซิงจัดการจนหมดสภาพ และกลายมาเป็นคนเร่ร่อนเที่ยวขอทานอยู่ข้างถนน]
[ถ้าจำไม่ผิด แม้กระทั่งวันตายของเขา ฟางเซิงคนนี้ยังกอดป้ายวิญญาณของพี่ใหญ่ ที่สลักเขียนคำว่า ‘แด่ภรรยาที่รักหลินเสี่ยวจือ แด่ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง’ ไว้กับตัวด้วย]
ทันทีที่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านความคิดของน้องสาวคนเล็ก หลินเสี่ยวจือก็ถึงกับอ้าปากค้าง ยืนจ้องหน้าฟางเซิงในสภาพล่องลอยคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอไม่เคยแม้แต่จะเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของฟางเซิงที่มีต่อเธอมาก่อนเลย มิหนำซ้ำยังเลือกที่จะหลีกเลี่ยงไม่ต้องการพบเจอหน้าเขามาตลอดด้วย เพราะในสายตาของเธอนั้น ฟางเซิงก็แค่พวกนักเลงหัวไม้ตามท้องถนนที่ดูไม่น่าไว้ใจเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เขาจะแสดงน้ำใจหรือทำดีต่อเธอมากแค่ไหน เธอก็ยังรู้สึกหวาดกลัวในความเป็นอันธพาลมาดกวนของเขาอยู่ดี