2
คุณหนูผู้เกียจคร้าน
“ฮวาเอ๋อร์! เหตุใดจึงเกียจคร้านเช่นนี้เล่า”
หวังกุ้ยฮวาบิดี้เีอยู่บนเตียงคั่ง ค้นพบว่าไม่มีสิ่งใดสุขสบายมากไปกว่าการนอนบนเตียงอุ่นๆ ในปลายฤดูหนาวอีกแล้ว หญิงสาวคว้าผ้าห่มไปกอดเอาไว้ก่อนจะปรือตาเมื่อรู้สึกได้ว่ามีเงาตกกระทบบนร่างของตน
“ท่านแม่... ขอข้านอนต่ออีกชั่วจิบชาเถิดนะเ้าคะ”
นางหยีตาสู้แสงตะวันที่ฉายสาด สาวใช้คนสนิทหัวเราะคิกคักอยู่เื้ัมารดาซึ่งคล้ายจะกลายเป็ปีศาจกลืนชีวิต
“วันนี้เ้ามีสอบกับอาจารย์หลิวไม่ใช่หรือ จะยังนอนเช่นนี้ได้อย่างไร รีบล้างหน้าล้างตาเร็ว”
“ท่านแม่เ้าขา... เลื่อนไปเป็วันอื่นไม่ได้หรือเ้าคะ” ฟังมารดาไล่เรียงแล้วหวังกุ้ยฮวาก็ค้นพบว่านางใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าเกินไปนัก วันๆ หนึ่งไม่เรียนก็สอบ ไม่สอบก็ฝึกซ้อมจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเป็ของตนเลย
ชาติก่อนนางเหนื่อยจนตายแล้ว ชาตินี้ขอนอนพักไม่ขยับเขยื้อนไม่ได้หรือ
“วันพรุ่งมีนัดเดินหมาก วันถัดไปก็ต้องฝึกร่ายรำ อีกสองวันจากนั้นต้องเตรียมเข้าวังร่วมงานชมบุปผาแล้ว”
“ข้ารู้แล้วเ้าค่ะ ข้าลุกแล้วก็ได้” คุยไปคุยมาหวังกุ้ยฮวาก็ตื่นเต็มตา นางลุกยืนแล้วบิดี้เีอีกครั้งจนถูกมารดาตีมือเบาๆ
“ไม่งาม”
“มีแค่ท่านแม่กับชิงชิงเห็น ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ” ว่าพลางจรดปลายจมูกเข้าที่แก้มของมารดา สูดลมหายใจหอบใหญ่จากนั้นจึงคลี่ยิ้มกว้าง “มีกำลังใจแล้วเ้าค่ะ วันนี้ข้าจะสอบพิณไม่ให้เสียชื่อท่านแม่เลย”
“ฮวาเอ๋อร์... ล้างหน้าได้แล้ว”
“เ้าค่ะท่านแม่”
หวังกุ้ยฮวาหัวเราะร่วนเมื่อเห็นสีหน้าหน่ายใจของผู้เป็มารดา ท่าทางเคร่งเครียดจริงจังของเผิงอันหลานมักจะทำให้บุตรสาวรู้สึกหวาดหวั่น แต่หลังจากตายมาชาติหนึ่งนางก็เข้าใจว่าท่านแม่ทำไปเพราะหวังดีกับตน
ท่านแม่พยายามใช้ตัวเองเป็กำแพงกั้นขวางไม่ให้นางสนิทสนมกับแม่รองและพี่สาวจนเกินไป เพราะสองคนนั้นชอบใช้นางเพื่อผลประโยชน์ไม่ได้หวังดีกับนางอย่างแท้จริง
ในวันที่นางถูกใส่ความจากผู้อื่น จีซือเจียงกับหวังกุ้ยผิงสองแม่ลูกกลับกลายเป็คนยืนยันความผิดนั้นด้วยตัวเอง
ความผิดที่ไม่เป็จริงกลับกลายเป็ทัณฑ์ที่ไม่อาจแก้ เพราะพยานคือคนในครอบครัวที่นางเคยเคารพมาตลอด
ถูกหักหลังอย่างเ็ปยิ่งนัก
“ท่านแม่เล่า”
เมื่อล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยในห้องนอนกลับเหลือเพียงชิงชิงซึ่งเป็สาวใช้คนสนิทหนึ่งเดียวของนาง หวังกุ้ยฮวาจึงเอ่ยถามเพราะรู้สึกว่าการจากไปของมารดาฉุกละหุกยิ่ง
“ดูเหมือนอาจารย์หลิวจะมาถึงเ้าค่ะ ฮูหยินเลยออกไปต้อนรับ”
“เช่นนั้นก็รีบไปกันเถิด”
หลิวม่านเป็สตรีรุ่นราวคราวเดียวกับเผิงอันหลาน น่าเสียดายที่ชะตาอาภัพเพราะสามีที่เป็แม่ทัพด่วนจากไปเสียก่อน ยังไม่ทันมีบุตรธิดาก็กลายเป็หม้าย โชคดีที่มีทรัพย์สมบัติและความรู้ติดตัวจึงพอเอาตัวรอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร
นอกจากนี้อาจารย์หลิวยังเป็สหายสนิทของมารดานางอีกด้วย
“อาจารย์หลิว ขออภัยที่ช้าเ้าค่ะ”
“อาจารย์มาเร็วเองไม่ใช่เ้าที่ช้า เห็นว่าเ้าเพิ่งตื่นหรือ เช่นนั้นก็รับสำรับแล้วค่อยสอบเถิด”
ชิงชิงรีบยกสำรับให้ผู้เป็นายทันทีที่ได้รับอนุญาต หวังกุ้ยฮวาก็ช้อนสายตาสบกับมารดา เมื่อไม่มีคำสั่งห้ามจึงเริ่มบิแป้งย่างจิ้มน้ำแกงกินอย่างเอร็ดอร่อย
นางคิดถึงอาหารธรรมดาๆ ในจวนเช่นนี้นัก ไม่ต้องนั่งพิถีพิถันคีบอาหารทุกถ้วยอย่างละน้อยเพื่อชิมได้ครบทุกอย่าง
“เหตุใดอาจารย์ถึงมาเช้านักเล่าเ้าคะ ข้ายังนอนไม่เต็มอิ่มเลย”
“อะไรกัน เดี๋ยวนี้นักเรียนคนขยันของอาจารย์กลายเป็เ้าตัวขนแสนี้เีไปแล้วหรือ” หลิวม่านหัวเราะหยอกเย้า แววตาเอ็นดูบุตรสาวของสหายยิ่งนัก “แต่ก็ดีแล้ว ร่างกายเป็สิ่งสำคัญ เ้าควรพักเสียบ้างไม่เช่นนั้นจะป่วยไข้เมื่อเติบโต”
“ป่วยหรือเ้าคะ”
“อืม สหายของอาจารย์กับมารดาเ้าเพิ่งจากไปอีกคนหนึ่งแล้ว เห็นว่าเพราะยามเด็กถูกเคี่ยวกรำมากเกินไปจึงมีโรคเรื้อรังติดตัว”
ดวงตาของหวังกุ้ยฮวาทอเศร้า ชาติที่แล้วนางไม่เคยใส่ใจเื่รอบตัว เฝ้าแต่จะฝึกฝนเพื่อเป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวง วิสัยทัศน์คับแคบถึงได้มองไม่เห็นว่ารอบกายไร้คนจริงใจ
“การเรียนรู้ในยามเด็กส่งผลขนาดนั้นเลยหรือเ้าคะ”
หลิวม่านมองสบตากับเผิงอิงหลาน เป็มารดาที่อธิบาย “ฮวาเอ๋อร์... ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไร้ข้อแลกเปลี่ยน ดูสิ เพราะฝึกดีดพิณมากไป มือของเ้าก็สากถึงเพียงนี้แล้ว”
หวังกุ้ยฮวาสะท้าน มองดูฝ่ามือที่มารดากำลังลูบด้วยความหงอยเศร้า จากนั้นจึงมองผ่านไปยังหลิวม่านที่แบมือให้ดูริ้วรอยแห่งการฝึกฝน รอยแผลทั้งเก่าและใหม่พาดทับกัน ไม่ได้ดูนุ่มนวลประหนึ่งเสียงเล่าลือ
“ท่านอาจารย์...”
“เด็กดี เ้าเป็คนขยัน แต่อย่าลืมว่าต้องพักบ้าง ยามนี้เ้าอาจจะได้รับคำเยินยอก็จริง แต่เมื่อผ่านไปสักพักผู้คนก็ลืมจนหมดสิ้น ดังนั้นต้องเก็บเรี่ยวแรงไว้สู้ในภายภาคหน้าบ้าง”
เป็ครั้งแรกที่หวังกุ้ยฮวาได้ทบทวนตัวเอง
นางยังคงพุ้ยกับข้าวสลับกับกัดแป้งย่าง ฟังมารดากับอาจารย์คุยกันอย่างเรื่อยเปื่อย ชิงชิงคอยเดิมน้ำชาให้ไม่ห่าง ระหว่างนั้นนางก็ขบคิดไปพลางว่าควรจะทำเช่นไร
แม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงย้อนเวลากลับมาในตอนที่เื่ราวต่างๆ ยังไม่เกิด แต่นางก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พาตัวเองเข้าไปสู่วังวนแห่งการแก่งแย่งในวังหลวง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือลดความโดดเด่นของตนเองลง โชคดีที่นางมีพี่สาวซึ่งพร้อมจะย่ำนางไปสู่แสงสว่าง
รับบทเป็คนส่งเสริมหวังกุ้ยผิงก็น่าจะไม่เลว
“ท่านอาจารย์ ข้ารับสำรับแล้วเสร็จแล้ว เรามาเริ่มกันเลยดีหรือไม่เ้าคะ”
เมื่อคิดตกแล้วหวังกุ้ยฮวาก็รวบตะเกียบ ดันสำรับออกห่างตัวเพื่อให้ชิงชิงยกไปเก็บ
“เช่นนั้นก็ไปเตรียมพิณกันเถิด”
“ท่านแม่จะไปฟังด้วยหรือไม่เ้าคะ” หญิงสาวไม่ลืมหันกลับไปหามารดาที่กำลังหมุนตัวไปอีกทาง แม้ปกติเผิงอิงหลานจะไม่ค่อยอยู่เฝ้าบุตรสาวเพราะวางใจ แต่เห็นดวงตาเว้าวอนก็อดใจอ่อนไม่ได้
“ลูกฝึกกับอาจารย์หลิวไปก่อน แม่ไปดูต้นไม้แล้วจะกลับมารอฟัง”
“เ้าค่ะ ข้าจะดีดพิณให้ท่านแม่ต้องตะลึงเลย” หวังกุ้ยฮวาไม่ได้อวดโอ้ แต่ฝีมือของนางเป็ของจริง หลิวม่านซึ่งเป็อาจารย์พิณที่สกุลขุนนางทั้งเมืองหลวงรับรองยังเชยชมไม่ขาด กล่าวว่าฝีมือของหญิงสาวยามนี้เหมือนกับนางยามได้รับสมญายอดหญิงเพลงพิณมาก
“ท่านเสนาบดี”
หวังกุ้ยฮวาหยุดเดินเมื่อผู้เป็อาจารย์ชะงัก นางเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามาแล้วจึงยอบกายทำความเคารพ
“ท่านพ่อ กลับมาแล้วหรือเ้าคะ”
“อืม รบกวนอาจารย์หลิวแล้ว หวังว่าฮวาเอ๋อร์จะไม่ทำให้ลำบาก”
หวังหยวนยามนี้สวมอาภรณ์สีม่วงปักลายพยัคฆ์สีทองดูโดดเด่น ผมสีดำรวบเก็บไว้ใต้กวานทองลายเดียวกัน เครายาวได้รับการดูแลอย่างดีสมกับที่เป็บัณฑิตตัวอย่างแห่งแคว้นจิ้น
ดวงตาคมปลาบเลื่อนมามองบุตรสาวที่ยืนเว้นระยะห่าง วันนี้หวังกุ้ยฮวาคล้ายแปลกไปเล็กน้อยแต่กลับบอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนแปลงที่ใด
“เสี่ยวฮวาเป็นักเรียนที่ดี ข้ามิได้ลำบากแต่อย่างใด ติดก็เพียงแค่ไม่ทราบว่าความรู้จะพอสอนหรือไม่”
“เช่นนั้นก็ดี” เสนาบดีผู้ควบตำแหน่งราชครูมีสีหน้าเปลี่ยนไปชั่วแวบหนึ่ง หลิวม่านน่าจะไม่ทันเห็น แต่หวังกุ้ยฮวาที่ยังไม่ละสายตาไปจากผู้เป็พ่อกลับมองได้ชัดเจน