ผ่านไปพักใหญ่ ขณะที่ผมละสายตาจากหน้าจอ สายตาก็เหลือบไปเห็นโฟร์ทกำลังเดินเข้ามาพอดี มือทั้งสองข้างหอบข้าวของเต็มไปหมด ดูท่าจะไม่มีช่องว่างให้เปิดประตูได้เลย
พี่ผู้ชายอีกคนที่มาด้วยก็ไม่ต่างกัน เขาแบกของพะรุงพะรังจนแทบจะมองไม่เห็นทางเดิน
ผมหันไปมองพี่ผู้หญิงที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เธอกำลังง่วนอยู่กับการชงเครื่องดื่มให้ลูกค้าอย่างไม่ว่างเว้น
ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินไปที่ประตู แล้วเอื้อมมือเปิดให้พวกเขาเข้ามา
โฟร์ทยิ้มอย่างเกรงใจแล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า “ขอบคุณค่ะ” ก่อนจะเดินเข้าไปหลังร้านพร้อมกับพี่ผู้ชายที่หอบข้าวของเต็มมือ
ผมมองตามอยู่สักพัก แล้วหันกลับมาที่โต๊ะของตัวเองอีกครั้ง ไม่นานนัก โฟร์ทก็เดินกลับออกมา เธอทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าผมอย่างเหนื่อยล้า
“เหนื่อยมาก” เธอพูดพลางหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาซับเหงื่อที่ข้างแก้ม ผมยิ้มให้เธอเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร
ทันใดนั้น โฟร์ทเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “วันนี้นายจะกลับตอนไหนเหรอ”
ผมหันไปมองนาฬิกา แล้วตอบตามตารางงานที่จำได้ขึ้นใจ “ถ้าตามตารางงาน ก็ประมาณสี่โมงครึ่ง”
เธอพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนลังเล “แล้ว...นายจะได้ไปไหนต่อหรือเปล่า หลังเลิกงานแล้ว”
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าผสมความสงสัย “ก็ไม่นะ ทำไมเหรอ”
โฟร์ทเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “พอดีอยากให้ช่วยขนของหน่อย จะได้ไหม เดี๋ยวฉันให้ค่าเสียเวลา”
ผมหันไปมองเธอ สีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มออกมา “ได้สิครับ แต่ขนของแบบไหนเหรอครับ ถึงต้องให้ผมช่วย”
เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วตอบ “ฉันเช่าห้องพักใหม่น่ะ เลยอยากให้ช่วยขนของไปไว้ห้องพักใหม่” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “พอดีวันนี้พี่ที่ร้านไม่ว่างแล้ว แต่ฉันก็เตรียมของไว้หมดแล้ว อีกทั้งฉันก็ทำเรื่องย้ายวันนี้ไว้แล้วด้วย…”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วเสริมขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกได้ “อ้อ!...ลืมถามเลยว่านายมีรถไหม”
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง พลางคิดในใจ ถ้าให้ขนของคนเดียวก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะผมมีสกิลคลาวด์ที่ช่วยให้ทุกอย่างเบาเหมือนปุยนุ่น แต่ทว่าก็คงใช้สกิลนั้นต่อหน้าเธอไม่ได้ ถ้าแบบนั้นก็คงต้องใช้รถกระบะ
ผมหันไปมองเธอแล้วยิ้มบาง ๆ “มีอยู่แล้วครับ”
“คงไม่ใช่รถของโรงพยาบาลหรอกนะคะ” เธอหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงทีเล่นทีจริง แววตาแฝงความขี้เล่น
“ไม่ครับ ๆ” ผมตอบพร้อมรอยยิ้ม
ทันทีที่ผมพูดจบ เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ทีแรกฉันกะว่าจะจ้างรถขนของแล้ว เพราะเกรงใจนาย อีกอย่างเราก็เพิ่งรู้จักกัน...แต่ก็อยากลองถามดู”
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง มองเธออย่างเข้าใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงนะ” เธอพูดพลางยกมือถือขึ้นมากดอะไรบางอย่าง แล้วหันหน้าจอมาให้ผมดู
“ฉันขอไลน์นายไว้หน่อยสิ จะได้ส่งที่อยู่ให้”
ผมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาแสกนคิวอาร์โค้ด เพิ่มเธอเป็นเพื่อน
หลังจากเพิ่มไลน์กันเรียบร้อย เธอก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ปกติฉันจะเลิกงานประมาณสองทุ่ม แต่วันนี้จะกลับเร็วหน่อย…จะได้กลับไปขนของ”
เวลาผ่านไปราวกับโกหก...ตอนนี้เข็มนาฬิกาชี้ที่ 16.40 น.
รถของผมจอดนิ่งอยู่ตรงทางเข้าของโรงพยาบาล แดดบ่ายคล้อยทอดเงายาวลงบนพื้นคอนกรีต เสียงเครื่องยนต์รอบข้างยังคงดังแผ่ว ๆ
อีกไม่นานนัก ผอ. ก็คงจะออกมา เมื่อสิบนาทีที่แล้ว เลขาของเขาโทรมาบอกให้ผมเตรียมตัวไว้ให้พร้อม
ผมนั่งอยู่หลังพวงมาลัย สายตาเหลือบมองประตูทางเข้าเป็นระยะ ไม่กี่นาทีต่อมา เลขาของ ผอ. ก็เดินออกมาจากอาคาร มือถือเอกสารแน่นเหมือนทุกครั้ง
ผมรีบลงจากรถ เดินไปเปิดประตูไว้รออย่างคล่องแคล่ว
หลังจาก ผอ. และเลขาของเขาขึ้นรถเรียบร้อย ผมก็กลับมานั่งหลังพวงมาลัยอีกครั้ง แล้วขับออกจากโรงพยาบาลทันที มุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลสาขาใหญ่
ผมเหลือบมองกระจกมองหลังเป็นระยะ เห็นสีหน้าของ ผอ. ที่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเขาเหม่อลอยไปยังทิวทัศน์ข้างทาง ราวกับกำลังทบทวนอะไรบางอย่างในใจ
ระหว่างนั้น เสียงสนทนาเบา ๆ ระหว่างเขากับเลขาก็แว่วมาให้ได้ยิน ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่คำพูดบางประโยคก็เล็ดลอดเข้ามา
นั่นเองที่ทำให้ผมเข้าใจว่าเหตุใดวันนี้ผมถึงต้องออกจากโรงพยาบาลก่อนกำหนดในตอนเที่ยง
เพราะมีผู้ป่วยวีไอพีที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดโดยฝีมือของ ผอ. เอง
สามสิบนาทีต่อมา รถของผมก็เคลื่อนเข้าโรงพยาบาลบางกอกวิทยาสาขาใหญ่ แสงแดดยามเย็นทอดผ่านกระจกหน้ารถเป็นริ้วบาง ๆ
ผมค่อย ๆ ขับไปจอดที่ทางเข้าอาคารก่อนที่ ผอ. และเลขาของเขาจะเปิดประตูลงไปโดยไม่พูดอะไรมาก
ผมมองตามพวกเขาเดินเข้าอาคาร แล้วถอนหายใจเบา ๆ ในที่สุด...งานวันนี้ก็จบลง
เหลือแค่ตรวจสภาพรถ เขียนรายงาน แล้วนำส่งที่ห้องธุรการเท่านั้น
ผมทำทุกอย่างเสร็จภายในยี่สิบนาที เหลือเพียงแค่การส่งรายงานประจำวัน ผมเดินเข้าตัวอาคารสำนักงาน เสียงฝีเท้าดังสะท้อนเบา ๆ ไปตามทางเดินยาวที่ทอดไปข้างหน้า
ตอนนี้ก็ห้าโมงกว่าแล้ว พนักงานบางคนเริ่มทยอยเดินออกจากอาคาร บางห้องทำงานปิดไฟไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแสงสลัวจากโถงทางเดิน
ผมเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงหน้าห้องธุรการ ก่อนจะเอื้อมมือเปิดประตูเข้าไป
ในห้องธุรการเหลือคนเพียงไม่กี่คน แสงไฟสีขาวนวลส่องลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสาร
หนึ่งในนั้นคือเฟื้องฟ้า เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะแรก ใกล้ประตูที่สุด โต๊ะของเธอเต็มไปด้วยแฟ้มและกระดาษกองพะเนินจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างให้วางแก้วน้ำ
ผมเดินตรงไปที่ตู้ส่งรายงานประจำวันของแผนกขนส่ง สอดเอกสารเข้าไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับ
สายตาเหลือบไปเห็นเฟื้องฟ้ายังคงก้มหน้าทำงานอย่างตั้งใจ นิ้วมือขยับพลิกเอกสารไปมาอย่างรวดเร็ว
ผมหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง ลังเลว่าจะทักทายดีไหม
เธอดูงานยุ่งมาก แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม เธอก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “เอ้า...คุณวายุ คุณมาตอนไหนเหรอคะ”
ผมเดินเข้าไปใกล้โต๊ะของเธอ ยิ้มบาง ๆ พลางตอบ “ผมเพิ่งมาเมื่อกี้เลยครับ มาส่งรายงานประจำวัน”
เธอพยักหน้าเบา ๆ แล้วสบตาผมเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเกรงใจ “รีบไปไหนไหม ช่วยพี่สักแป๊บได้ไหม”
“ได้สิครับ ให้ผมช่วยอะไรเหรอครับ” ผมตอบกลับทันที
เธอชี้นิ้วไปทางเครื่องถ่ายเอกสารที่อยู่มุมห้อง “ช่วยหยิบเอกสารจากเครื่องถ่ายเอกสารตรงนั้นให้พี่หน่อยได้ไหม”
ผมพยักหน้าแล้วเดินไปตามที่เธอบอก เสียงเครื่องถ่ายเอกสารยังคงทำงานอยู่เบา ๆ ขณะที่ผมหยิบเอกสารออกมา จากนั้นผมก็นำเอกสารกลับไปให้เธอ
เฟื้องฟ้ารับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าเกรงใจ “ขอโทษนะ ที่พี่ให้ช่วยงาน แต่พี่ก็กลัวไม่ทัน”
เธอพูดพลางยื่นเอกสารอีกชุดให้ผม พร้อมกับคำสั่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตามมาไม่ขาดสาย
ผมไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยสักนิด กลับรู้สึกเต็มใจจะช่วยเธออย่างเต็มที่
เธอบอกกับผมว่าเอกสารที่ทำไปก่อนหน้านี้ผิดหมด ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น น้ำเสียงของเธอแฝงความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังพยายามควบคุมมันไว้
เราสองคนง่วนอยู่กับงานอยู่นาน โดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องเมื่อเช้าเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไป พนักงานในห้องธุรการทยอยกันกลับจนหมด เหลือเพียงผมกับเฟื้องฟ้าในห้องที่เริ่มเงียบลงเรื่อย ๆ