Chapter10
การเรียนหนังสือผ่านไปอย่างราบรื่น หรืออย่างน้อยไมเคิลก็คิดอย่างนั้น เเม้ความจริงสมาธิจะเผลอหลุดไปกับพฤติกรรมที่สบายเกินเหตุของอิกซ์
เ้านกฟีนิกซ์ในคราบลูกเจี๊ยบตัวกลมไม่รู้กาลเทศะแต่ก็ทำไปเพราะไม่มีคนเห็นมันนั้นแหละ
“เฮ้! นายนั่งให้ดีหรืออยู่ให้มันนิ่งๆไม่ได้รึไง”ไมเคิลส่งโทรจิตไปหาอิกซ์ทันทีที่เลิกคาบเพราะวันนี้มีเรียนที่ห้องทั้งวันจึงไม่ต้องลุกออกไปไหนเเถมกระติกน้ำหรือของจำเป็ก็อยู่ใกล้ตัวหมด เลยไม่ต้องเสียเวลาเดินออกไปไหนอีกรอบๆของเขามีนักเรียนอยู่หลายคนที่กำลังอ่านหนังสือ ไม่ก็จับกลุ่มนั่งคุยกันซึ่งส่วนใหญ่จะจับกลุ่มคุยกันเสียมากกว่า ส่วนที่เคน ฮามัวร์ เเละ ฮาเวียร์ไม่ได้มาหาเขาเหมือนตอนนั้นก็เพราะเคนกำลังนั่งเคลียร์งานที่ค้างเป็ตั้งส่วนฮามัวร์เเละฮาเวียร์ไปเข้าห้องน้ำ อีกไม่นานก็คงจะกลับมา
"หนวกหูน่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย"
"ผิดผิดตั้งเเต่นายมานั่งตีพุงถามหาของกินในตอนที่ฉันเรียนอยูู่เเล้วล่ะ"
"ก็เราหิวนี่นาเ้ารู้ไหมว่าเราไม่ได้กินอะไรมาเป็วันเเล้วน่ะเเถมยังใช้พลังเวทไปเยอะขนาดนั้นอีก เราเป็ฟีนิกซ์น่ะ ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่สังเคราะห์เเสงได้"อิกซ์บ่นอุบอิบเเต่กลับไม่ได้เถียงอะไรเื่ที่มันนอนเเผ่พุงตอนที่ไมเคิลนั่งเรียนอยู่ซึ่งก็เพราะว่ามันเป็เื่จริง
ไมเคิลมารู้ที่หลังว่าการที่อิกซ์ไม่กลับไปเป็สร้อยบ่อยๆ ก็เพราะว่าในมันเเทบไม่มีอะไรเลยเเถมน่าเบื่อด้วยถึงเเม้จะสร้างอะไรก็ได้ในมิตินั้นได้ก็ตามที
"เอาน่าเดี๋ยวพักเที่ยงจะหาอะไรให้กินเเล้วกัน" ไมเคิลถอนหายใจตอบไปคิดถูกเเล้วสินะที่เขาไม่คิดจะเลี้ยงสัตว์อะไร
"ว่าเเต่ นายกินอะไรเป็อาหารล่ะอาหารเม็ดงั้นเหรอ"
"อาหารเม็ดอะไรเล่าเราคือฟีนิกซ์ผู้สูงศักดิ์นะ!!จะไปกินอาหารของพวกสัตว์อย่างหมาหรือเเมวได้ยังไงกัน?"
เหมือนอิกซ์จะหงุดหงิดขึ้นมาที่โดนดูถูกจึงะโขึ้นไปจิกผมของไมเคิลอีกครั้ง
"ครับๆคุณฟีนิกซ์ผู้สูงศักดิ์" ไมเคิลพูดล้อเลียนเเกมรำคาญเเล้วจึงหยิบเ้าอิกซ์ลงมาจากหัว ถึงมันจะดิ้น เเต่คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้มันหลุดมือเเน่นอน
ไมเคิลวางลงก่อนจะเงยหน้ามองนักเรียนที่เริ่มกลับมาจากการออกไปนอกห้องเรียนเเละเริ่มเข้ามานั่งที่กันเมื่อสิ้นเสียงบ่นของอิกซ์ที่ส่งผ่านเข้ามาในโทรจิตเขาจึงโทรจิตตอบกลับว่าให้ใช้คาถาพรางตาเเละเสียง
อันที่จริง ไมเคิลอยากจะให้อิกซ์ใช้คาถานี้ตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำเเต่เนื่องจากกลัวว่าความจะเเตกโดยไม่จำเป็เลยไม่ได้ทำลงไป
"สรุปว่านายกินอะไรก็ได้สินะเพราะเป็ฟีนิกซ์ที่สูงสุดเอ้ย...สูงศักดิ์"
"ใช่เเล้ว"อิกซ์พยักหน้าพูดอย่างภูมิใจ
"งั้นนายก็ต้องกินอาหารเม็ดได้สิเดี๋ยวนี้อาหารเม็ดก็มีรสชาติเยอะนะ บาร์บีคิว รสไก่ขนาดรสชาติที่เหมือนอาหารคนยังมีเลย นายอาจจะเหมาะกับอาหารเม็ดสำหรับนกก็ได้"
เมื่อไมเคิลเเซวจบเขาก็โดนบ่นชุดใหญ่ด้วยเสียงเเหลมๆของเ้านกนั่น
หากสรุปหลังจากที่ไมเคิลนั้นปรามอิกซ์จนมันหยุดบ่นได้เเล้วเกี่ยวกับเื่ของอาหารการกินเเละการใช้ชีวิตก็จะพบว่าส่วนใหญ่นั้นเเทบจะไม่ต่างอะไรกับของคนเลยต่างกันเเค่เพียงปริมาณเเละขนาดสิ่งของเท่านั้น
อิกซ์บอกว่า ก่อนที่เขาจะมาที่นี่นั้นปกติจะกินพวกผลไม้ไม่ก็เนื้อสัตว์ หากเป็่เทศกาลก็จะได้กินอาหารที่ปรุงรสอย่างปรานีตนานๆครั้งก็จะได้กินอาหารที่ปรุงรสมาอย่างดีซึ่งถ้าเทียบกับฟีนิกซ์ทั่วไปที่กินเฉพาะผลไม้เเละเนื้อสัตว์ที่ผ่านไฟให้สุกนานๆครั้งเเล้ว ก็ค่อนข้างหรูหรามากเลยทีเดียว
ดังนั้น อาหารเที่ยงสำหรับอิกซ์ในวันนี้ก็คือ...
เเซนด์วิชเเฮมชีสสอดใส้ผักกาดหอมเเละซอสมะเขือเทศจำนวนครึ่งเเถวซึ่งขายในราคาที่จับต้องได้เเละปริมาณน่าจะพออิ่มสำหรับนกตัวน้อยๆนั่นเอง
ในตอนนี้ก็เป็เวลาพักเที่ยงเเล้วไมเคิลอยู่ในสหกรณ์ โดยมีอิกซ์บินวนเวียนอยู่รอบๆเขากำลังมองของกินที่วางอยู่ละลานตาอย่างตื่นเต้นด้วยสายตาที่ลุกวาวเเต่ก็เเน่นอนอยู่เเล้วว่าไมเคิลไม่มีทางที่จะเเพ้ลูกตื๊อของอิกซ์ที่พยายามทำตาใสปิ๊งชี้นิ้วขอของกินไปทั่ว เพราะหากไมเคิลซื้อให้มันคงจะได้ของกินมากกว่านี้เเน่ๆ เผลอๆอาจจะเต็มไม้เต็มมือไปหมด
"เเล้วนี่เ้าจะไปไหนกัน"
"กินข้าวเที่ยงไง"
ไมเคิลตอบสั้นๆเเล้วเดินออกจากสหกรณ์โชคดีที่เขามาเร็วกว่า่เเออัด เพราะเมื่อออกมาจากสหกรณ์ได้ไม่นานนักเเละยังไม่ออกจากเขตโรงอาหารเสียด้วยซ้ำ ก็มีหมู่มวลนักเรียนที่ไม่อยากกินข้าวโรงอาหารเเต่ก็ไม่อยากหิวตอนคาบบ่ายมารุมซื้อของว่างในสหกรณ์
"ก็โรงอาหารอยู่นี่ไม่ใช่รึอย่ามาหลอกเราเสียให้ยาก เ้าไม่กินข้าวรึไง"
“กินสิเเต่ไม่ได้กินในนี้ คนเยอะจะตายไป”
“เเล้วเ้าจะไปกินที่ไหนล่ะเราหิวเเล้วนะ”
อิกซ์พูดเเล้วยื่นถุงเเซนด์วิซให้ไมเคิลเเกะซึ่งไมเคิลก็เเกะให้ ก่อนจะเดินไปยังร้านขายอาหารเที่ยงร้านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆกับที่ที่เขาอยู่เมื่อครู่นี้
ไมเคิลตรงเข้าไปหาคุณป้าวัยกลางคน ซึ่งนั่งอยู่ในร้านอาหารโดยมีฉากกั้นกึ่งๆเคาท์เตอร์วางเอาไว้ก่อนจะมองอาหารกล่องหลากหลายเมนูซึ่งวางเรียงรายไว้หลังม่านกั้นใสๆข้างๆมีของทานเล่นนิดหน่อยวางไว้อยู่
“เอ่อ เอาอันนี้ครับ”
ไมเคิลชี้ไปยังกล่องที่บรรจุมักกะโรนีไวท์ซอสพร้อมกับยื่นเงินให้ป้าเขาเห็นดังนั้นก็ยิ้มให้อย่างอารมณ์ดีเเล้วจึงรับเงินมาพร้อมกับหยิบกล่องมักกะโรนีให้กับไมเคิลพร้อมเงินทอน
เมื่อการซื้อขายเสร็จสิ้นไมเคิลก็เดินออกมาจากโรงอาหารโดยไม่ฟังเสียงของอิกซ์ที่คอยบ่นเรื่อยเปื่อยอย่างที่มันทำเป็ประจำซึ่งเสียงบ่นอุบอิบว่าด้วยเื่ไม่เป็เื่ก็ค่อยๆเงียบไป
ไมเคิลเดินตรงมาถึงลานกว้างบริเวณชั้นดาดฟ้า
ดาดฟ้าไฮสคูลที่ไมเคิลกำลังยืนอยู่นั้นเป็ดาดฟ้ากึ่งสวน เเม้ตัวโรงเรียนจะไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเเละมีพื้นที่เหลือมากมายเเต่ผอ.ของโรงเรียนเเละสถาปนิกที่สร้างโรงเรียนก็ยังยืนยันที่จะสร้างสวนหย่อมเล็กๆเอาไว้บนชั้นดาดฟ้าของโรงเรียนซึ่งเเน่นอนว่าผอ.รุ่นก่อตั้งโรงเรียนเเละสถาปนิกนั้นคิดถูกเป็อย่างมาก เพราะนักเรียนทุกรุ่นต่างพึงพอใจกับดาดฟ้าของที่นี่
เเน่นอนว่าเื่เหล่านี้เคนเล่าให้ฟังจากการฟังต่อๆกันมาเพราะเื่เเบบนีมันคงไม่อยู่ในหนังสือ
ต้นไม้สีเขียวที่ร่มรื่นดอกไม้ที่ถูกปลูกเป็รั้วเตี้ยๆเเซมอยู่ทั่วสวนเพิ่มความสบายตา ทั้งเเดนดิไลออนไลเเลค กระทั่งทิวลิป ถึงจะมีไม่มากเเต่ก็เป็หนึ่งในสถานที่ยอดฮิตในเื่ของความโรเเมนติกของโรงเรียนเลยเชียวซึ่งไมเคิลไม่ได้มาทำอะไรเเบบนั้นเเน่ๆ
อันที่จริงเเล้วนอกจากเป็สถานที่ยอดฮิตเื่ความ โรเเมนติกของนักเรียนชายหญิง ก็เป็สถานที่ที่บอกต่อกันอย่างลับๆ(ซึ่งถ้ามาถึงไมเคิลก็ไม่น่าจะลับเเล้วขนาดหลายคนยังบอกว่าเขาน่ะเป็คนตกข่าวของจริง) ว่าสถานที่แห่งนี้เป็ตำเเหน่งที่ดีในการกินข้าวเที่ยงของโรงเรียนให้ได้รสชาติมากขึ้นไปอีก
เนื่องจากไม่มีกฏห้ามดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการเอาขึ้นไปกิน ถึงอาจจะต้องเอากระเป๋ามาใส่กล่องข้าวแอบๆไว้ เพราะถึงจะไม่มีกฏห้ามกินอะไรบนชั้นดาดฟ้าเเต่ก็มีกฏว่าห้ามเอาของกินมาบริเวณทางเดินเเละอาคารเรียนกฏมันดูขัดเเย้งกันนิดหน่อย เเต่ก็ไม่มีใครทักท้วง
เพราะอย่างนั้นจากสีหน้าหงุดหงิดเเบบเด็กๆของอิกซ์จึงเเปรเปลี่ยนกลายเป็เเววตาตื่นเต้นทันทีเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีเสียอีก ยังไม่ทันจะทำอะไร อิกซ์ก็บินไปนอนเล่นบนใบไม้นู้นใบไม้นี่อย่างสนุกสนานพร้อมขนมปังของตนที่เคี้ยวหยับๆโดยไม่สนตำเเหน่งฟีนิกซ์ผู้ปราดเปรื่องซึ่งอวดเบ่งมาตั้งเเต่เจอหน้ากัน
"เอาล่ะๆรีบกินเเล้วกัน ที่นี่คงเลิกบ่นได้เเล้วนะ"
ไมเคิลพูดพร้อมเปิดฝากล่องไอน้ำพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นไวท์ซอสเเละเเฮมรมควันซึ่งถูกเคี่ยวให้เข้ากันอย่างเข้มข้นเขาไม่รอช้า รีบใช้ส้อมจิ้มตัวมักกะโรนีเข้าปากก่อนจะยิ้มปริ่มด้วยความอิ่มเอม
ไมเคิลนั่งตรงม้านั่งตรงริมของชั้นดาดฟ้าซึ่งเป็ทำเลที่ไมเคิลมักจะมากินข้าวเที่ยงนานๆครั้งเขาไม่ได้ขึ้นมายังดาดฟ้าทุกวันเพราะค่อนข้างใช้เวลานานในการเดินมาเเละระยะทางก็ค่อนข้างไกลจากปีกห้องเรียนด้วย ซึ่งเหตุผลที่เเม้ที่นี่จะดีเเค่ไหนเเต่ก็มีคนไม่เยอะเท่าโรงอาหารก็เพราะเหตุนี้
ทั้งคู่กินอาหารของตัวเองจนอิ่มพอกินเสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับไปยังห้องเรียนเเต่ยังไม่ทันที่ไมเคิลจะได้ทำอะไรหรือเอาบันทึกขึ้นมาอ่านอย่างที่เคยทำทุกเที่ยงเสียงกริ่งหมดเวลาพักเที่ยงก็ดังขึ้น
"โธ่เพราะนายเลยอิกซ์"
"เราทำไมรึ??"
"ก็ปกติเวลาที่เอาไปเถียงนายฉันจะเอามาฝึกเวทมนตร์น่ะสิ"
ไมเคิลกล่าวอย่างเสียดายเเล้วเตรียมอุปกรณ์การเรียนเตรียมไปห้องเเล็ปเพราะคาบต่อไปมีเรียนทดลองเลยต้องไปยังตึกปีกภาควิชาปฏิบัติซึ่งเรียกง่ายๆก็คือตึกที่เป็ทางผ่านไปสนามหญ้าเมื่อตอนนั้นนั้นเอง
"มีเราเเล้วจะยังฝึกทำไมกัน"
"เพราะฉันอยากพึ่งตัวเองยังไงล่ะคงเเปลกนะถ้าสมมติเกิดเื่อะไรขึ้นจริงๆเเล้วชั้นโดนเล่นงานเพราะกลายเป็จุดอ่อนทั้งที่อัญเชิญ ไม่สิ ทั้งที่เป็ผู้ผูกพันธะกับนาย"
"เ้าจริงจังกว่าที่คิดนะเเต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ชอบความทะเยอทะยานอะไรเเบบนั้นหรอก" อิกซ์พูดเเล้วะโกลับไปบนบ่าไมเคิลที่กำลังดินออกจากห้องเรียนพร้อมกับกระเป๋าดินสอเเละไอเเพด
"งั้นเราจะเมตตาสอนเ้าเองเ้ารู้ความสามารถของข้าดีนี่ ใช่ไหม"
ไมเคิลเงยหน้ามองอิกซ์อย่างฉงนสงสัยเล็กน้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น
"นายจะสอนขนมปังใส่สารอะไรเเปลกๆรึเปล่าเนี่ย ไม่ใช่มันเป็บุณคุณต่อนายอะไรเเบบนั้นหรอกนะ"
"จะบ้ารึไงเื่เเค่นั้นไม่มีทางที่เราจะคิดว่ามันเป็บุญคุณได้หรอกนะข้าเเค่ชอบบุคคลเปี่ยมล้นด้วยความทะเยอะทะยานของเ้าก็เท่านั้น"
"ถึงจะไม่ค่อยชอบใจที่ลูกเจี๊ยบอย่างนายมายกตนข่มจะสอนคนอื่นก็เถอะเเต่ก็ขอบใจเเล้วกัน"
เพราะประโยคสุดท้ายของไมเคิลทำให้อิกซ์ไม่ได้เถียงหรือบ่นอะไรกลับไปท่าทีของมันดูเคอะเขินอยู่บ้าง ซึ่งไมเคิลก็ไม่ได้เเซวหรือทักอะไรออกไป
เวลาผ่านไปจนมาถึง่บ่ายเเก่ใกล้เย็นซึ่งเป็เวลาที่ไมเคิลนั้นรอคอยมาตั้งเเต่เรียนคาบบ่าย นั่นก็คือ
‘ข่วงเวลาฝึกซ้อมเวทมนตร์’
ชื่อที่เเค่ฟังก็รู้เเล้วว่าน่าตื่นเต้นขนาดไหนวันนี้ก็ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา มีบันทึกเล่มหนา มีไม้กายสิทธิ์
ไมเคิลตั้งท่าเตรียมจะร่ายคาถาเหมือนทุกครั้งเเต่ถ้าให้สังเกตุสิ่งที่ต่างกันเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า ก็คงเป็เ้านกฟีนิกซ์ที่ทำหน้าตาระรื่นเตรียมจะสอนเขาซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ขัดมันสไตล์ยุโรปของคุณปู่อย่างสบายอารมณ์
“เมื่อไหร่จะเริ่มสอนล่ะ”ไมเคิลถามด้วยความรำคาญนิดๆ เพราะผ่านมาสักพักเเล้วก็ไม่มีวี่เเววที่เ้านกนี่จะลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เเละเลิกทำท่าทางสบายใจเฉิบเสียที
"อะไรนะ อ๋อเราบอกว่าจะสอนนี่นะ"
"อย่าบอกนะว่านายลืมน่ะ"
"ก็ประมาณนั้นเราก็นึกว่าเ้าฝึกใช้คาถากลบเสียงเสียอีก เห็นเงียบอยู่ตั้งนาน" อิกซ์พูดอย่างทองไม่รู้ร้อน แล้วะโลงมาจากเก้าอี้ใช้ปีกเล็กๆของตัวเองบินตรงมาอยู่หน้าไมเคิล
“ตบตีกับลูกเจี๊ยบคงไม่ได้อะไร” เด็กหนุ่มพยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้ไม่ให้พลั้งมือเขาไปบีบเ้าลูกเจี๊ยบอ้วนตัวนั้นเเล้วฟาดเข้าสักทีสองที
ซึ่งหลังจากใช้เวลาสงบสติเเละข่มอารมณ์โกรธจนอารมณ์กลับมาเป็ปกติ จึงได้เริ่มฟังในสิ่งที่อิกซ์กำลังจะพูด
“เอาล่ะไหนเ้าลองร่ายคาถาทุกคาถาที่ทำได้มาซิ”
อิกซ์กล่าวพร้อมเสกสมุดจิ๋วเเละปากกาขนนกที่ขนาดเท่ากับตัวของมันขึ้นมาเนื่องจากไมเคิลไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธสีหน้าจริงจังของอิกซ์ตนจึงกำไม้กายสิทธิ์เเน่น เเล้วเริ่มร่ายคาถาธาตุทั้งสี่ออกมา
ใช้การััพลังเวทเเละการฝึกลมหายใจต่อเมื่อร่ายเสร็จเเละเมื่อร่ายจบก็ร่ายคาถาต่ออีกประมาณสามถึงสี่คาถาง่ายๆ
เช่นคาถาเรียกเเสงหรือะเิที่พลังทำลายน้อยยิ่งกว่าเเมลงตดจบด้วยคาถาเรียกน้ำเเข็งที่จุดประสงค์ของมันคือไว้ใช้โจมตีเเต่ด้วยพลังในตอนนี้ทำได้แค่น้ำแข็งผสมให้น้ำดื่มเย็นเท่านั้น
พอร่ายจบ อิกซ์ก็เขียนยุกยิกอยู่สักพักด้วยปีกเล็กๆที่กำลังจับปากกาขนนกเเบบไม่ต้องจุ่มหมึกของมัน ก่อนจะใช้เวทมนตร์ขยายกระดาษนั้นเเล้วพลิกมันให้ไมเคิลเห็น
“เห็นเเล้วใช่ไหม”
“ก็เห็นอยู่หรอกเเต่นายเล่นเขียนด้วยภาษาอะไรก็ไม่รู้ฉันจะอ่านได้ยังไงเล่า ถึงมาเป็ตาราง เป็กราฟเหมือนกับเอกสารรายงานผลการวิจัยอะไรทำนองนั้นก็อ่านไม่ออกอยู่ดีนั่นเเหละ”
“เราลืมน่ะ โทษที”อิกซ์กล่าวเเล้วพลิกกระดาษด้วยเวทมนตร์อีกครั้งฉายเเสงสีส้มผ่านกระดาษเเล้วพลิกให้ไมเคิลนั้นดู ตอนนี้เป็ภาษาที่เข้าใจเเล้ว
ไมเคิลเลยจ้องไปที่กระดาษเเล้ว อ่านโดยมีอิกซ์ที่อธิบายอยู่ข้างๆเกี่ยวกับผลการสังเกตทักษะเเละประสิทธิภาพการใช้เวทมนตร์ของเขา
“เราจะสรุปให้เเล้วกันสิ่งที่เราสังเกตจากเ้ามีหลายเื่ที่เราอยากจะบอก เราสังเกตุเกี่ยวกับความเร็วในการร่ายประสิทธิภาพของมัน เเละความรู้ความเข้าใจของตัวผู้วิเศษเองซึ่งเราอ้างอิงมาจากการทดลองความสามารถของเผ่าฟีนิกซ์เเต่เราจะไม่เอามาตรฐานของฟีนิกซ์มาเทียบหรอก ไม่ต้องห่วง”
“ในส่วนของความเร็วในการร่ายอยู่ในเกณฑ์ปกติเเต่ปกติก็ใช่ว่าจะดีหรอก เราเห็นเ้ายังมีอาการชะงักตอนเวทมนตร์เเสดงผล นั้นเเปลว่าหากมีศัตรูเ้าจะเสียเวลาในจุดนั้นไปนอกนั้นก็เป็เคล็ดลับในการร่ายเเละองศาในการปล่อยพลังเวทช่วยให้ความเร็วของคาถานั้นมากขึ้น”อิกซ์อธิบายฉอดๆเเล้ว กลับไปนั่งตรงเก้าอี้ตามเดิมพูดต่อไปโดยไม่ได้สนใจไมเคิลที่ทำท่าเหมือนถูกเเทงใจดำอย่างเเรง
“ส่วนในเื่ของความรู้ความเข้าใจถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อย่างน้อยเ้าก็รู้เื่พื้นฐานน่ะนะส่วนเื่ปริมาณละอองเวทเมื่อเทียบกับคนอื่นๆเราจะขอเรียกว่ามากกว่ามาตรฐานนิดเดียวเเล้วกันเพราะดูจากปริมาณพลังเวทที่พร่องลงเกือบหมดหลังจากร่ายเเค่ไม่ถึงสิบห้าคาถาเเล้วมันค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ออกมาจากการร่ายล่ะนะเเล้วมันก็เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพ มันน้อยเสียยิ่งกว่าอะไรดีเลยเ้าคงไม่ได้จะใช้เวทพวกนั้นไปโจมตีศัตรูที่เป็ผู้วิเศษหรอกนะ อายเขาตายเหมือนเอาเม็ดทรายไปตีอลูมิเนียมน่ะ”
คำวิจารณ์อันเผ็ดร้อนของอิกซ์โดนเต็มๆทุกดอกเเทงใจดำไมเคิลจนไม่มีเเรงจะเถียง
“เเล้วฉันต้องทำยังไงล่ะ”ไมเคิลพูดด้วยเเววตาหมดหวังเล็กน้อยการที่เขาฝึกฝนมาหลายสัปดาห์นั้นไม่มีประโยชน์เลยเหรอเเล้วเมื่อไหร่เขาจะสามารถทำตามเป้าหมายที่ให้เอาไว้ตั้งเเต่ยังเด็กได้ล่ะ
ในระหว่างที่ไมเคิลพึมพำอยู่กับตัวเองอย่างเศร้าสร้อยอิกซ์ก็พูดต่อ
“จากผลการสังเกตุนะก็พูดได้ไม่เต็มปากว่ามันดีหรือเเย่ คิดซะว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานเเล้วกันเเล้วก็อย่าเศร้าไปเลยน่า มีเราอยู่ทั้งคน อีกอย่าง ถ้าเ้ายังอยู่เเค่ในระดับมาตรฐานก็เเสดงว่ายังมีทางให้ไปต่อได้อีก”
ไมเคิลเงยหน้าจากคำกล่าวของอิกซ์
จริงสิการที่เรายังเก่งไม่พอสำหรับตอนนี้ ไม่ใช่ว่าในอนาคตเราจะไม่เก่งขึ้นใช่ว่าหลายเดือนที่ผ่านมาจะไร้ความหมายเสียหน่อย
พอคิดได้ดังนั้น ไมเคิลก็ยิ้มจางๆออกมา
“นายเองก็พูดอะไรดีๆเป็เหมือนกันนี่”
“เเหงอยู่เเล้วเราเป็ใครล่ะ หยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมา เราจะฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นให้เ้าเลยล่ะเเล้วเ้าจะใช้เวทมนตร์ได้เเข็งเเกร่งขึ้นเเน่นอนนับจากวันนี้ไป”
ไมเคิลหยักหน้ารับมือเปิดบันทึกไปหน้าการร่ายคาถาเรียกธาตุทั้งสี่ตามที่อิกซ์บอกเป็เวลาเดียวกับที่มันบินลงมาจากเก้าอี้เเละย้ายตัวเองไปบนบ่าของไมเคิลอีกครั้ง
อนึ่ง อิกซ์ไม่ได้บินไปบนบ่าเเต่ที่เเรกหากพูดให้ถูกก็คือบินไปบนหัวเเล้วโดนจับลงมา
“ไหนเราขอดูหน่อย”
“เอ้านี่จะให้ลองร่ายอีกครั้งหนึ่งไหมล่ะ”
“ไม่ต้องหรอก เ้าเอาเวลาไปฝึกลมหายใจให้คล่องเถอะจากที่เราเห็นเเค่สติหลุดหรือมีสิ่งรบกวนที่ค่อนข้างรุนเเรงเ้าก็จะถูกขัดเลยไม่ใช่รึไงเเบบนั้นน่ะอ่อนหัด”
“เเล้วมันต้องเเบบไหนเล่านายทำได้ดีกว่าฉันรึไง”
“ใช่สิตอนนี้เราก็ทำอยู่”
“เเต่ เเล้วออร่าล่ะ”
“เื่นั้นถ้าชำนาญพอกลบเพื่อซ่อนตัวตนมันไม่ใช่เื่ยากหรอก ดูนี้เเล้วกัน” พูดจบอิกซ์ก็ทำท่าเหมือนคลายบางสิ่งออกมา
ไมเคิลก็สังเกตุเห็นได้ถึงละอองเวทซึ่งกำลังไหลเข้าตัวของอิกซ์ไม่นานนักละอองนั้นก็หายไป ไม่ใช่การหายไปเเบบถูกขัดจังหวะ เเต่เลือนรางลงเรื่อยๆอิกซ์น่าจะเก็บซ่อนกระเเสการไหลเวียนเอาไว้เหมือนเดิมเเล้ว เห็นดังนั้นไมเคิลก็พยักหน้าเเละกลับไปนั่งสมาธิต่อเเต่โดยดี อิกซ์เปิดพลิกอ่านคาถาเล่มนั้นเเละอีกสองคาถาอย่างคร่ำเคร่งใช้เวลาประมาณสิบนาที อิกซ์ก็ะโเรียกไมเคิลให้หลุดจากภวังค์
“หืม มีอะไรนายทำฉันหลุดจากการฝึกลมหยใจเลยเนี่ย”
“ก็เราดูเสร็จเเล้วน่ะสิได้เวลาเเล้วล่ะ เราเริ่มเข้าใจเเนว ทางของบันทึกเล่มนี้เเล้ว”
“ถ้างั้นจะเริ่มเเล้วสินะ”ไมเคิลพยักหน้า เเล้วตั้งท่าร่ายคาถาทันที ปลายไม้ชี้ไปยังกลางห้องเพราะอิกซ์บอกให้เขาร่ายคาถาเรียกธาตุทั้งสี่สลับกันไปเรื่อยๆเลยไม่รู้ว่าต้องทำอะไรกันเเน่
ไมเคิลร่ายคาถาเเละสะบัดไม้กายสิทธิ์อย่างคล่องเเคล่วละอองเวทสีน้ำเงินถูกถ่ายโอนเาไปที่ไม้กายสิทธิ์ ปล่อยออกมาทางปลายไม้เกิดเป็วงเวทสีเขียวเข้ม
ทันใดนั้นลมกรรโชกเเรงก็พัดไปทางกลางห้องทันที อิคเลิกคิ้วเเต่ไมได้พูดอะไรเพราะอย่างนั้นไมเคิลจึงร่ายเวทอย่างต่อเนื่องโดยวนอยู่เเค่สี่ธาตุนั้นจนพลังเวทใกล้หมด อิคจึงเปิดปากออกมา
"หยุดก่อนๆข้าสรุปได้เเล้วล่ะ"
"สรุป? ฉันนึกว่านายลืมอีกเเล้วนะนี่"
"เราไม่ได้เป็คนเรื่อยเปื่อยเเบบนั้นสักหน่อยเวลาจริงจังเราก็ทำได้เหมือนกันล่ะน่า" อิกซ์โต้ตอบเเล้วจึงพูดอธิบายระหว่างนั้นไมเคิลก็นั่งฟื้นฟูพลังเวทของตัวเองด้วยการหายใจไปด้วย
"ดูจากการร่ายเเล้วเ้าคงจะมีความเข้ากันได้กับประเภทวารีสินะ"
"ความเข้ากันได้?"
"เ้าไม่ได้อ่านหรือไงเื่พื้นฐานที่สุดเเต่เ้ากลับไม่รู้เนี่ยนะ"
"ก็มีบ้างนั่นล่ะฉันก็ไม่ได้อยู่กับเื่นี้อย่างเดียวสักหน่อย" ไมเคิลพูด
อิกซ์จึงถอนหายใจออกมาเเล้วเริ่มอธิบายอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักเเต่นี่เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ ถึงอาจจะดูเจียมตัวเกินไปหน่อยเเต่เื่พวกนี้เขาเเทบจะไม่รู้อะไรเลย อย่างที่บอกเขาเริ่มใช้เวทมนตร์อย่างจริงจังก็ไม่นานมานี้นี่เอง
“การเข้ากันได้น่ะก็คือสิ่งที่ได้รับโดยธรรมชาติเเละเพิ่มประสิทธิภาพของเวทนอกเสียจากการฝึกฝนซึ่งวิธีการได้รับก็ขึ้นอยู่กับว่าเ้าใกล้ชิดกับพลังธาตุจากธรรมชาติธาตุใดก่อนที่จะปลุกพลังซึ่งวิธีดูง่ายๆก็ดูจากความรุนเเรงนี่เเหละ ถึงเ้าจะไม่สังเกตุเเต่ตอนที่พลังเวทใกล้หมดน่ะ พลังจากคาถาจะทำให้ประสิทธิภาพอ่อนลงเเต่คาถาเรียกวารีของเ้า ถึงจะไม่ได้รุนเเรง มากนักในตอนนี้ เเต่มันกลับไม่ลดทอนประสิทธิภาพของคาถาเเม้พลังเวทของเ้าจะใกล้หมดอย่างข้าก็มีความเข้ากันได้กับธาตุอัคคีเพราะเป็ฟีนิกซ์ไฟยังไงล่ะเเต่ก็ใช่ว่าความเข้ากันได้กับธาตุอะไรเเละจะเพิ่มประสิทธิภาพเเค่สิ่งนั้นหรอกนะอย่างข้าก็อัคคีกับอุกกาบาต โจมตีเป็หินที่ร้อนดั่งลาวา ของเ้าอาจจะเป็อะไรก็ได้น้ำเเข็ง หยดน้ำ เพราะคำว่าวารีไม่ได้มีเเค่น้ำอย่างเดียว”
อิกซ์อธิบายรวดเดียวจนจบ
“สรุปคือ?”
“สรุปก็คือเราวางเเผนการฝึกให้กับเ้าเเล้วอย่างไรล่ะเราไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์หรอกนะความเข้ากันได้ถือว่าค่อนข้างเป็ประโยชน์ ดังนั้นเราจึงจะฝึกให้เ้าเป็ผู้ใช้เวทน้ำเเต่ก็อยู่กับตัวของเ้าเองด้วยหากเพิ่มพลังเวทอีกนิดเ้าก็จะอยู่ในขั้นที่จำเป็ต้องต่อยอดเเละเลือกสายของผู้วิเศษเเล้ว”
“สายของผู้วิเศษผู้วิเศษนี่มีเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เยอะกว่าที่เ้าคิดเเล้วกันเพราะไม่ใช่เเค่โลกใบนี้ที่จะมีผู้วิเศษ สุดท้ายก็เเล้วเเต่ทางที่เ้าเลือกน่ะนะ”
ไมเคิลคิดอยู่สักพักเเละทบทวนในสิ่งที่อิกซ์ฟีนิกซ์ที่ตอนนี้เเม้ร่ากายจะคล้ายลูกเจี๊ยบเเต่กลับดูมีภูมิฐานอย่างบอกไม่ถูกซึ่งมันกำลังจ้องมองเขาพลางรอคำตอบที่ออกมา
ไมเคิลทวนคำเเละเื่ที่ได้เรียนรู้จากอิกซ์อยู่สักพักใหญ่จนสุดท้ายเเล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้น
“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดมาเริ่มฝึกกันอย่างจริงจังในสายที่นายบอกเเล้วกัน"
ไมเคิลตั้งท่าร่ายคาถาอีกครั้ง อิกซ์ยิ้มให้ด้วยความมั่นใจอย่างทุกครั้งเเล้วจึงพูดตอบหลังจากคืนบันทึกให้กับไมเคิลโดยการใช้เวทลอยมันไปวางบนมือของไมเคิล
"เอาล่ะถ้าเ้าพร้อมเเล้ว เริ่มร่ายคาถาเลย!"