วี๊ๆๆ
เสียงเ้ายุงก้นปล่องตัวน้อยบินฉวัดเฉวียนไปมาเพื่อหาอาหาร
หลังจากที่เป็ลูกน้ำอยู่นานหลายวัน วันนี้เป็วันแรกที่มันได้หลุดพ้นจากแอ่งน้ำเน่าๆ นี่เสียที
การผจญภัยครั้งใหม่ของยุงหนุ่มได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เ้ายุงน้อยบินไปมาอยู่พักใหญ่ และแล้วในที่สุดก็ได้เจออาหารอันแสนโอชะ
ก้นนั่นช่างขาวผ่องเนียนนุ่มเกินห้ามใจเหลือเกิน
ขณะเตรียมจะปักปากแหลมๆ ลงไปบนผิวเนียนๆ เพื่อสูบเืแสนหวานนั้นเอง
เป๊ะ!
การผจญภัยได้จบลงแล้ว
ร่างเ้ายุงน้อยบี้เเบนติดฝ่ามือของเด็กน้อยฆาตรกร ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ
ยังไม่ทันได้กินอาหารมื้อแรกด้วยซ้ำกลับต้องมาตายเสียก่อน
"ยุงเยอะเป็บ้า"
เฟรีสบ่นพร้อมกับเอามือเปื้อนซากยุงก้นปล่องเช็ดกับต้นไม้ข้างๆ
"เราคงปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นนอนตรงนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องหาวิธีออกไป"
ด้วยจำนวนยุงมหาศาลและอากาศที่ร้อนจนแทบสุก เฟรีสไม่คิดจะค้างคืนที่นี่แน่นอน
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็บังเอิญเหลือบไปเห็นโดรนสี่ใบพัดกากๆ กำลังนำสิ่งของจาก้ามาส่งพอดี
"คิดออกแล้ว น่าจะใช้ได้" เฟรีสดีใจจนเผลอพูดออกมา
หลังจากนั้นเด็กน้อยก็คิดคำนวณแผนการอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าพอใช้ได้แล้วก็รีบเดินเข้าไปหาโจนาธานที่กำลังดูแลเซซาเรียอยู่ทันที
'ลุงนั่นเป็ห่วงภรรยามาก น่าจะเปิดใจรับฟังได้มากกว่าใคร ต้องทำให้รู้ว่าไม่มีตัวเลือกอื่นแล้วนอกจากต้องเชื่อเรา' เฟรีสคิด
“คุณลุงชื่อโจนาธานใช่ไหมครับ?” เฟรีสแกล้งถามด้วยใบหน้าบ๊องแบ๊วไร้เดียงสา
“ใช่แล้วหนูน้อย ฉันดีใจมากที่เธอไม่เป็อะไร แต่หน้าซีดมาก ควรจะนอนพักสักหน่อยนะ” โจนาธานตอบและยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู
น่าแปลกที่เขารู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้แบบแปลกๆ ทั้งที่พึ่งเคยเจอหน้ากันแท้ๆ
“เข้าเื่ดีกว่า ผมมีวิธีดีๆ ที่จะพาภรรยาคุณขึ้นไปได้แล้ว แต่คุณต้องเชื่อใจผม” เฟรีสพูดกับโจนาธานด้วยสีหน้าจริงจัง
หลังจากได้ยินตำรวจหนุ่มก็มีสีหน้างุนงงอย่างปิดไม่มิด
พอตั้งสติได้ก็คิดว่าเด็กน้อยคงเป็ห่วงเซซาเรียมากจึงอยากจะช่วยบ้าง
แต่เขาก็เป็เพียงแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น
"เ้าหนู อย่าเป็ห่วงไปเล...."
โจนาธานกำลังจะเอ่ยปลอบ
ทว่า เ้าเด็กตรงหน้ากลับเอ่ยสวนออกมาเสียก่อน ราวกับรู้ทันว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“คุณไม่มีตัวเลือกอื่น ผมอยากให้คุณเชื่อใจและลองฟังก่อน” เฟรีสพูดด้วยท่าทางที่ดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัย ทำให้โจนาธานถึงกับชะงักกึก
"ว่ามาสิเ้าหนู"
ยังไงตอนนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นนอกจากรอเฮลิคอปเตอร์อยู่แล้ว ตำรวจหนุ่มจึงตัดสินใจลองฟังดู
“ผมสามารถดัดแปลงโดรนนั่นให้ยกเปลฉุกเฉินขึ้นไป้าได้” เฟรีสพูดด้วยน้ำเสียงเล็กๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“เธอทำได้จริ….”
“คุณไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ อยากให้เธอนอนอยู่ตรงนั้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดหรือไง? หรือจะลองเสี่ยงวิธีอื่นดูก็คิดเอานะ” เฟรีสรีบพูดสวนทันที
"คนพวกนั้นเองก็คงไม่มีวิธีอื่นด้วยเช่นกัน" เด็กน้อยพูดพร้อมกับชี้ไปที่ทีมอาสากู้ภัยซึ่งกำลังนั่งประชุมกันอยู่อยู่ด้วยสีหน้าหนักใจ
"เอาอย่างนี้ เธอลองไปบอกพวกเขาก่อนดีไหมว่าแก้ปัญหาได้” โจนาธานบอกกับเด็กน้อย
เพราะการจะหาโดรนหรืออุปกรณ์อะไรทั้งหลายก็ต้องพึ่งพาพวกทีมกู้ภัยทั้งนั้น
“พวกเขาไม่เชื่อหรอก คอยดูให้ดีล่ะ” พอพูดจบร่างเล็กๆ ก็เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าพวกทีมอาสากู้ภัย
“ทุกคน! ผมคิดวิธีพาพี่ผู้หญิงขึ้นไป้าได้แล้วครับ!”
เฟรีสพูดเสียงดังลั่น ทุกคนในที่ประชุมต่างก็หันหน้ามาที่เด็กน้อยเป็ทางเดียวกัน จากนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ และมองมาที่เขาด้วยแววตาสงสาร
“หนูน้อย ลุงมีช็อกโกแลตอร่อยๆ ติดมาด้วย ลองชิมดูหน่อยนะ เสร็จแล้วก็งีบซะหน่อยเถอะ” อาสากู้ภัยหัวล้านผู้ที่พาโจนาธานลงมาเอ่ยขึ้น
ถึงจะหน้าตาโหดร้ายราวกับปลาใต้ทะเลลึก แต่จริงๆ แล้วเขานั้นรักเด็กเป็ที่สุด
"ขอบคุณครับ แต่ผมไปนอนเองได้" เฟรีสยื่นมือไปรับช็อกโกแลตและรีบเดินหนีทันที เล่นเอาอาสากู้ภัยหัวโล้นถึงกับยืนทำหน้าเหวอ
เขาอดน้อยใจไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกพวกเด็กน้อยกลัว ซึ่งก็เข้าใจผิดไปไกล เพราะเฟรีสไม่ได้กลัวเลยสักนิด แต่เขาี้เีเสียเวลาต่างหาก
“เห็นแล้วสินะ"
เฟรีสพูดกับตำรวจหนุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับจะตำหนิว่าบอกแล้วก็ไม่เชื่อ
"เอาล่ะ อย่าเสียเวลาดีกว่า ก่อนอื่นเลยลุงกับผมต้องหาทางขึ้นไป้าให้ได้ เพราะเรา้าโดรนแบบนั้นเพิ่มอีก”
ถ้าเขายังอยู่ด้านล่างแบบนี้ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ถึงจะเป็อัจฉริยะ แต่ถ้าขาดวัสดุอุปกรณ์ก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน
หลังจากได้ยิน โจนาธานก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่ามันหมดหนทางแล้วจริงๆ เขาจึงตัดสินใจว่าจะยอมเสี่ยงดูสักครั้ง ถึงแม้ความหวังจะดูริบหรี่แค่ไหนก็จะต้องคว้ามันเอาไว้ก่อน
“ฉันคงบ้าไปแล้วแน่ๆ หวังว่าเธอจะทำได้จริงๆ นะ”
“ล้านเปอร์เซ็นต์และคุณไม่มีตัวเลือกอื่น” เฟรีสย้ำกับโจนาธานเป็ครั้ง 3 จากนั้นตำรวจหนุ่มกับเด็กน้อยก็สุมหัววางแผนกัน
สิบนาทีผ่านไป
“เ้าหนู ร้องไห้เร็วเข้า” จู่ๆ โจนาธานก็พูดโพล่งออกมา
"ห๊ะ" เฟรีสงุนงงวูบ
จู่ๆ ก็มาสั่งให้ร้องไห้ กังวลจนเป็บ้าไปแล้วหรือไง พอคิดจบก็มองไปที่โจนาธานด้วยแววตาสมเพชเวทนา
“เฮ้! อย่ามองแบบนั้น ฉันไม่ได้บ้า" โจนาธานพูดจบก็ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ
เวลาเขาเครียดก็จะเป็แบบนี้ทุกทีคือพูดไม่ค่อยรู้เื่
"แผนคือให้เธอแกล้งร้องไห้และโกหกว่าป่วย อืม...แต่อย่าป่วยมากไปจนปีนเขาไม่ได้ล่ะ หลังจากนั้นพวกเราจะอ้างว่าต้องรีบพาเธอไปโรงพยาบาล ว่าไง? แผนนี้เข้าท่าไหม?"
"ก็โอเคอยู่ แต่ผมร้องไห้ไม่ออกนี่สิ" เฟรีสตอบกลับด้วยใบหน้าเหยเก
เขาไม่ได้ร้องไห้มาั้แ่อายุ 10 ขวบ จนถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไป 350 ปีแล้ว และก็ยังไม่เคยมีน้ำตาร่วงลงมาสักหยด ถ้าไม่นับตอนจามกับหาวล่ะนะ
"เื่นี้ไม่มีปัญหา ฟาดตรงก้นไม่มีแผลหรอก รับรองได้เลยด้วยเกียรติของตำรวจ"
"..."
เกียรติตำรวจบ้านแกสิ เขายังไม่อยากก้นลายหรอกนะ
"หยุดเลย ผมแกล้งทำได้" เฟรีสรีบพูดสวนทันที ระหว่างที่ตำรวจเพี๊ยนนั่นกำลังจะหักก้านมะยม
หลังจากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว ทั้งสองก็ซุบซิบวางแผนเพิ่มเติมกันอยู่อีกพักใหญ่ จนในที่สุดเวลาก็ได้ล่วงเลยมาจนถึง 15.45 น
ในขณะที่พวกทีมกู้ภัยกำลังนั่งล้อมวงเตรียมจะทานอาหารว่างอยู่นั้นเอง ตำรวจหนุ่มก็สะกิดเด็กน้อยข้างๆ เบาๆ
“เอาล่ะ ตอนนี้แหละ นับ 3 นะ 3 2 1 เอาเลย"
แง๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!
เสียงเด็กร้องดังก้องไปทั่วทั้งหุบเหว จนพวกกู้ภัยบางคนถึงกับสะดุ้งเฮือกทำห่อขนมหล่น
แม้จะเสียงดังก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเ้าเด็กนั่นมันไม่มีน้ำตา ช่างเสเเสร้ง!
"คือ...เด็กคนนี้บอกว่าปวดท้องมากน่ะครับ เห็นว่าปัสสาวะเป็เืด้วย" โจนาธานรีบวิ่งมาบอกหัวหน้าทีมตามแผนที่ได้ตกลงกันไว้
เมื่อแพทย์อาสาที่อยู่ตรงนั้นได้ยิน เขาก็รีบเข้ามาดูอาการทันที
“เจ็บตรงนี้ใช่ไหม?” แพทย์อาสาถาม
“ไม่ครับ แต่เจ็บตรงด้านนี้” เนื่องจากมีความรู้เื่แพทย์อยู่ด้วย การโกหกของเฟรีสจึงสมจริงแบบสุดๆ ตำแหน่งที่เขาบอกนั้นตรงกับอาการไตฉีกพอดิบพอดี
“ปวดตรงนั้น...แล้วก็ฉี่เป็เื...แย่แล้ว! อาจจะไตฉีก คุณต้องนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลทันที" หลังจากตรวจเสร็จ แพทย์อาสาก็รีบะโบอกหัวหน้าทีมกู้ภัย
พอหัวหน้าทีมฯได้ยินก็ถึงกับกุมขมับ ความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก วันนี้มันวันอะไรกันทำไมมันซวยแบบนี้
"เราเคลื่อนย้ายเขาได้ไหมครับ" หัวหน้าทีมถามหมอ
"จริงๆ ก็ไม่อยากให้ขยับมาก แต่คงไม่มีตัวเลือกอื่น ผมแนะนำให้ผูกติดหลังและค่อยๆ ปีนขึ้นไป แล้วก็ต้องคอยระวังอย่าให้เด็กกระเทือนมาก" แพทย์อาสากล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
"ให้เด็กนั่นไปกับผมก็ได้ ยังไงก็ต้องขึ้นไปเอายาให้ภรรยาอยู่แล้ว เธอมีโรคประจำตัวจะขาดยาไม่ได้เด็ดขาด ขืนรอต่อไปอาการจะกำเริบเอาได้" โจนาธานรีบพูดแทรกทันที
นี่ก็เป็ส่วนหนึ่งของแผนเช่นกัน
"คุณจำชื่อยาได้ไหม เดี๋ยวผมวิทยุไปบอกให้ลูกทีม้าไปเอาที่โรงพยาบาลก็ได้" หัวหน้าทีมเสนอด้วยความหวังดี
“ไม่ทราบชื่อยาครับ จำได้แต่ขวดยา ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ฟังเหมือนกัน อย่าเสียเวลาเลย คุณต้องให้ผมขึ้นไปเดี๋ยวนี้” โจนาธานพยายามโน้มน้าวและกดดันหัวหน้าทีมอาสา
แต่แล้วขณะนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับหัวล้านๆ ที่เต็มไปด้วยยุง
"คุณไม่ชำนาญปีนเขา เอาเ้าหนูนั่นมาผูกไว้กับผมดีกว่า เสร็จแล้วพวกเราค่อยปีนขึ้นไปพร้อมกัน ให้ทำเหมือนตอนที่ลงมา ก้าวตามผมทุกก้าว" ลูกทีมอาสากู้ภัยหัวล้านหน้าโฉดคนเดิมพูดขึ้น
หลังจากได้ฟังข้อเสนอ ตำรวจหนุ่มก็หันไปสบตากับเด็กเ้าเล่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าทางนั้นพยักหน้าให้ก็ตอบตกลงทันที
เวลา 18.00 น ้าหน้าผาอุทยานกรีนไฮ
ปีนกันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ในที่สุดทั้งสามก็ขึ้นมาถึง้าได้สำเร็จ แต่ก็พบว่าผิดแผนไปนิดหน่อย เพราะเลยไปจากจุดที่พวกเขาอยู่ไม่ไกลมีรถพยาบาลจอดแสตนบายไว้พร้อมเสร็จสรรพ
"ถ้าแยกกันตอนนี้แล้วฉันจะพาเธอไปซื้อของยังไงล่ะเนี่ย" โจนาธานกระซิบถามเฟรีส
"ผมมีแผน" เด็กน้อยกระซิบตอบ ขณะเดียวกันเ้าหน้าที่พยาบาลเองก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"รีบพูดเร็ว พวกนั้นจะมาแล้ว" โจนาธานพูดอย่างร้อนรน
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองต้องมาฟังแผนการจากเด็ก 9 ขวบ
"ก่อนอื่นเลยให้ลุงไปซื้อพวกอุปกรณ์ที่เคยคุยกันไว้ ยิ่งเยอะยิ่งดี สำหรับโดรนห้ามน้อยกว่าสิบลำนะ เสร็จแล้วไปรอผมตรงทางเข้าโรงพยาบาล
อืม...คงจะเป็โรงพยาบาลแถวๆ นี้แหละ เพราะเป็เคสฉุกเฉิน"
เฟรีสรีบพูดรวดเดียว เพราะเ้าหน้าที่พยาบาลกำลังจะมาถึงตัวแล้ว ที่สำคัญนอกจากพวกเ้าหน้าที่แล้วก็ยังมีกลุ่มสื่อมวลชนจากทั้งในและนอกประเทศตามหลังมาด้วย
ทันทีที่กลุ่มสื่อมวลชนเข้าถึงตัวเด็กน้อยได้ พวกนั้นก็พากันมารุมสัมภาษณ์ราวกับแมลงวันตอมอึยังไงยังงั้น
'ดีล่ะ ถือโอกาสเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ เลยก็แล้วกัน แกชอบสร้างภาพใช่ไหม? ฉันจะทำลายภาพแกเอง!'
เฟรีสคิดพลางลอบแสยะยิ้ม จากนั้นเขาก็ะโเข้าไปในไมค์ของสื่อมวลชนคนหนึ่งว่า
“พวกเขาบอกว่าเฮลิคอปเตอร์มารับพวกเราไม่ได้ เพราะเ้าหญิงเคียร์รี่เอาเฮลิคอปเตอร์ไปเที่ยว แง๊งงงงง” เสียงสะท้อนผ่านไมค์ดังก้องไปทั่วหุบเขา
พอจบคำสัมภาษณ์เด็กน้อยก็ถูกเข็นขึ้นรถไป
ขณะเดียวกันพวกสื่อในประเทศต่างก็พากันลอบปาดเหงื่อเงียบๆ พวกเขาเกือบจะซวยแล้วไง ยังดีที่ไม่ใช่รายงานสดและยังตัดออกไปได้ในภายหลัง
ไม่เช่นนั้น ดีไม่ดีพวกเขาก็อาจต้องไปลงเอยในคุกคืนนี้ก็เป็ได้ เพราะว่าการนำเสนอเื่ไม่ดีของราชวงศ์ในประเทศนี้เป็เื่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาด
ทว่า สื่อต่างประเทศกลับตรงกันข้าม แต่ละคนต่างพากันฉีกยิ้มอย่างพออกพอใจ เนื่องจากได้สกู้ปเด็ดแล้วสำหรับวันนี้ พวกเขาไม่กลัวราชวงศ์บัดซบนี่แม้แต่น้อย
ถึงราชวงศ์เธเร่จะดูว่ามีอำนาจมากก็ตาม แต่มันก็เฉพาะกับคนในประเทศตัวเองเท่านั้น
ส่วนคนต่างประเทศ ขืนเอากฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยัดให้ ดีไม่ดีมันก็อาจจะกลายเป็เื่ใหญ่เอาได้
อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงหาเื่ยึดวีซ่าและผลักดันออกไปก็เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเ้าเด็กตัวซวยขึ้นรถไปแล้ว พวกสื่อก็หันไปมองหาเป้าหมายใหม่คือโจนาธานแทน แต่ก็พบว่าชายหนุ่มได้หายตัวไปแล้ว
'มาทำข่าวในครั้งนี้ช่างขาดทุนจริงๆ' สื่อมวลชนไซแอนต่างก็คิดเช่นเดียวกัน