เซี่ยหยางมองดูการกระทำของซ่งไป่หลางด้วยความสนใจแต่ไหนแต่ไรความเข้าใจของซ่งไป่หลางที่มีต่ออักขระและการว่างค่ายกลนั้นนับว่าเป็สิ่งที่ผิดปกติและเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ไม่แน่ว่าครั้งนี้ตนเองอาจได้เห็นวิธีการแปลกประหลาดของซ่งไป่หลางในการแก้ปัญหาค่ายกลอีกครั้ง
‘ค่ายกลเพลิงมรณะกับอักขระหลอมปีศาจนั้นเป็ค่ายกลที่แตกต่างกันคนละระดับการแก้ไขหรือทำลายค่ายกลย่อมมีระดับความซับซ้อนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน’
ซ่งไป่หลางเข้าใจดีว่าด้วยความเข้าใจของตนไม่สามารถทำลายกลไกของค่ายกลได้กฏพื้นฐานข้อหนึ่งเกี่ยวกับศาสตร์อักขระและค่ายกลก็คือหากไม่ใช่ผู้เป็เ้าของหรือผู้ที่มีพลังเหนือกว่าผู้สร้างค่ายกล การทำลายหรือการทำให้พลังของค่ายกลอ่อนแอลงนั้นเป็สิ่งที่ไม่มีผู้ใดทำได้
ทว่าซ่งไป่หลางไม่ได้้าทำลายหรือลดพลังของค่ายกลตรงกันข้ามเขากลับ้าส่งเสริมระดับพลังทำลายของค่ายกลให้มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“นี่มัน”เซี่ยหยางอุทานออกมาเบาๆ
ซ่งไป่หลางเผยยิ้ม พลางผนึกลมปราณถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไปในอักขระ
“แปรเปลี่ยน”
อักขระเริ่มเกิดการเคลื่อนไหวค่ายกลขยับเขยื้อนราวกับยอมรับการเปลี่ยนแปลงของซ่งไป่หลางแต่โดยดีทั้งหมดเป็เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยส่งเสริมให้พลังทำลายล้างด้วยเปลวเพลิงของค่ายกลมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเท่ากับเป็การส่งเสริมตัวมันเอง ดังนั้นค่ายกลนี้จึงไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงโดยซ่งไป่หลาง
“เ้าคิดจะทำอะไรกันแน่หากเพิ่มพลังทำลายให้กับค่ายกล อย่าว่าแต่ระดับแปดขั้นเหนืุ์เลยแม้แต่ขั้นรวมิญญาก็ยังผ่านไปได้ยาก”เซี่ยหยางเอ่ยถาม
“อาจารย์ วิธีการของข้าทางหนึ่งเป็การเสริมพลังให้กับค่ายกลก็จริงทว่าอีกทางหนึ่งก็เป็การสร้างเส้นทางสำหรับข้าด้วยเช่นกัน” ซ่งไป่หลางตอบกลับ
เซี่ยหยางงงงันไปวูบหนึ่งก่อนจะนึกออก“เช่นนี้เองยอดเยี่ยม เป็วิธีการที่ฉลาดนัก”
แก่นหลักของค่ายกลคือการประสานเพลิงเพื่อเพิ่มพูนพลังทำลายล้างสิ่งที่ซ่งไป่หลางทำก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพของการประสานนั้นดังนั้นค่ายกลจึงยอมรับการเปลี่ยนแปลงแต่โดยดี ทว่าในเบื้องลึกการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของการประสานกลับแลกมาด้วยจุดเด่นอีกด้านที่เป็จุดเด่นรองของค่ายกลนั่นคือระยะการทำลายล้าง
“การเสริมสร้างความรุนแรงด้วยการรวบรวมพลังของเปลวเพลิงให้ทวีคูณทำให้ระยะทำลายล้างที่เคยกว้างจนแทบจะครอบคลุมทางเดินทั้งหมดกลับกลายเป็มีช่องโหว่เพียงเล็กน้อย” ซ่งไป่หลางหัวเราะเบาๆ
“เป็ช่องว่างที่เล็กน้อยมากจริงๆทว่าในเมื่อเ้าเป็คนปรับเปลี่ยนมันด้วยตนเองเ้าย่อมรู้ดีที่สุดว่าช่องว่างนั้นอยู่ที่ไหน” เซี่ยหยางส่ายหน้ารู้สึกว่าลูกศิษย์ของตนช่างร้ายกาจเสียจริง
หลังจากแปรเปลี่ยนอักขระของค่ายกลเสร็จสิ้นซ่งไป่หลางพลันสูดลมหายใจมองดูเส้นทางด้านในค่ายกลอย่างเยือกเย็นจากนั้นค่อยๆก้าวเท้าออกไปด้านหน้า
ครืน!! ค่ายกลเพลิงมรณะสั่นสะท้านพริบตาเดียวก็ะเิพลังเปลวเพลิงมหาศาลออกมาทว่าซ่งไป่หลางเตรียมพร้อมเป็อย่างดีก้าวเท้าอีกเพียงก้าวเดียวกลับทำให้ร่างเคลื่อนย้ายเข้ามาในจุดปลอดภัยราวกับว่าเปลวเพลิงถูกแหวกออกเป็ม่านในจุดนี้พอดิบพอดี
“ได้ผล”ซ่งไป่หลางผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก นี่นับเป็การเดิมพันที่เสี่ยงอย่างมาก หากผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียวมันคงถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็เถ้าถ่านในเสี้ยววินาที
เซี่ยหยางเองก็รู้สึกกดดันไม่น้อยเช่นกันเขาเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะะเิพลังของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยรักษาชีวิตของซ่งไป่หลางเอาไว้
“ดีละ ไปต่อ” ซ่งไป่หลางเริ่มขยับอีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาก้าวเดินเปลวไฟอันน่าสะพรึงกลัวจะพวยพุ่งและกวาดไปทั่วบริเวณแม้ว่าจุดที่ซ่งไป่หลางยืนอยู่จะเป็จุดปลอดภัยทว่าคลื่นความร้อนที่หลุดรอดเข้ามาก็ทำให้เด็กหนุ่มต้องเกร็งพลังเพื่อรับมืออย่างเต็มที่
แต่ละก้าวของซ่งไป่หลางเต็มไปด้วยความระมัดระวังแม้ว่าจะอันตรายเป็อย่างมากทว่าซ่งไป่หลางกลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสังเกตและคาดคำนวณการทำงานของค่ายกลเห็นได้ชัดว่าในด้านนี้ซ่งไป่หลางนับได้ว่ามีความแตกฉานในค่ายกลอักขระเป็อันมาก
เวลานี้แม้แต่เซี่ยหยางยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับความสามารถของซ่งไป่หลางค่ายกลที่มีไว้เพื่อจัดการกับผู้มีพลังระดับเหนืุ์ไปจนถึงรวมิญญากลับไม่สามารถหยุดเด็กน้อยที่มีเพียงพลังระดับก่อกำเนิดขั้นท้ายได้
‘หากสามารถฝ่าเข้าไปจนสุดได้ไม่แน่ว่าสมบัติที่ซ่อนอยู่อาจทำให้เ้าหนูพัฒนาจนถึงขั้นเที่ยงแท้ในเวลาอันสั้น’ เซี่ยหยางอดที่จะคาดหวังไม่ได้
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามในที่สุดซ่งไป่หลางจึงสามารถก้าวพ้นระยะการทำงานของค่ายกลเพลิงมรณะไปได้สำเร็จเด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย “หวังว่าจากนี้ไปจะไม่มีค่ายกลขวางทางอีก”
“เ้าเด็กโง่ ของวิเศษที่ถูกรักษานี้ย่อมไม่ธรรมดาค่ายกลเพียงค่ายกลเดียวย่อมไม่อาจทำให้มั่นใจได้ว่าจะทำให้เก็บของได้อย่างปลอดภัยหากข้าคาดเดาไม่ผิดเบื้องหน้าจะต้องมีค่ายกลอีกจำนวนมากทั้งยังอาจมีค่ายกลที่ร้ายกาจกว่าค่ายกลเพลิงมรณะอยู่ด้วย”
เซี่ยหยางไม่คิดจะให้กำลังใจมากมายนักจากประสบการณ์เขาย่อมรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆอีกทั้งความสำเร็จที่ได้รับยังทำให้ซ่งไป่หลางเกิดความประมาทขึ้นในจิตใจความรู้สึกผ่อนคลายที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็ภัยร้ายที่คร่าชีวิตได้โดยง่ายเซี่ยหยางย่อมไม่ปล่อยให้ศิษย์ของตนได้ใจเกินไป
“เข้าใจแล้วอาจารย์” ซ่งไป่หลางไม่ใช่คนหัวแข็งดื้อดึงอีกทั้งยังมีความเคารพต่อเซี่ยหยางอย่างมาก อีกฝ่ายพูดมาเขาก็รับฟังอย่างเชื่อมั่นความประมาทลบเลือนหายไปมีเพียงความระมัดระวังรอบคอบรัดกุมหลังจากพักจนหายเหนื่อยซ่งไป่หลางจึงเริ่มก้าวเดินไปตามเส้นทางอีกครั้ง
“กลิ่นอายของพลังิญญายังหนาแน่นขึ้นไปอีก ไม่แน่ว่าสมบัตินี้อาจถึงขั้นรวมิญญาระดับกลาง” เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“อาจารย์ ข้ารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ” ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วรู้สึกไม่ชอบมาพากลราวกับว่าสัญชาตญาณของตนกำลังร่ำร้องบอกถึงภัยอันตรายที่ซ่อนอยู่
“อืม เ้ามีประสาทััและสัญชาตญาณต่อค่ายกลที่ดียิ่งหากประสาทััของข้าไม่ผิดเพี้ยนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราก็คือค่ายกลพิษกร่อนกายา”
“อันใดกัน”ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจสีหน้าพลันซีดเผือดเมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์เขาเคยอ่านเจอในหอตำราเกี่ยวกับค่ายกลพิษกร่อนกายาค่ายกลนี้มีความร้ายกาจอย่างมากเพราะมันจะทำงานตลอดเวลาทั้งยังมีรัศมีการทำงานระยะไกลกว่าห้าสิบจั้งอีกทั้งยังตรวจจับยากลำบาก หากเผลอก้าวเท้าเข้าไปในรัศมีของค่ายกลก็เท่ากับได้รับพิษไปแล้วพิษกร่อนกายาจะทำลายร่างกายของเป้าหมายจากภายนอกอย่างรวดเร็วเพียงไม่ถึงยี่สิบลมหายใจผู้มีพลังไม่ถึงขั้นเที่ยงแท้ก็จะเหลือเพียงกระดูกและต่อให้เป็ผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้ก็จะตายหลังจากผ่านไปหนึ่งร้อยลมหายใจ
“ฮ่าๆ เ้าไม่จำเป็ต้องกังวลไปหากเป็ค่ายกลอื่นก็นับว่าอันตรายอยู่บ้างแต่ค่ายกลพิษกร่อนกายากลับไม่น่ากลัวสำหรับเ้าเลยแม้แต่น้อย หนึ่งในคุณสมบัติของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ก็คือการฟื้นฟูมีพิษเพียงไม่กี่ประเภทในโลกที่สามารถทำลายร่างของผู้ิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ได้แน่นอนว่าพิษกร่อนิญญายังไม่ใช่หนึ่งในนั้น”
นับว่าเป็โชคดีอย่างยิ่งแม้ว่าพิษกร่อนิญญานี้จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าในบันทึกที่ซ่งไป่หลางเคยอ่านถึงขนาดสามารถทำลายร่างของผู้มีพลังขั้นเหนืุ์ได้แต่เมื่อเผชิญหน้ากับพลังป้องกันและฟื้นฟูของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์พิษนี้กลับนับว่าไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
ซ่งไป่หลางเชื่อใจเซี่ยหยางเต็มที่ดังนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกไม่หวาดเกรงต่อพิษกร่อนกายาทั้งยังมุ่งหน้าเข้าไปยังศูนย์กลางของค่ายกลและใช้มือเปล่าๆล้วงดึงศิลากำเนิดพิษที่เป็ศูนย์กลางของค่ายกลมาเก็บไว้กับตัวอีกด้วย
‘คงต้องผนึกเอาไว้ ไม่เช่นนั้นหากนำมันออกไปอาจทำให้เกิดเื่ร้ายแรงได้’ ซ่งไป่หลางคิดในใจ
แม้ว่าศิลากำเนิดพิษจะสามารถสร้างพิษร้ายแรงได้ทว่านั่นต้องอาศัยการชักนำของอักขระสร้างค่ายกลเป็ตัวส่งเสริมเมื่อมันถูกดึงแยกออกจากอักขระพลังของมันก็ถูกกักเก็บไว้ภายในหลายส่วนซ่งไป่หลางเพียงส่งพลังของตนเข้าไปจำนวนมากก็สามารถสร้างม่านพลังปิดผนึกการแพร่พิษของมันได้สำเร็จ
“ไม่เลว ศิลากำเนิดพิษมีประโยชน์ไม่น้อยหากพบเจอกับอันตรายเ้าสามารถทำลายมันเพื่อปลดปล่อยพิษด้านในออกมาฆ่าศัตรูของเ้าได้ด้วยพลังของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์พิษย่อมไม่สามารถทำร้ายเ้าได้อยู่แล้ว” เซี่ยหยางชมเชย
ระหว่างที่ซ่งไป่หลางกำลังทำการสำรวจพื้นที่คนจำนวนมากได้เดินทางมาถึงบริเวณด้านนอกของซากปรักวิหารบัว์แล้วผู้าุโจางคือคนแรกที่มาถึงตามมาด้วยฉินจีและผู้ฝึกสอนอีกสามคนที่ล้วนเคยเป็ศิษย์ของผู้าุโจางสีหน้าของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยความตกตะลึงเมื่อได้เห็นวิหารที่ถูกทิ้งร้างทั้งยังััได้ถึงไอพลังิญญาอันหนาแน่นในพื้นที่
จากนั้นไม่นานรองเ้านิกายรวมถึงผู้าุโคนอื่นๆของนิกายได้ตามมายังสถานที่แห่งนี้สีหน้าของผู้าุโจางบิดเบี้ยวเล็กน้อยดวงตาสาดประกายแสงเ็ากวาดมองผ่านผู้ฝึกสอนทั้งสามคนที่เคยเป็ศิษย์ของตนเห็นได้ชัดว่ามีคนลอบส่งข้อความการค้นพบนี้ไปบอกกล่าวต่อผู้อื่นจึงทำให้ข้อมูลลั่วไหลไปเช่นนี้
‘ช่างเถอะด้วยระดับพลังของสถานที่แห่งนี้ต่อให้เป็ข้าเองก็คงไม่สามารถฝ่าเข้าไปโดยง่ายการจะเก็บเกี่ยวและค้นหาสมบัติย่อมไม่ใช่เื่ที่จะทำได้ในเร็ววัน’ ผู้าุโจางเสียดายเล็กน้อยแต่ก็ปรับความคิดของตนอย่างรวดเร็ว
“นี่นับเป็เื่ใหญ่มากๆซากวิหารนี้ดูแล้วคิดว่าคงอยู่มายาวนานหลายร้อยถึงหลายพันปี แต่กลับถูกปกปิดเอาไว้เื่นี้ท่านเ้านิกายได้ทราบแล้วแต่เพราะกำลังอยู่ใน่สำคัญของการฝึกฝนเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับขั้นเหนืุ์ดังนั้นจึงไม่สามารถตามมาได้ ผู้าุโทั้งหลางเราต้องร่วมมือกันเพื่อทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้” ร้องเ้านิกายเอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็น
ทุกคนต่างพยักหน้าไม่คัดค้าน ด้วยเพราะต่างก็สำนึกดีว่าระดับพลังของพวกตนไม่แกร่งกล้าพอที่จะทำการสำรวจซากวิหารนี้ด้วยตัวคนเดียวหากอยากฝ่าเข้าไปมีแต่ต้องร่วมมือกันเท่านั้น
“อาจารย์ ท่านต้องช่วยศิษย์น้องก่อน” ฉินจีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
ผู้าุโจางถอนหายใจ “ฉินเอ๋อ เ้าเองก็เห็นแล้วว่าอสรพิษเพลิงสีชาดตัวนั้นพลาดท่าให้กับค่ายกลบางอย่างของสถานที่แห่งนี้จนมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตกตายข้าคิดว่าไป่หลางจะต้องล่อมันมาที่นี่และอาศัยค่ายกลนั้นเพื่อหลบหนีเป็แน่หากเขาพลาดท่าและตกตายเราย่อมต้องพบเห็นศพของเขาแต่นี่กลับมีเพียงร่องรอยต่อสู้และหลบหนีเท่านั้นไม่แน่ว่าไป่หลางอาจสามารถหนีออกไปด้านนอกอาณาเขตเทือกเขาต้องห้ามแล้วก็เป็ได้”
ไม่ใช่ว่าไม่เป็ห่วงซ่งไป่หลางแต่ผู้าุโจางเคยเห็นพร์ด้านค่ายกลของซ่งไป่หลางมาแล้วใน่เวลาการสอบเลื่อนชั้นดังนั้นจึงคาดเดาว่าซ่งไป่หลางจะต้องสามารถใช้ประโยชน์จากค่ายกลในที่แห่งนี้ได้แน่สังเกตได้จากร่องรอยค่ายกลที่แม้จะเป็ค่ายกลเก่าแก่แต่กลับยังมีพลังเหลือเฟือราวกับเพิ่งถูกเปิดใช้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
‘ไม่แน่ว่าด้วยสติปัญญาของไป่หลาง อาจสามารถช่วยเราค้นหาวิธีเข้าไปสำรวจซากปรักแห่งนี้ได้’ ดวงตาของผู้าุโจางทอประกายคาดหวัง ยิ่งเมื่อนึกดูแล้วคิดว่าต่อให้เ้านิกายมาเองก็ยากที่จะทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้นดังนั้นผู้าุโจางจึงละทิ้งความเร่งรีบทั้งหมดในทันที
“ฉินเอ๋อ แม้ว่าไป่หลางจะปลอดภัยจากอสรพิษเพลิงสีชาดแล้วแต่ไม่แน่ว่าเขาจะสามารถออกไปยังนอกอาณาเขตเทือกเขาได้อย่างปลอดภัยเ้าตามอาจารย์มา ข้าจะไปตามหาร่องรอยของซ่งไป่หลาง”
ดวงตาของฉินจีทอประกายยินดีรีบมุ่งหน้าตามผู้าุโจางไปทันทีผู้ฝึกสอนทั้งสามที่เป็ศิษย์เก่าแก่ถูกทิ้งเอาไว้ให้คอยติดตามสถานการณ์อีกทั้งผู้าุโจางยังไม่ไว้ใจทั้งสามจึงไม่้าให้รู้ถึงความสามารถที่ซ่งไป่หลางอยู่
ขณะที่ผู้าุโจางและฉินจีจากไปร่างหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าซากวิหารอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้มีความสามารถในการเคลื่อนที่ในระดับที่สูงส่งเป็อย่างมาก
การมาถึงของเขาได้สร้างระลอกคลื่นให้กับผู้คนที่อยู่ที่นี่แม้คนส่วนหนึ่งจะเป็ถึงผู้าุโที่มีพลังไม่ต่ำกว่าระดับเที่ยงแท้ขั้นห้า แต่ในบรรดาคนทั้งหมดที่เป็เพียงลูกศิษย์ระดับสูงสุดกลับมีเพียงแค่ระดับเที่ยงแท้ขั้นสองเท่านั้น ทว่าผู้ที่มาใหม่เห็นได้ชัดว่าแม้จะใส่ชุดของศิษย์หลักเช่นเดียวกับฉินจีแต่กลับมีพลังถึงระดับเที่ยงแท้ขั้นสามแล้ว
“อู๋หลิว”รองเ้านิกายอุทานออกมาเมื่อเห็นผู้มาใหม่น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็อบอุ่นอ่อนโยนทั้งยังแฝงด้วยความเยินยอต่อชายหนุ่มผู้นี้
“ท่านรองเ้านิกายอาจารย์กำลังอยู่ใน่ฝึกฝนระยะสำคัญจึงไม่สามารถเดินทางมาเองได้อย่างไรก็ตามข้าได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์ให้มาทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้ล่วงหน้า” อู๋หลิวเป็ชายวัยยี่สิบปลายๆ รั้งตำแหน่งศิษย์หลักอันดับสามของนิกายในปัจจุบันอย่างไรก็ตามหากเทียบกับอันดับหนึ่งและสองที่กำลังจะอายุเกินสี่สิบปีและพ้นสภาพการเป็ศิษย์ถูกเปลี่ยนให้เป็ผู้ฝึกสอนอู๋หลิวผู้นี้คือว่าที่ศิษย์หลักอันดับหนึ่งที่มีอายุน้อยที่สุด
เห็นได้ว่าพลังของเขาในเวลานี้ใกล้จะทะยานขึ้นสู่ระดับสี่เที่ยงแท้แล้วนับว่าเป็อัจฉริยะที่หาตัวจับยากในดินแดน
“แน่นอน หากติดขัดสิ่งใดก็บอกแก่ข้าได้โดยตรง”รองเ้านิกายกลับหัวเราะด้วยน้ำเสียงสดใสไม่รู้สึกขัดเคืองที่อีกฝ่ายมีท่าทีโอหังต่อตนเองเลยแม้แต่น้อยแม้เขาจะมีระดับพลังมากกว่าแต่ด้วยอายุที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังเป็ลูกศิษย์คนโปรดของเ้านิกายที่คัดเลือกด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าอู๋หลิวผู้นี้มีอนาคตที่สดใสกว่ามากไม่แน่เขาอาจสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเหนืุ์ด้วยอายุไม่ถึงร้อยปีเสียด้วยซ้ำ
อู๋หลิวเป็ชายหนุ่มที่มีความทะนงตัวอย่างยิ่งทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังกดดันของซากวิหาร สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจังเห็นได้ชัดว่ารู้ดีว่าไม่อาจทำเป็เื่ล้อเล่นได้
“ยังดีที่อาจารย์มอบสิ่งนี้ให้ข้า” อู๋หลิวหงายฝ่ามือออกไปด้านหน้าพลันปรากฏเมล็ดิญญาสีแดงสดที่ปลดปล่อยพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมารองเ้านิกายเมื่อเห็นเมล็ดิญญาในมือของอู๋หลิวก็ถึงกับร่างกายสั่นสะท้าน
“เมล็ดิญญาบัว์เ้านิกายถึงกับมอบสิ่งนี้ให้อู๋หลิวยืมเชียว”
เมล็ดิญญาบัว์เป็ถึงหนึ่งในวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเมื่อถือครองเอาไว้จะสามารถสร้างเกราะลมปราณและิญญาที่มีพลังไม่ต่างจากระดับขั้นเหนืุ์มาปกคลุมร่างกายของผู้ใช้นับเป็ของวิเศษที่มีไว้ปกป้องคนสำคัญของนิกายใน่เวลาสำคัญและแม้จะใช้งานไปแล้วขอเพียงทิ้งระยะเวลาให้เมล็ดิญญาได้ซึมซับไอพลังิญญาสักหลายปีมันก็จะสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้อู๋หลิวจึงไม่เสียดายแม้แต่น้อยที่จะใช้งานเมล็ดิญญานี้ขอเพียงเขาสามารถเข้าถึงขุมทรัพย์อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ไม่แน่ของสิ่งนั้นอาจมีค่ามากกว่าเมล็ดิญญานี้เสียอีก
“รองเ้านิกาย ผู้าุโทุกท่านติดตามข้าเข้าไปในซากวิหารแห่งนี้”อู๋หลิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งมีเมล็ดิญญานี้อยู่ในมือก็เท่ากับเขามีอำนาจในการเป็คนนำทางพวกผู้าุโย่อม้าเข้าไปสำรวจพื้นที่ อู๋หลิวเองก็้ามือเท้าเพื่อคอยช่วยเหลือจัดการกับกับดักที่น่าจะมีอยู่ด้านในดังนั้นเขาจึงยอมให้พวกผู้าุโติดตามไปด้วย
“น่าอิจฉายิ่งนัก อู๋หลิวผู้นี้หากไม่ใช่ด้วยบารมีและสมบัติของเ้านิกายเขาจะมีค่าอันใดนักหนากันเชียว”ในพื้นที่ยังมีศิษย์หลักอีกหลายคนที่ล้วนแต่อยู่ในระดับต่ำกว่าพวกเขามองดูอู๋หลิวด้วยดวงตาริษยา ทว่ากลับไม่มีใครกล้าหาเื่ใส่ตัว ควรทราบว่าในด้านความสามารถและพร์แท้จริงแล้วอู๋หลิวนับว่าอยู่เหนือกว่าผู้ใดในนิกายทั้งหมด
ทันทีที่อู๋หลิวนำขบวนผู้าุโเข้ามาในเขตซากวิหารซ่งไป่หลางที่ทะลวงผ่านค่ายกลไปได้มากกว่าห้าค่ายกลมีปฏิกิริยาเล็กน้อยราวกับรับรู้ได้ว่ากระแสพลังของเขตซากวิหารมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
“พลังกล้าแกร่งยิ่งนักราวกับว่าเหนือยิ่งกว่าพลังของขั้นเที่ยงแท้เสียอีก” เด็กหนุ่มอุทานออกมา
“หึหึ เ้าเอ่ยได้ถูกต้องแล้ว นี่เป็ัักลิ่นอายของพลังระดับขั้นเหนืุ์แน่นอนทว่ากลับไม่ใช่พลังของบุคคลหากข้าคาดเดาไม่ผิดคงมีคนนำของวิเศษที่มีพลังขั้นเหนืุ์มาใช้เพื่อเข้ามาสำรวจซากวิหารแห่งนี้”
ซ่งไป่หลางพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดแม้เขาจะเชื่อมั่นในความสามารถในการแก้ไขค่ายกลของตนแต่ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าคนที่ตามมาจะไร้ความสามารถหากเขายังชักช้าอีกไม่แน่อาจถูกตามทันและของวิเศษที่ถูกเก็บรักษาก็อาจถูกชิงตัดหน้าไป
เซี่ยหยางลอบหัวเราะอยู่ในใจค่ายกลทั้งหมดที่ซ่งไป่หลางผ่านพ้นมาได้ บ้างสามารถสังหารแม้แต่ระดับรวมิญญาบ้างผ่านมาได้เพราะการป้องกันของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็ผ่านมาด้วยความสามารถด้านค่ายกลที่ไม่ธรรมดาของซ่งไป่หลางรวมถึงประสบการณ์ของเซี่ยหยางเอง
พิจารณาจากปัจจัยทั้งหมดนี้เซี่ยหยางไม่เชื่อว่าลำพังสมบัติระดับเหนืุ์จะสามารถนำพาคนเ่าั้ผ่านค่ายกลต่างๆเข้ามาได้เด็ดขาด
‘เอาเถอะ ปล่อยให้เ้าเด็กนี่ร้อนรนเสียบ้างไม่แน่อาจจะสามารถผ่านไปได้เร็วยิ่งขึ้น’