บทที่ 1 โดนมารดาสั่งโบย
“รัชศกหรงซิ่งปีที่ห้า ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ดวงเมืองระส่ำเพลิงาลุกโชนทั่วทั้งสี่แคว้น ผู้มีบุญญาธิการถือพระราชโองการจาก์ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อครองใต้หล้า ยามเฉิน (07.00-08.59) ปีมะโรง อัศวินขี่ัพ่นไฟ ที่อกด้านซ้ายคือสิ่งพิสูจน์ตัวตน พ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
พรวด! ชายชราผมขาวโพลน ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้กระอักเืออกมาทันที หลังกล่าวจบประโยค
ท่านโหรหลวง! ฮ่องเต้รีบลุกจากบัลลังก์ั แล้วช่วยประคองชายชราให้ลุกขึ้นท่าทางนั้นดูเคารพนอบน้อมเป็อย่างมาก
“ฝ่าาพระวรกายของพระองค์นั้นล้ำค่าและสูงส่งยิ่งนัก อย่าทรงทำเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”โหรหลวงจิ้งหยางก้มหน้ากล่าว พร้อมก้าวเท้าถอยหลังออกมาเพื่อทิ้งระยะห่างจากฮ่องเต้เล็กน้อย บนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวของเขาถูกย้อมไปด้วยสีเืแดงฉาน ที่พ่นออกมาจากปากเมื่อสักครู่และดูเหมือนเขาจะแก่ขึ้นอีกหลายสิบปี ภายในชั่วพริบตา
ฮ่องเต้ถึงกับผงะ เมื่อได้เห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจเหนือธรรมชาตินี้เพราะท่านโหรหลวงมีอายุเพียง 40 ปีเท่ากับพระองค์ แต่สภาพเขาในตอนนี้ ดูเหมือนจะมีอายุมากถึง 70 ปี เมื่อหลายปีก่อนเขาก็เคยทำนายให้พระองค์ว่าจะได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็ฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งรัชศกหรงซิ่งพร้อมแนะนำวิธีต่าง ๆ เพื่อกำจัดขวากหนามซึ่งลดความยากลำบากให้แก่พระองค์ได้เป็อย่างมากและด้วยการทำนายที่ฝืนกฎ์ในครั้งนั้น ส่งผลให้เขามีผมขาวโพลนทั้งศีรษะนับแต่นั้นเป็ต้นมาพระองค์จึงให้ความเคารพและศรัทธาต่อท่านโหรหลวงจิ้งหยางเป็อย่างมาก
“ยามเฉินปีมะโรง อัศวินขี่ัพ่นไฟ ที่อกด้านซ้ายคือสิ่งพิสูจน์ตัวตนที่ท่านโหรหลวงกล่าวมา หากพวกเราสามารถหาตัวคนผู้นั้นพบ แล้วจัดการฆ่าให้ตายเสียเช่นนี้แล้วคำทำนายนี้ จะยังเป็เช่นเดิมอยู่หรือไม่” ฮ่องเต้ตรัสถามชายชราอย่างกังวลพระทัย
โหรหลวงจิ้งหยางส่ายศีรษะไปมา ก่อนกล่าว “หากคนผู้นั้นถึงแก่ความตายแล้วนำร่างมาทำพิธีสับเปลี่ยนดวงชะตาให้กับพระองค์แค่นี้ใต้หล้าก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่…”
“แต่อะไรหรือ”ฮ่องเต้ที่ทรงตั้งพระทัยฟังด้วยความตื่นเต้น ตรัสถามทันควัน
โหรหลวงจิ้งหยางแม้จะลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทูลกล่าวออกไป “แต่ดวงชะตาของพระองค์จะต้องแข็งแกร่งมากพอไม่เช่นนั้นแล้วอาจถึงแก่ชีวิตได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงกำพระหัตถ์แน่น จนเส้นเืปูดโปน กลิ่นอำนาจมันช่างหอมหวานยั่วยวนจิตใจยิ่งนัก และพระองค์ก็ทรงอดพระทัยไม่ไหว พร้อมที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้งเพราะโอกาสดีๆ เช่นนี้ มิได้หล่นมาจากฟ้าให้เห็นบ่อยนักหรอกนะ
“เจิ้นไม่กลัวแม้รู้ว่าสุดท้ายแล้วต้องตาย เจิ้นก็จะทำ” ฮ่องเต้ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
โหรหลวงจิ้งหยางมองดูท่าทางของฮ่องเต้ ด้วยสายตาที่ชื่นชม ‘สมแล้วที่เขายอมสวามิภักดิ์กับบุคคลที่มีจิตใจเช่นนี้ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ว่าหนทางข้างหน้านั้นอันตรายมากแค่ไหนแต่เพื่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่ เขาก็พร้อมจะก้าวเท้าเข้าไปเสี่ยงดู อย่างมิเกรงกลัว’
ในขณะเดียวกัน ที่ใต้โต๊ะมุมลับตา ดวงตาหงส์คมกริบซ่อนความร้ายกาจไว้อย่างล้ำลึกเกินคาดเดา ราวกับสามารถอ่านคนให้ทะลุถึงใจได้จ้องเขม็งมาทางฮ่องเต้และท่านโหรหลวง อย่างไม่ยอมลดละ
ณ จวนตระกูลจ้าว
เพียะ!
เพียะ!!
เสียงไม้กระบองฟาดกระทบิั ดังไม่ขาดสาย
สตรีวัยยี่สิบแปดปี แต่งกายหรูหราั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าใบหน้างดงามราวเทพธิดาบนสรวง์นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางที่ดูสูงศักดิ์เกินเอื้อมอย่างเป็ธรรมชาติแต่ตอนนี้นางขมวดคิ้วแน่น มองดูสตรีวัยสิบสองปี ที่โดนโบยมานานแล้วด้วยแววตาที่แสนจะเ็ป
“หยุด!”น้ำเสียงอันไพเราะที่น่าฟัง แต่แอบสั่นเครือเล็กน้อยของสตรีผู้งดงามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
สาวใช้ที่กำลังโบยอยู่นั้น หยุดการกระทำทันที
“เจียวเอ๋อร์เ้ารีบนำป้ายหยกนั้นออกมาให้แม่เถิด อะไรที่ไม่ใช่ของเ้าั้แ่แรกก็จงปล่อยวางมันเสีย”
สาวน้อยวัยแรกแย้มที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนแคร่ไม้ ค่อย ๆเงยหน้าที่งดงามปานจะล่มเมืองไปมองคนพูด ใบหน้าน้อยๆดูคล้ายคลึงกับสตรีตรงหน้านี้มากถึงเจ็ดส่วน ดวงตาเมล็ดซิ่งสีน้ำตาลอมเทาดูสวยสะกดตา แต่คล้ายขาดเสน่ห์บางอย่างไป
หึ! หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะด้วยความเย้ยหยัน แม้ร่างจะโดนโบยจนเือาบแต่นางก็กัดฟันทน ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องไห้ แสดงความอ่อนแอออกมาให้คนอื่นเห็น
“เพียงน้องรองวิ่งไปฟ้องท่านแม่บอกว่าป้ายหยกนั้นเป็ของที่คนผู้หนึ่งมอบให้เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณที่นางได้ช่วยเหลือเขามิให้จมน้ำท่านแม่ถึงกับต้องมาสั่งโบยข้าเลยหรือเ้าคะ ฮ่า ๆ ๆ” หญิงสาวหัวเราะทั้งน้ำตา
“เจียวเอ๋อร์เหตุใดเ้าถึงได้พูดจาเช่นนี้ ที่แม่ลงโทษเ้าก็เพราะ้าให้เ้ารู้จักสำนึกผิดชอบชั่วดี ต่อไปในภายภาคหน้าหากเ้าออกเรือนไปแล้ว จะได้ไม่ทำผิดเช่นนี้อีกทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของตัวเ้าเองแต่เหตุใดเ้าถึงได้มองความหวังดีของแม่ผิดไปเช่นนี้” จ้าวฮูหยินกำลังจะก้าวเท้าออกไปหาหญิงสาวที่นอนอยู่บนแคร่แต่ทันใดนั้นก็มีมือน้อยๆ ยื่นมาจับแขนนางไว้เสียก่อน
“ท่านแม่เ้าคะหากพี่หญิงใหญ่้าป้ายหยกนั้นจริงๆ แล้วละก็ ข้าสามารถยกให้นางได้เ้าค่ะขอเพียงท่านแม่อย่าได้สั่งโบยนางอีกต่อไปเลยนะเ้าคะข้าไม่อยากเห็นนางต้องทนเจ็บเช่นนี้แล้ว ฮือ ๆ ๆ”
หญิงสาววัยสิบเอ็ดปี สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวใบหน้านั้นงดงามราวเทพธิดาบนสรวง์ ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา
จ้าวฮูหยินมองไปยังดวงตาดอกท้อดำขลับที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ของบุตรสาวคนรองแล้ว ก็รู้สึกรักและเอ็นดูยิ่งนักนางจึงยกมืออีกข้างไปลูบศีรษะของบุตรสาวเบาๆ อย่างอ่อนโยน
“เด็กดีของแม่เหตุใดเ้าถึงได้รู้ความมากขนาดนี้กันนะผิดกับพี่สาวของเ้าที่ดื้อรั้นเป็อย่างมาก หากเจียวเอ๋อร์มีนิสัยเช่นเ้าชั่วชีวิตนี้ของแม่ก็หมดห่วงแล้ว” จ้าวฮูหยินรั้งตัวจ้าวเฟยเฟิ่งเข้ามาไว้ในอ้อมกอดด้วยความรักและทะนุถนอม
จ้าวหนิงเจียวแหงนหน้ามองมารดาและน้องสาวคนรองของตนแสดงความรักใคร่กันอย่างลึกซึ้งทั้งที่นางยังตกอยู่ในสภาพเือาบไปทั้งตัวเช่นนี้ หัวใจดวงน้อย ๆ ของหญิงสาววัย 12 ปี ก็แตกสลายเป็เสี่ยงๆ ไม่เหลือชิ้นดีเพราะตาชั่งของมารดาช่างเอียงเหลือเกิน
พรวด! ด้วยความชอกช้ำใจอย่างถึงที่สุด จ้าวหนิงเจียวถึงกับกระอักเืออกมา
เจียวเอ๋อร์!
คุณหนู!
จ้าวฮูหยินรีบสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของจ้าวเฟยเฟิ่งทันทีแล้วรีบวิ่งไปดูบุตรสาวคนโต มือกำลังจะเอื้อมไปถึงตัวของหญิงสาวอยู่แล้วแต่เสี่ยวซินที่เป็สาวรับใช้ข้างกายคนสนิทของจ้าวหนิงเจียวชิงตัดหน้าดึงตัวเ้านายเข้ามาไว้ในอ้อมกอดเสียก่อน
เสี่ยวซินร้องไห้สะอึกสะอื้น มองไปทางจ้าวฮูหยินด้วยแววตาเย้ยหยัน
“ฮูหยินใหญ่ท่านสั่งลงโทษบุตรสาวคนโตของตนจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว ท่านพอใจหรือยังเ้าคะหากท่านพอใจแล้ว บ่าวจะได้นำตัวคุณหนูไปให้หมอในจวนรักษาเ้าค่ะ”
จ้าวฮูหยินขมวดคิ้วมุ่น มองเสี่ยวซินอย่างไม่พอใจที่นางกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้ เอ่ยตำหนิตนที่เป็ถึงเ้านายของจวน
“ท่านแม่เ้าคะบ่าวในตระกูลจ้าวของพวกเรา สามารถขึ้นเสียง เอ่ยตำหนิเ้านายได้ด้วยหรือเ้าคะแปลกมากเลย เหตุใดที่จวนสหายของลูกถึงได้มีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันกับจวนของพวกเรามากมายเช่นนี้กลับเรือนไปลูกคงต้องไปท่องจำใหม่ให้ขึ้นใจเสียแล้ว” จ้าวเฟยเฟิ่งกล่าวอย่างไร้เดียงสาด้วยท่าทางจริงจัง นางเอียงคอมองผู้เป็มารดาเพื่อรอคำตอบ
จ้าวฮูหยินเผยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเป็พิเศษส่งให้นาง “เด็กโง่ เหตุใดเ้าถึงได้ไร้เดียงสาเช่นนี้นะบ่าวที่ใดกันจะมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้” นางหรี่ตาแคบเป็แววอันตรายจ้องไปทางเสี่ยวซินที่กำลังกอดร่างจ้าวหนิงเจียวร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เด็กๆ นำตัวบ่าวที่กล้าทำตัวเหิมเกริมต่อหน้าเ้านายคนนี้ไปโบยให้ตายเสีย”