เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    ตอนที่ 126 ดินแดนแห่งความตาย

        จางเฉินรู้สึกถึงพลังความมืดที่แทรกซืมเข้าตามรูขุมขน และลมหายใจอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยร่างกายจางเฉินมีไฟสุริยะอยู่แล้วพลังความมืดหรือพิษทั่วไปนั้นไม่สามารถทำอะไรเขาได้ จึงถูกย่อยสลายไปอย่างง่ายดายแต่จางเฉินก็ทานยาแก้พิษที่เตรียมไว้แล้วซึ่งดีกว่ายาแก้พิษของคนอื่นๆ เท่าตัว


       พื้นที่ดินแดนแห่งความตายนั้นเต็มไปด้วยหนองบึง และต้นไม้สีดำจำนวนมากบางส่วนมองดูคล้ายเป็นป่าแต่ดูน่ากลัวด้วยสีของต้นไม้ใบหญ้าให้ความรู้สึกถึงความตายที่น่าสยดสยอง  สัตว์อสูรในดินแดนนี้ดุร้ายมากและมักออกอาละวาด การเดินทางคนเดียวย่อมไม่ปลอดภัยจางเฉินจึงเดินทางตามกลุ่มสมาคมนักล่าไปเรื่อยๆ


       ทุกคนที่เข้ามาพร้อมจางเฉินนั้น ไม่มีใครออกนอกเส้นทางต่างก็เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น แม้เป็นราชาปราณก็ไม่ได้แยกตัวไปไหนมีพบเจอสัตว์อสูรระดับต่ำบ่อยครั้ง บางทีก็เจอระดับกลางและระดับสูงแต่ทุกคนก็เดินทางกันอย่างสบายๆด้วยความร่วมมือกัน สัตว์อสูรส่วนใหญ่จะเป็นพวกสัตว์พิษ อย่างงูสองหัวแมลงป่องทมิฬ


       ในขณะเดินทางจางเฉินก็มีพูดคุยกับคนในกลุ่มบ้างเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งความตาย ดินแดนแห่งความตายนั้นมีชั้นนอก ชั้นในและจุดศูนย์กลางโดยมีการจัดแบ่งด้วยคนทำแผนที่ซึ่งได้เดินทางศึกษาดินแดนนี้มาอย่างยาวนานของกลุ่มสมาคมนักล่าโดยจุดศูนย์กลางนั้นไม่ค่อยมีคนเข้าไปเท่าไหร่นักเพราะมันมีความเข้มข้นของพิษที่สูงมากจางเฉินคิดว่านั่นน่าจะเป็นปลายทางของเขา


         “เจ้าเห็นหญิงสาวคนนั้นหรือไม่นางคือนักปรุงยาระดับหก ซึ่งได้จ้างสมาคมเราช่วยดูแลเพื่อตามหาสมุนไพรในดินแดนนี้”


         “นางสวยมากถ้าได้นางมาอุ่นเตียงคงดีไม่น้อย”


         “พูดเบาๆเจ้ากล้าล้อเล่นกับคนของสมาคมปรุงยาเหรอ”


        จางเฉินมองดูตามทิศทางที่ผู้คนพูดถึงก็พบสาวงามนางหนึ่ง แต่งตัวด้วยชุดสีฟ้าดูสง่าผ่าเผยดูแล้วน่าจะประมาณอายุไม่เกินยี่สิบห้า ล้อมลอบด้วยนักรบปราณจำนวนมากส่วนนางเองก็เป็นนักรบปราณระดับสูงเช่นกันข้อดีของนักปรุงยาคือนอกจากได้ค่าจ้างคุ้มกันแล้ว ยังได้รับยารักษาต่างๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผู้คนจึงนิยมเดินทางกับนักปรุงยามากแล้วนี่คือนักปรุงยาสาวสวยไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมผู้คนถึงล้อมรอบตัวนางมากมาย


         “น้องชาย ด้านหน้าจะเป็นหน้าผาเหล็กดำหลุมลึกใต้หน้าผามักมีเสียงกรีดร้องคล้ายวิญญาณร้ายอาศัยอยู่เสมอที่นี่เป็นปลายทางของนักปรุงยา เราจะพักกันที่นี่หลายวันเพื่อให้นักปรุงยานั้นได้เลือกสมุนไพรโดยรอบ”


        จางเฉินใช้พลังวิญญาณตรวจสอบจึงพบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีพลังสวรรค์และโลกค่อนข้างหนาแน่นและมีสมุนไพรวิญญาณอยู่หลากหลายชนิด ถ้าเป็นเขาเองคงเก็บสมุนไพรพวกนี้ได้ในเวลาก้านธูปหนึ่งแต่ถ้าเป็นคนอื่นคงต้องใช้เวลาหลายวันอย่างที่นักรบปราณนี้พูดถึง


        “พี่โสมเราแยกตัวเดินทางกัน ท่านพอจะทราบเส้นทางสู่จุดศูนย์กลางหรือไม่”จางเฉินติดต่อโสมแดงผ่านกระแสจิต


        “ข้าว่าหน้าผานี้น่าสนใจเจ้าอย่าลืมการแก้พิษซีเเซ่วิญญาณโลกัณฑ์มีสองทางถ้าเจ้าได้สมบัติสวรรค์เพิ่มอีกสักนิดเจ้าก็จะฝึกฝนได้เร็วขึ้น”


        “น่าสนใจ?” จางเฉินแผ่พลังวิญญาณไปจนทั่วแต่ไม่พบอะไรจึงเดินไปทิศทางสู่หน้าผา


       “น้องชายเจ้าอย่าได้เข้าใกล้หน้าผา ที่นั่นอันตรายมาก ด้วยการฝึกฝนของเจ้าเจ้าควรอยู่กับพวกข้า” นักรบปราณระดับสูงคนหนึ่งเดินมาดึงไหล่จางเฉิน


        จางเฉินขมวดคิ้วและคิดในใจว่าทำไมมีคนใส่ใจคนอื่นตั้งแต่อยู่โลกนี้มาไม่ค่อยพบเจอถ้าไม่ใช่เพื่อนหรือญาติมักจะมีแต่ฆ่ากันเพื่อต่อสู้ แย่งชิงโดยไม่สนทนาแต่พอหันหลังกลับไปดูก็พบว่านักรบปราณคนนี้เพียงทำเพื่อแสดงให้นักปรุงยาสาวนั้นเห็นเท่านั้นยิ่งมองหน้านักรบปราณนั้นก็รู้สึกได้เลยว่าเป็นการกระทำที่ปลอมมาก


         “ข้าเพียงต้องการดูเพียงเล็กน้อย ข้าจะระวังตัว”จางเฉินตอบอย่างสุภาพและโค้งคำนับเล็กน้อยแทนคำขอบคุณ จริงๆจางเฉินไม่ชอบคนแบบนี้มาก แสร้งทำเป็นดีแต่แววตานั้นเจ้าเล่ห์เป็นที่สุดแต่เขายังไม่อยากมีปัญหา


        จางเฉินเดินจนถึงขอบหน้าผา เมื่อยืนอยู่ขอบหน้าผานั้นมีลมกระโชกแรงพัดมาจากด่านล่างให้ความรู้สึกของความตายที่เย็นเฉียบทำให้จางเฉินรู้สึกสั่นไหวในใจเล็กน้อยเมื่อมองลงไปด้านล่างก็ทำให้จางเฉินรู้สึกขนลุกอย่างช่วยไม่ได้


        “มีพลังวิญญาณผันผวนอยู่แถวๆ นั้น” จางเฉินจ้องมองมุมหนึ่งที่หน้าผาซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัล


         “อืมดูเหมือนจะมีเป็นถ้ำ” โสมแดงตอบผ่านกระแสจิตลองแพ่งพลังจิตแล้วใช้เวทเคลื่อนย้ายไปสิ


         “เอิ่มน่าจะมีอันตรายเป็นอย่างมาก จากสภาพแวดล้อมที่เห็น”จางเฉินพูดแล้วก็รู้สึกตื่นเต้น


         หลังจากตรวจสอบรอบๆแล้วว่าไม่มีใคร  จางเฉินหลับตาแพ่งพลังจิตเพื่อให้เห็นสภาพของปากถ้ำจากนั้นถอนหายใจยาวๆ เพื่อลดความตึงเครียดจากความสูงของพื้นที่


         “เคลื่อนย้าย”


        อักษรรูนมากมายพันรอบตัวและเกิดเป็นแสงสีขาวสว่างวาปจางเฉินก็ปรากฏตัวอยู่ปากถ้ำ เมื่อมองไปทางด้านหน้าผาจะมีเถาวัลขึ้นอยู่รอบๆมีช่องให้มองผ่านเพียงเล็กน้อยเมื่อลองจับเถาวัลดูก็รู้สึกเหมือนว่ามันจะมีอายุหลายพันปีทั้งหนาและแข็งมากจางเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะผ่านมาได้ด้วยดี


        ถ้ำนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากประมาณสองสามคนเดินด้วยกันได้จางเฉินค่อยก้าวเดินไปในถ้ำที่มืดมิด ตื่นตัวอยู่เสมอเผื่อว่าจะเจออันตรายอะไรสมบัติมักจะต้องแลกมาด้วยความยากลำบากเสมอ


         บูมมมม


       จางเฉินรีบกระโดดออกมาอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลเมื่อเท้าเตะพื้นเขาก็มองพื้นที่ที่ตัวเองหลบหลีกมานั้นอีกครั้งแต่ด้วยความมืดและมีหมอกมืดปกคลุมร่างนั้นจึงไม่ทราบว่าเป็นตัวอะไร


        ร่างนั้นพุ่งโจมตีจางเฉินอีกครั้งจางเฉินเอาดาบเก้ามังกรออกมาตั้งรับ อีกครั้งที่เกิดการชนกันอย่างรุนแรงแต่ครั้งนี้จางเฉินมองเห็นร่างของสัตว์อสูรนี้อย่างชัดเจน


       “งูเตี้ยนหลิว”


      งูนั้นมีความยาวเพียงสองเมตรลำตัวเป็นสีม่วงและมีสายฟ้าวิ่งตามตัวเป็นสีขาวผสมม่วง ด้วยปีกสีม่วงสองข้างทำให้มันคล้ายมังกรมากแม้มันจะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสูงแต่ด้วยความเร็วมันน่ากลัวมากจึงทำให้รับมือลำบากเล็กน้อย


       จางเฉินนั้นขมวดคิ้ว“เวรกรรม พื้นที่แคบๆ ทำไมถึงมีสัตว์อสูรประเภทสายฟ้า ซึ่งความเร็วสูงหลบหลีกยาก”


        จางเฉินใช้เวทย์ร่างกายฟ้าเพื่อใช้ท่าเท้าสายฟ้าทำให้ความเร็วหลบหลีกนั้นเทียบเท่ากับ งูเตี้ยนหลิวจางเฉินแพ่งสมาธิเพื่อเพื่อตรวจสอบรูปแบบการเคลื่อนไหวและทิศทางของมันอย่างจดจ่อการหลบหลีกของทั้งสองนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องจางเฉินถือโอกาสใช้ดาบฟันมันหลายครั้ง แต่ร่างกายของมันนั้นแข็งมากดาบเก้ามังกรทำร้ายร่างกายมันได้เพียงเล็กน้อยหากจะใช้กระบวนท่าจะกินเวลาซึ่งไม่น่าจะทันได้โจมตี


       งูสีม่วงนี้เริ่มโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงตามันเริ่มกลายเป็นสีแดงและสายฟ้านั้นเริ่มแน่นหนามากขึ้นปีกของมันสั่นไหวคล้ายกับจะเร่งความเร็วขึ้นไปอีก เมื่อมันอ้าปากคำรามจะมองเห็นฟันอันแหลมคมของมันถ้าโดนกัดจางเฉินคงกลายเป็นชิ้นเนื้อติดปากมันทันทีมันพุ่งเข้าหาจางเฉินอีกครั้งหลังจากที่มันคล้ายเร่งพลังในร่างเสร็จแล้ว


       จางเฉินตั้งสมาธิรวบรวมลมปราณ ในครั้งนี้เขาไม่หลบหลีกเพียงรอโอกาสมือกำดาบแน่นด้วยความตึงเครียดอย่างมาก งูนั้นคล้ายจะเล็งเป้าที่ต้นขาของจางเฉินเมื่อจางเฉินมันใกล้เข้ามา จางเฉินจึงเพียงกระโดดขึ้นมาเพียงเล็กน้อย


        “ดาบเก้ามังกรทลายภูผา”


       เมื่อปราณดาบกระทบร่างของงูเตี้ยนหลิวมันก็กระเด็นติดกับแพงถ้ำเสียงดังตูมทำให้ผนังถ้ำนั้นเกิดเป็นรูและสะเก็ดหินนั้นพุ่งกระจายแล้วร่างของงูนั้นก็กลิ้งตกลงมากกระทบกับพื้น


         “ตาย”


         จางเฉินตะโกนเสียงดังแล้วรีบวิ่งเข้าโจมตีดาบนั้นแทงส่วนตาของงูทะลุเข้าไปถึงกะโหลกศีรษะ ร่างกายของทั้งมนุษย์และสัตว์อสูรนั้นส่วนมากจุดที่เปราะบางที่สุดมักจะเป็นที่ตาเพราะมันไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญถึงแม้ไม่ตายก็จะลดการมองเห็น


    คล้ายกับจะเร่งความ

        จางเฉินถอนหายใจอย่างโล่งอกเนื่องจากงูนั้นเพียงสะบัดร่างกายไม่กี่ครั้งก็นิ่งเงียบตายไปเขาขมวดคิ้วแล้วแผ่กระแสจิตเพื่อสำรวจทางเข้าถ้ำด้านหน้าไม่พบว่ามีงูเพิ่มอีกจึงเดินทางต่อไปวยความตึงเครียดอย่างมาก งูนั้นคล้ายจะเล็งเป้าที่ขาของจางเฉินเมื่อจางเฉินิ้นเนื้อติดปากมันทันที

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God) ที่คุณอ่าน