สองวันต่อมาไลท์ก็มาถึงเมืองทะเลสาบ
หลังจากที่ฝากกริมรีปเปอร์แล้วพวกไลท์ก็เดินชมเมืองทะเลสาบก่อนที่จะไปยังตึกนักผจญภัยเพื่อขึ้นเงิน
เมื่อออกมาแล้วกลุ่มของไลท์ก็ไปเช่าห้องพักที่โรงแรมลูฟเวอร์ซึ่งเป็โรงแรมหรูที่ติดกับทะเลสาบคู่รัก
“ พวกเธออยากไปพักผ่อนที่ไหนก็ตามสบาย ถ้าเกิดปัญหาอะไรก็จัดการตามความเหมาะสมแค่ห้ามฆ่าคนบริสุทธิ์ก็พอแล้วถ้าหากมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ก็ติดต่อมาหาฉันเข้าใจนะ ” ไลท์พูดขึ้น ทุกคนในกลุ่มเข้าใจทันทีจากนั้นก็แยกตัวกันไป
สองสาวก็แยกตัวออกไปช้อปปิ้ง ไลก้าก็ออกไปหาอะไรกินในฐานะนักชิมตัวยง
ไลท์ที่เหลืออยู่คนเดียวก็เดินเล่นรอบๆเมืองทะเลสาบ
บรรยากาศของเมืองทะเลสาบเย็นสบายๆ ไม่ร้อนเกินไปและไม่หนาวเกินไป
ไลท์เข้าไปนั่งดื่มในร้านเหล้าแห่งหนึ่งที่ดูสบายๆ
ร้านเหล้าแห่งนี้มีอยู่สองชั้น ซึ่งไลท์นั้งอยู่บนชั้นสองและนั่งติดกับหน้าต่าง
เขาชื่นชอบบรรยากาศสบายๆแบบนี้เป็ที่สุด มองดูวีถีชีวิตของชาวเมืองพร้อมกับนั่งดื่มเหล้าไปด้วย
“ บางทีก็รู้สึกสงสารพวกตัวเอกในนิยายที่ชอบเจอแต่เื่จังไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ” ไลท์พึมพำ เพราะั้แ่เขามาอยู่ที่โลกนี้หลายปีเขาก็ไม่ค่อยเจอเหตุการณ์เหมือนกับในนิยายที่พระเอกไปไหนก็มีแต่เื่
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
“ ชิปหายแล้วไงพูดไม่ทันขาดคำเลย!! ” ไลท์เอามือกุมหน้าผาก จากนั้นเขาก็หันไปมองดูต้นเสียงก็พบว่าเป็กลุ่มคนสี่คนเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีหยิ่งยโส
ไลท์มองดูชายตรงกลางที่น่าจะเป็ผู้นำก็พบว่าเป็ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีสวมเสื้อผ้าหรูหรา คาดว่าต้องเป็ลูกคนใหญ่คนโตสักที่ ส่วนด้านหลังก็น่าจะเป็ผู้ติดตาม
ผู้ติดตามของชายหนุ่มไลท์ััได้ว่าพวกนี้อยู่ในระดับBสามคนและระดับAหนึ่งคน
“ ไล่คนเหล่านี้ไปให้หมด ” ชายหนุ่มในชุดหรูหราพูดขึ้น
“ ครับท่าน ” ผู้ติดตามคนหนึ่งรับคำสั่งก่อนที่จะเดินมาตรงกลางห้องอาหาร
“ พวกแกทั้งหมดจงฟัง ท่านแคสเตอร์้าให้พวกแกออกไปจากร้านเหล้าแห่งนี้ ” ผู้ติดตามะโขึ้นด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงวิจารณ์ดังขึ้น
“ พวกแกเป็ใครถึงกล้ามาไล่คนอื่นแบบนี้? ” ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ะโขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ ในเมื่อพวกแกไม่รู้อย่างนั้นฉันจะบอกให้พวกแกทั้งหมดฟัง ท่านแคสเตอร์เป็ลูกชายของท่านเชสเตอร์ ไวเคาน์แห่งอาณาจักรไวท์บาเบล ” ผู้ติดตามะโขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้นทุกๆคนในร้านเหล้าพากันเงียบกริบ
ไลท์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะจำได้ว่า อาณาจักรไวท์บาเบลเองก็มีหอคอยแห่งนิรันดร์ ซึ่งอาณาจักรไวท์บาเบลแข็งแกร่งกว่าอาณาจักรแสงจันทร์อยู่ไม่มาก
“ เดี๋ยวนะถ้าจำไม่ผิดคุณบาลุคก็เป็ผู้ดูแลอาณาจักรไวท์บาเบลไม่ใช่หรอ? ” ไลท์เพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนที่จะจากกันที่เมืองคาร์ซัส คุณบาลุคก็ยังเชิญไลท์ไปเป็แขกที่อาณาจักรไวท์บาเบลเลย
พื้นที่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ถ้าดูตามแผนที่เมืองแสงจันทร์อยู่ห่างจากเมืองไวท์บาเบลประมาณสามพันกิโลเมตร แม้ว่าจะไกลอยู่บ้างแต่ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่สิบกว่าวันเท่านั้น
ไม่นานทุกๆคนบนชั้นสองก็ค่อยๆเดินลงไปทันที
แม้ว่ายศขุนนางอย่างไวเคาน์จะไม่ได้ยิ่งใหญ่แต่ว่าพวกเขาก็เป็ขุนนางของอาณาจักรใหญ่และมีกองกำลังที่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นคนตัวเล็กๆอย่างพวกเขาจึงได้แต่หลบไปแต่โดยดี อีกอย่างพวกขุนนางมักจะเป็พวกชอบเ้าคิดเ้าแค้น ดีไม่ดีวันหนึ่งพวกนั้นอาจจะจ้างพวกนักฆ่ามาฆ่าเขาก็ได้
แคสเตอร์มองดูทุกอย่างด้วยความพึงพอใจ แต่ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ไปเห็นไลท์ที่ยังนั่งอยู่โดยที่ไม่ได้ลุกไปไหน
“ ไปจับเ้านั้นโยนออกไปข้างนอกร้าน ” แคสเตอร์บอกกับผู้ติดตาม
ผู้ติดตามสองคนก็เดินไปหาไลท์ทันที
“ ไอหนูฉันบอกให้แกออกไปข้างนอกทำไมแกยังไม่ไป? ” น้ำเสียงของโกคิเต็มไปด้วยความเ็า
“ ฉันจะไปหรือไม่ไปมันเกี่ยวอะไรกับพวกแก? ” ไลท์ที่มองออกไปนอกหน้าต่างพูดขึ้นโดยไม่ได้สนใจตัวประกอบทั้งสองแม้แต่น้อย
“ ปากดีนักนะ ” ไกคิะโก่อนที่จะหยิบดาบข้างตัวฟันไปที่ไลท์
เคร้ง
เพียงแต่ดาบของเขาปะทะกับดาบสีทองที่โผล่ขึ้นมากลางอากาศ
และไม่กี่วินาทีต่อมาดาบของผู้ติดตามก็หลุดจากมือของไกคิ
“ ไกคิ ” โกคิะโอย่างใ พวกเขาสองพี่น้องเป็นักผจญภัยระดับBที่มีชื่อเสียงในอาณาจักรไวท์บาเบล ไกคิและโกคิ หนึ่งหอกหนึ่งดาบ
โกคิหยิบกระบองสามท่อนออกมาและใช้เวทย์เหล็กทำให้กระบองสามท่อนกลางเป็หอกยาวและแทงมาที่ไล์ เพียงแต่การโจมตีของเขาก็ถูกดาบสีทองป้องกันไว้ได้
จากนั้นสองพี่น้องโกคิและไกคิก็ต่อสู้กับดาบสีทองพร้อมกัน ไม่นานทั้งสองก็เอาชนะดาบสีทองของไลท์ได้
“ ไอหนูดาบเวทย์ของแกมันสลายไปแล้วแกจะสู้ยังไงต่อ ” ไกคิเย้ยหยันทันที
ไลท์หัวเราะขึ้น
“ ไอหนูแกจะหัวเราะอะไร? ” โกคิหรี่ตาลง
“ แหม่ๆเอาชนะดาบปราณของฉันแค่เล่มเดียวก็คุยโวซะแล้วหรอ? ” ไลท์หันมามองสองพี่น้องไกคิและโกคิก่อนที่จะดีดนิ้วหนึ่งครั้ง
ทันใดนั้นดาบสีทองกว่าสิบเล่มก็ลอยอยู่บนอากาศและดูเหมือนว่าดาบสีทองแต่ละเล่มแข็งแกร่งกว่าดาบสีทองก่อนหน้านี้อีก
สองพี่น้องไกคิและโกคิกลืนน้ำลายเมื่อมองดาบสีทองที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
ทันใดนั้นก็มีชายชราที่เป็ผู้ติดตามของแคสเตอร์เดินมา
ชายชราคนนี้ชื่อกูเรย์ เขาเป็หัวหน้าผู้ติดตามแคสเตอร์และยังเป็อดีตนักผจญภัยระดับA ที่เชี่ยวชาญเื่เวทย์ลมและยังใช้เชี่ยวชาญการใช้ดาบ
“ หนุ่มน้อยถ้าหากว่าเธอออกไปจากที่นี้โดยดีฉันก็จะไม่ทำอะไรเธอ แต่ถ้าหากเธอยังดื้อดึงอยู่ที่นี้ล่ะก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ” กูเรย์พูดขึ้นพร้อมกับท่าทางสงบนิ่ง
“ ผมก็อยากจะรู้นักว่าคุณจะมีปัญญาทำให้ผมออกไปได้หรือเปล่า ” ไลท์หัวเราะหึหึ
กูเรย์ขมวดคิ้วก่อนที่จะยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก “ ดูเหมือนว่าชายชราคนนี้จะต้องใช้กำลังเล็กน้อยแล้ว ”
กูเรย์โบกมือเบาๆก่อนที่จะปรากฏคลื่นลมพุ่งเข้าหาไลท์
ไลท์มองดูก่อนที่จะส่ายหน้า “ ถ้าหากคุณแข็งแกร่งแค่นี้ละก็เกรงว่าคงไม่มีทางทำให้ผมไปไหนได้หรอก ”
ดาบสีทองของไลท์ทำลายการโจมตีคลื่นลมของกูเรย์ได้ทั้งหมด
กูเรย์หรี่ตาลง “ ดูเหมือนว่าเธอเองก็แข็งแกร่งไม่เบา ”
หลังจากที่กูเรย์พูดจบเขาก็หยิบดาบออกมาจากกำไลมิติและก็พุ่งเข้าหาไลท์ด้วยความเร็ว
เคร้ง เคร้ง ๆ ๆ ๆ ๆ
เสียงดาบของกูเรย์ปะทะกับดาบสีทองของไลท์อย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปหลายนาทีแล้วกูเรย์ก็ยังไม่สามารถฝ่าการป้องกันของดาบสีทองได้ แถมเขายังได้รับาเ็จากดาบสีทองเหล่านี้ด้วย
นอกจากนี้ทั้งสองคนก็ไม่ได้สู้กันอย่างเต็มกำลังเนื่องจากพวกเขาอยู่ในเมือง มิเช่นนั้นพวกเขาอาจจะกลายเป็อาชญากรได้
แฮ่ก ๆ
กูเรย์หายใจหอบ แม้ว่าเขาจะแก่แต่เขาก็ยังแข็งแรงกว่าชายฉกรรจ์มากแต่พอเขาได้สู้กับดาบสีทองเบื้องหน้าแล้วต่อให้เขาใช้แรงทั้งหมดก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้
“ หนุ่มน้อยเธอเป็ใครกันแน่ ” กูเรย์มองมาที่ไลท์ด้วยแววตาสงสัย
“ อีกไม่นานคุณก็จะรู้เอง บอกเ้านายคุณด้วยว่าเขาไม่สามารถไล่ผมออกไปจากร้านนี้ได้ ถึงอย่างไรร้านนี้ก็ยังมีพื้นที่เหลืออีกมาก ” ไลท์พูดพร้อมกับยกเหล้าขึ้นมาดื่ม
กูเรย์ถอนหายใจจากนั้นเขาก็เดินกลับมาหาแคสเตอร์
“ นายน้อยกระผมไม่มีความสามารถที่จะเอาชนะเขาได้ขอรับ ” กูเรย์พูดขึ้นด้วยท่าทีผิดหวัง
“ อะไรกันแม้แต่ปู่กูเรย์ก็ยังเอาชนะไม่ได้งั้นหรอ!! ” แคสเตอร์ประหลาดใจ เพราะภายในอาณาจักรไวท์บาเบล กูเรย์ถือว่าเป็คนที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆถ้าหากไม่นับพวกระดับS เขาเคยถูกท่านมาร์ควิสคนหนึ่งดึงตัวไปแต่กูเรย์ปฏิเสธเพราะเมื่อก่อนเขาติดหนี้ชีวิตพ่อของแคสเตอร์ทำให้กูเรย์รับใช้ตระกูลของเขามากว่าสามสิบปีแล้ว
แคสเตอร์ที่ว่าหยิ่งยโสเมื่อเจอกับกูเรย์เขาก็ยังต้องสงบนิ่ง
“ ชายคนนั้นแข็งแกร่งมาก ” กูเรย์พูด
แคสเตอร์มองไปที่ไลท์ด้วยแววตาจริงจัง เพราะดูจากอายุของไลท์แล้วน่าจะอายุพอๆกับเขา แต่ชายคนนั้นกลับแข็งแกร่งกว่ากูเรย์
“ ปู่กูเรย์คิดว่าชายคนนั้นแข็งแกร่งกว่าปู่จริงๆงั้นหรอ ทำไมเขายังดูอายุน้อยอยู่เลย ” แคสเตอร์สงสัย
“ นายน้อยอย่าลืมว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่เพียงไหน คนแข็งแกร่งแต่อายุน้อยกว่ากระผมก็มีเยอะแยะดูอย่างท่านบาลุคสิ เขาอายุน้อยกว่ากระผมถึงยี่สิบปีแต่เขาก็ยังเป็ถึงนักผจญภัยระดับS เพียงแต่คนที่อายุน้อยพอๆกับนายน้อยแล้วแข็งแกร่งกว่ากระผมนี้ก็เพิ่งเคยเจอเป็ครั้งแรกจริงๆ ” กูเรย์ลูบคางพร้อมกับมองไปที่ไลท์ด้วยสีหน้าจริงจัง
“ ความจริงแล้วถ้าหากนายน้อยขยันฝึกซ้อมไม่แน่ว่าก็สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ นายน้อยอย่าลืมว่าโลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่ง ดูอย่างท่านเชสเตอร์ก็เป็จอมเวทย์ระดับB แม้ว่าจะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดแต่ก็ยังรักษาฐานอำนาจของตัวเองได้ แล้วนายน้อยล่ะ?จนตอนนี้ท่านก็ยังเป็เพียงแต่จอมเวทย์ระดับE ถ้าวันหนึ่งกระผมตายไปหรือท่านเชสเตอร์ไม่อยู่ นายน้อยจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร? ” กูเรย์พูดให้แคสเตอร์ฟัง
แคสเตอร์ที่ได้ฟังก็เข้าใจได้ทันทีว่าปู่กูเรย์พยายามจะบอกอะไร ถ้าหากเขายังอ่อนแอแบบนี้อยู่ล่ะก็เกรงว่าวันหนึ่งเขาก็จะกลายเป็คนที่ไร้อำนาจ
แค่คิดว่าวันหนึ่งเขากลายเป็คนไร้อำนาจแล้วเขาจะทำอย่างไงดี แค่นี้ก็ทำให้แคสเตอร์หวาดกลัวไม่น้อยแล้ว
“ ดูเหมือนว่าฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ให้ได้!! ” แคสเตอร์คิดอย่างจริงจัง
“ ความจริงแล้วนายน้อยสามารถทำแบบนี้ได้ ” กูเรย์กระซิบบางอย่างกับแคสเตอร์
แคสเตอร์ที่ได้ยินคำพูดของกูเรย์ก็พยักหน้าหงึกๆ
ไม่นานแคสเตอร์ก็เดินมาหาไลท์
“ สวัสดีฉันแคสเตอร์ มอนเรียล ” แคสเตอร์พูดขึ้น
“ นายมีธุระอะไร? ” ไลท์หรี่ตามองแคสเตอร์
“ ฉันแค่มาขอโทษเื่ที่จะไล่นายออกไป ” แคสเตอร์พูดด้วยความสำนึกผิด
ไลท์สำรวจแคสเตอร์เล็กน้อยก่อนที่จะพบว่าแคสเตอร์พูดสำนึกผิดจริงๆ
“ ถ้าหากฉันเป็คนที่เืร้อนแล้วล่ะก็ป่านี้นายคงได้นอนกองกับพื้นไปแล้ว ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับจิตสังหารที่ถูกปล่อยออกมาจากตัวไลท์
แคสเตอร์รวมไปถึงผู้ติดตามทั้งหมดพากันตัวสั่นด้วยความกลัว แม้แต่กูเรย์ที่เป็ถึงนักผจญภัยระดับAก็ยังต้องตัวสั่นกลัวจิตสังหารของไลท์
ไม่นานไลท์ก็สลายจิตสังหาร
แคสเตอร์และคนอื่นๆพากันเช็ดเหงื่อบนใบหน้า
“ พวกนายไปเถอะอย่ามารบกวนฉันแล้วกัน ” ไลท์พูดพร้อมกับหยิบกับแกล้มขึ้นมากิน
“ เข้าใจแล้ว ” แคสเตอร์พูดขึ้นพร้อมกับหันหลังกลับ
แคสเตอร์เดินไม่กี่ก้าวก็หยุดลงก่อนที่จะหันมาถามไลท์ว่า “ ฉันขอถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม? ”
“ ถามว่า? ” ไลท์สงสัย
“ นายชื่ออะไร? ” แคสเตอร์ถาม
“ ไลท์ ” ไลท์ตอบสั้นๆ
“ ขอบใจมากไลท์ที่นายไม่ทำอะไรฉัน ” แคสเคอร์พูดก่อนที่จะพาคนอื่นๆออกจากร้านเหล้า
ทันใดนั้นโกคิก็หยุดชะงักก่อนที่จะแสดงสีหน้าใ
“ เป็อะไรโกคิ? ” ไกคิที่อยู่ข้างๆถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะเขาเป็น้องชายของเขาที่จู่ๆก็ทำท่าทีใ
“ ฉันจำได้แล้ว! ” โกคิะโขึ้นจนทำให้แคสเตอร์และคนอื่นๆพากันสงสัย
“ จำอะไรได้โกคิ? ” แคสเตอร์หันกลับมาถาม
“ ชายหนุ่มที่ชื่อไลท์ไง ” โกคิพูดขึ้น
“ ไลท์ทำไม? ” แคสเตอร์และคนอื่นๆพากันสงสัย
“ ไลท์อายุน้อยแต่ของแกร่งกว่าท่านกูเรย์ แถมยังใช้ดาบสีทองในการต่อสู้ ถ้าหากฉันจำไม่ผิดเขาคือนักผจญภัยระดับSที่อายุน้อยที่สุด ” โกคิพูดขึ้น
ทันใดนั้นทุกๆคนก็พากันอ้าปากค้าง
“ จริงด้วยพอนายพูดมาทำให้ฉันจำได้ทันที ” กูเรย์ก็ทำท่าทางคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างออก
“ ไลท์คนที่สามารถเอาชนะอาร์คโทเน่คนที่แม้แต่ท่านบาลุคก็ยังเอาชนะไม่ได้คนนั้นหรอ ” ไกคิตื่นตระหนก
ทันใดนั้นทุกๆคนก็พากันโล่งอก
“ ดีนะที่ท่านไลท์ไม่ได้เอาเื่ไม่งั้นพวกเราคงตายไปหมดแล้ว ” โกคิถอนหายใจ คนอื่นๆก็พากันพยักหน้าอย่างจริงจัง
แคสเตอร์มองไปยังชั้นสองของร้านเหล้าด้วยแววตาจริงจัง
“ นักผจญภัยระดับSที่อายุน้อยที่สุดในโลก!! ” แคสเตอร์กำหมัดแน่นและตั้งไว้ว่าเขาจะเอาไลท์เป็ต้นแบบและเขาจะต้องแข็งแกร่งให้ได้แบบไลท์
“ ปู่กูเรย์กลับไปแล้วช่วยสอนทักษะดาบให้ผมด้วยนะครับ ” แคสเตอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แววตาของกูเรย์เต็มไปด้วยความยินดี “ ถ้านายน้อยไม่รังเกียจคนแก่อย่างกระผม กระผมก็จะสอนทุกอย่างที่นายน้อยอยากเรียน ”
หลังจากที่พวกแคสเตอร์ออกไปจากร้านแล้วไลท์ก็นั่งอยู่ที่ร้านเหล้าจนถึงตอนกลางคืนก่อนที่จะกลับไปนอนที่โรงแรม