ข้ามเวลามาเป็นน้องเพื่อน : ปรึกษา
ปรึกษา หลังจากที่เธอกับเบลตื่นขึ้นมาในร่างใหม่ในโลกใบใหม่นี้นี่ก็ผ่านมาแล้วเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่เรามาอยู่ที่นี้กิจวัตรประจำวันของเธอก็คือการกินข้าว ทำกายภาพบำบัดถ้าเบื่อก็ให้ท่านพ่ออุ้มออกไปนั่งเล่นที่แคร่หน้าบ้านพอแดดเริ่มร้อนก็เข้ามานั่งเล่นที่ห้องโถงหลังจากนั้นก็นอนมันวนลูปอยู่แบบนี้มาเจ็ดวันแล้ว น่าเบื่อมาก แต่เธอก็ได้แต่บ่นในใจเท่านั้นล่ะเพราะไม่สามารถที่จะทำอะไรอย่างอื่นได้แล้วนอกจากสิ่งเหล่านี้ เฮ้อ เหนื่อยใจกับสภาพตัวเองตอนนี้จังเลยเมื่อไหร่จะหายนะแต่ก็ยังดีอยู่ที่ก่อนนอนทุกวันฟางหนิงจะมาเล่าทุกอย่างที่เจอให้ฟังทั้งการไปสำรวจหมู่บ้านแห่งนี้และการขอติดตามท่านพ่อเข้าไปที่ตัวเมืองเมื่อเวลาที่ท่านพ่อเข้าป่าล่าสัตว์มาได้แล้วนำไปขายในตัวเมืองที่อยู่ไกลออกไปจากที่นี้อยู่พอสมควรใช้เวลาเดินเท้าเกือบหนึ่งชั่วยาม“จากที่ข้าเดินสำรวจในรอบหมู่บ้านแห่งนี้และตัวเมืองบางส่วนพบว่าที่หมู่บ้านแห่งนี้นั้นมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยประมาณห้าสิบหลังโดยบ้านของพวกเธอจะอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับชายป่าต้องห้าม ส่วนในตัวเมืองนั้นเหมือนว่าเมืองนี้จะเป็นเหมือนการค้าอยู่พอสมควรเพราะติดกับท่าเรือที่ใช้ขนส่งสินค้าเข้ามาในแคว้นนี้ ส่วนกิจการที่พวกเราพอจะทำได้ก็มีอยู่บ้างนะแต่เท่าที่คำนวณแล้วส่วนมากก็ต้องใช้เงินทุนหมดและตอนนี้พวกเรายังไม่มีเงินทุน แล้วเจ้าล่ะมีความคิดอะไรดีๆออกไหม”เสียงฟางหนิงดังขึ้นอย่างแผ่วเบาเพื่อเล่าเรื่องราวที่เธอพบเจอให้ฟางเซียนฟังและที่พวกเธอต้องพูดคุยกันด้วยเสียงที่เบานั้นเพราะพวกเธอไม่อยากให้สมาชิกในครอบครัวคนอื่นได้ยินพวกเธอทั้งสองคนยังไม่พร้อมที่จะเล่าเรื่องราวต่างให้พวกเขาฟังเพราะพวกเธอต้องการจะแน่ใจกับความคิดของตัวเองก่อนถึงจะเล่าให้ทุกคนฟังแต่คงอีกไม่นานหรอก “มีมันก็มีอ่ะนะ แต่ยังไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้ไหม”ฟางเซียนที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองเมื่อได้ยินคำถามของฟางหนิงก็เอ่ยขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ“พูดมาก่อนแล้วเราค่อยตัดสินใจกันอีกทีว่าสามารถทำได้ไหม”“จากที่ข้าเคยเรียนรู้มานะมันมีการหาเงินหลายวิธีที่เข้ากับที่นี่เช่นการหาสมุนไพรหายาก แต่ข้อนี้คงต้องตัดออกไปก่อนเพราะสมุนไพรหายากไม่มีทางที่จะหาเจอกันได้ง่ายๆแบบที่พวกเราเดินเข้าไปในป่าแล้วจะโชคดีเจอสมุนไพรเลยและที่สำคัญในป่ามันอันตรายข้าจึงไม่อยากเสี่ยงใช้วิธีนี้เท่าไหร่เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัย วิธีที่สองคือการค้าขายอาหารอันนี้ก็ดีแต่เราต้องมีเงินในการลงทุนอยู่พอสมควรถึงจะเป็นร้านอาหารเล็กหรือหาบเร่ก็ตามยังไงก็ต้องมีต้นทุนอยู่ดีตัดออกไปก่อนแต่ในอนาคตค่อยว่ากันอีกทีเมื่อเรามีเงินทุนหรือพวกเราสามารถที่ค้าขายโดยใช้เงินทุนไม่มาก”เสียงฟางเซียนเอ่ยความคิดออกมาจากประสบการณ์ที่เธอเคยอ่านเจอในนิยายที่ชอบอ่านตอนยังเป็นหม่อนไหมจะหาเงินได้จากไหนนะ คิดสิคิด“ข้าว่าวิธีที่สองเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเจ้าอย่าลืมสิว่าพี่รองคนนี้เป็นใคร”เสียงของฟางหนิงเอ่ยขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจแต่ตรงข้ามกับฟางเซียนที่บนใบหน้าฉายแววงุนงงหลังจากที่พี่รองของเธอพูดจบเป็นใครงั้นเหรอ “เฮ้อ! นี่เจ้าลืมแล้วเหรอว่าข้าเป็นลูกสาวของเจ้าของร้านอาหารนะและที่สำคัญพี่รองคนนี้ยังเคยไปทำงานที่ร้านอาหารมาหลายที่แล้วด้วยอย่าบอกนะว่าลืม”เสียงของฟางหนิงเอยถามขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจังเออ อยากบอกเหลือเกินว่าลืม ฮ่าๆๆ“ไม่ลืมใครจะไปลืมได้ล่ะ”“แน่ใจ”เสียงของฟางเซียนเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าจับผิด“ยอมรับก็ได้ว่าลืม ขอโทษ”ฟางเซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดพร้อมกับส่งสายตาที่ฉายแววขอโทษออกไป“เฮ้อ! เจ้าเนี่ยนะจริงๆเลย”เสียงถอดหายใจของฟางหนิงดังขึ้นอยากยอมแพ้ ทำให้ฟางเซียนที่เห็นแบบนั้นอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะยังไงฟางหนิงก็ไม่เคยโกรธเธอได้นานเลยซักครั้ง“ชั่งเถอะ ข้าว่าเรามาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าสรุปแล้วพวกเราจะทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารนะ แต่ว่าเราจะขายอะไรและขายที่ไหนล่ะ”เมื่อเสียงของฟางหนิงจบลงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง“เท่าที่ไปสำรวจมาถ้าเราจะเดินเท้าไปขายที่ตัวเมืองก็ไกลอยู่พอสมควรแต่ถ้าขายในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ไม่น่าจะขายได้เยอะจนพอที่จะเป็นทุนให้เราได้”เสียงของฟางหนิงเอ่ยความเห็นของตัวเองออกมาอีกครั้งเพื่อทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น“ก็จริงนะเจ้าคะ ”เสียงของฟางเซียนเอ่ยความคิดออกไปเพราะถ้าจะให้เดินเท้าไปขายที่ตัวเมืองทุกวันไม่น่าจะไหว“เอาไว้เราค่อยปรึกษาท่านพ่อกับท่านแม่อีกทีดีไหม”“ก็ดีนะเจ้าคะงั้นถ้าท่านคิดออกแล้วว่าเราจะขายอะไรแล้วเราค่อยบอกกับทุกคนแล้วกัน”“ตามนั้น ข้าคิดว่าพรุ่งนี้จะลองเดินสำรวจหมู่บ้านอีกรอบเผื่อจะมีความคิดดีๆบ้าง”“ดีเจ้าคะ”หลังจากที่วางแผนการคร่าวๆเสร็จแล้วพวกเขาทั้งสองก็ต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองทำให้ห้องนั้นอยู่ในความเงียบเพราะไม่มีเสียงสนทนาระว่างทั้งสอง“พวกเจ้ายังไม่นอนกันอีกเหรอ”เสียงท่านแม่ดังขึ้นที่หน้าประตูพร้อมกับเดินเข้ามาในห้องตามด้วยพี่รองที่เดินมาทีหลัง“ยังเจ้าคะพวกข้ารอท่านแม่กับพี่รอง”เสียงของฟางเซียนดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส“คราวหน้าไม่่ต้องรอแม่แล้วนะถ้าเจ้าง่วงก็นอนก่อนได้เลย”เสียงท่านแม่เอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยกลัวว่าลูกของเธอจะเจ็บป่วยขึ้นมาอีกพร้อมกับเดินเข้ามาลูปหัวของฟางเซียน“เจ้าคะ”หลังจากที่ตอบรับคำแล้วฟางเซียนก็ล้มตัวลงนอนโดยมีท่านแม่ห่มผ้าให้ไม่นานทุกคนก็ล้มตัวลงนอนและดับตะเกียงทำให้ห้องนั้นตกอยู่ในความมืดมีเพียงแสงของพระจันทร์เท่านั้นที่ส่งแสงเข้ามาในห้องบางส่วนทำให้ฟางเซียนที่ยังไม่หลับนั้นได้แต่ถอดหายใจกับสภาพของตัวเองตอนนี้เฮ้อ คงได้แต่ทำใจกับสภาพตัวเองตอนนี้สินะที่ต้องพึ่งพาเพื่อนของเธอแบบเต็มตัวในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวนี้ เพราะแค่ลำพังตัวเธอเองยังเอาตัวไม่รอดเลย น่าเศร้าใจจริงๆ