"....."
ชายร่างใหญ่กว่าสามเมตรยืนไพล่หลังทอดสายตามองไปยังผู้ที่คุกเข่าตัวสั่นงันงกเบื้องหน้าอย่างเงียบขรึม พวกเขาเหล่านี้ช่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ทั่วไปนัก หากแต่ตัวใหญ่กว่าเท่านั้น
"เ้ามั่นใจในสิ่งที่กล่าวมางั้นเหรอ" ชายผู้ที่ยืนอยู่กล่าวด้วยเสียงอันหนักแน่น
"เป็ดังที่กระหม่อมรายงานพะยะค่ะ ยานรบของท่านแม่ทัพคิรุสได้สูญหายไประหว่างการเดินทางขึ้นเหนือ กระหม่อมจึงส่งหน่วยค้นหาออกไปตรวจสอบทุกแห่งที่เคยมีร่องรอยปรากฏในฐานข้อมูลแล้ว และสิ่งที่ได้ก็เป็อย่างที่กระหม่อมทูลรายงานไปพะยะค่ะ " ดั่งเสียงแห่ง์ที่ประทานมอบแก่มัน ผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพลันเอ่ยตอบอย่างเร่งร้อน ตัวมันนั้นอดทนท่ามกลางความเงียบอันตรึงเครียดมานานเท่าใดก็ไม่ทราบแล้ว
แท้จริงแล้วบุคคลที่กำลังสนทนากันตอนนี้ก็คือเผ่าพันธุ์ต่างดาวนั่นเอง แต่น่าแปลกนักที่ร่างกายของมันช่างแตกต่างจากที่ผู้คนเคยพบเห็น
แกร๊กๆๆ….
เสียงกำมือแน่นจนกระดูกลั่นดังออกมา สะกดให้ชายที่คุกเข่าสั่นสะท้านไปทั่วร่าง มันรีบเร่งกล่าวอ้อนวอนอย่างหวาดผวา "ฝ่าาได้โปรดเมตตากระหม่อมด้วย!!"
โพล๊ะ
สิ้นคำเพียงไม่กี่อึดใจ ร่างเบื้องหน้าก็แหลกเละไม่เหลือชิ้นดี เพียงโดนฝ่ามือตบฟาดอย่างเรียบง่ายก็มากพอที่จะเปลี่ยนบุคคลหนึ่งที่มีร่างกายสูงใหญ่ให้กลายเป็เพียงซากร่างชิ้นหนึ่ง
"มนุษย์…. ดูเหมือนข้าจ้าวผู้นี้จะเมตตาพวกเ้ามากเกินไปสินะ….. " เสียงเปี่ยมโทสะบันดาลออกมา ทำให้ห้องมืดมิดที่บัดนี้มีรอยเืสีฟ้าสว่างระยิบระยับ กลายเป็หนาวเย็นยิ่งกว่าเก่า
"พวกเ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเ้าได้ก่อขึ้น" ชายร่างใหญ่สายตาดุร้าย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอันสงบ
นี่คงจะเป็ความสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
**********************************
"พี่ไรเซลช่วยด้วยยย!!" เสียงอันร่าเริงของเด็กสาวยังคงก้องอยู่ในหัว หวนให้เขาคิดคำนึงถึงความหลังอันแสนสุขเมื่อครั้งเก่า
แต่บัดนี้ไม่มีอีกแล้ว รอยยิ้มอันอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่เขาเคยัั ในโลกที่ไม่มีเธอนี้มันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน
หยาดน้ำตาพรั่งพรูอาบสองแก้ม ภาพความทรงจํายังคงชัดเจนเสมือนพึ่งเกิดเมื่อวันวาน ไรเซลยังคงหวนรำลึกจ่อมจมไปในห้วงแห่งความทรงจำ…..
..
นานเท่าใดไม่ทราบ เขาจึงปลุกตัวเองขึ้นจากภวังค์ แม้ความเป็จริงจะโหดร้ายแต่เขาจะต้องก้าวเดินต่อไป
"ครูครับ… เรายังมีความหวัง" ไรเซลพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ก่อนกล่าวต่อ "แม้ว่าชะตากรรมของคนที่โดนจับไปจะเลวร้าย แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันหมดซะทุกคน"
คำพูดของไรเซลบาดลึกเข้าสู่จิตใจของครูเรือง ที่ผ่านมาเขาเอาแต่โทษตัวเองและหมดความหวังที่จะใช้ชีวิตอีกต่อไปแล้ว ความคิดเพียงอย่างเดียวที่คอยพยุงเขาเอาไว้ก็คือความเคียดแค้น
ครูเรืองเหม่อมองไปที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของไรเซล ลูกชายตัวน้อยบัดนี้กลายเป็บุคคลอันเข้มแข็งแล้ว
"ครูละอายเหลือเกิน… ที่ผ่านมาครูเอาแต่เฝ้าคิดหาหนทางแก้แค้นและทำลายพวกมัน แต่กลับเป็ว่าไม่เคยคิดที่จะตามหาพวกเขาแม้แต่น้อย.." ครูเรืองหลับตานึกย้อนกลับไปก่อนจะพูดต่ออีกครั้ง "ขอบคุณมากที่เตือนสติครู"
ทั้งสองไม่จำเป็ต้องพูดสิ่งใดอีก เพียงแค่สายตาก็บอกได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
"แล้วที่โยมมาวันนี้มีเื่อะไรเป็พิเศษหรือเปล่า" หลวงพ่อปานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบของทั้งสอง การที่ได้เห็นลูกศิษย์หลุดพ้นจากบ่วงพยาบาทได้ ทำให้ท่านเปรียบเสมือนยกูเาออกจากอกได้ลูกหนึ่ง
ไรเซลกล่าวตอบ "ที่จริงวันนี้นอกจากมาเยี่ยมแล้วก็มีงานที่อยากขอให้หลวงพ่อและพ่อครูช่วยครับ"
" ว่ามาเถอะ" ครูเรืองหันมองหลวงพ่อปานก่อนตอบไรเซล
ไรเซลได้เล่าเื่ของฐานทัพภาคที่ 3 และภารกิจที่ตนเองกำลังจะทำให้แก่ทั้งสองฟัง ก่อนที่จะบอกครูเรืองถึงสิ่งที่เขา้า
"ผมอยากให้ครูไปกับผมครับ"
ครูเรืองยังไม่ได้ตอบอะไร ฟังจากที่เล่ามาเขาก็พอจะรู้จุดประสงค์อยู่แล้ว
"ถ้าเป็ก่อนหน้านี้ แม้ว่าเธอจะไม่้าแต่ยังไงครูก็จะไปกับเธอให้ได้.. เพียงแต่ตอนนี้ครูมีสติอยู่บ้างแล้ว เลยไม่ถูกความแค้นครอบงำ" ครูเรืองเว้นวรรค่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง "เธอคิดว่าครูเหมาะสมแล้วอย่างงั้นเหรอ"
ไรเซลหลับตาลงเป็เวลานานก่อนจะเปิดตาเพื่อมองไปยังครูเรืองอีกครั้ง "ครับ"
ไรเซลตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว สิ่งนี้ได้อธิบายทุกอย่างออกมาทั้งหมดแล้ว
"ขอบคุณมาก" ไม่มีคำใดบอกความรู้สึกของครูเรืองได้มากกว่านี้อีกแล้ว ไรเซลได้ให้ความหวังและมอบหนทางให้ครูเรืองได้ก้าวเดินต่อไป
"ยังมีอีกเื่ครับ" ไรเซลพูดขึ้นก่อนจะหันหน้าไปหาหลวงพ่อปาน
ทั้งสองหยุดรอฟังสิ่งที่ไรเซลจะพูดออกมา
"ผมอยากให้หลวงพ่อลงยันต์ให้ครับ" ไรเซล
"......"
ทั้งสองเงียบ
ไม่ว่าจะตัวของไรเซลหรือครูเรืองก็รู้ดีว่า หลวงพ่อปานไม่เคยทำสิ่งนี้ ไม่ใช่แค่เรืองลงยันต์ กระทั่งการแสดงปาฏิหาริย์จำอวดอะไรท่านก็ไม่เคยทำซักครั้ง
หลวงพ่อปานคือพระสงฆ์สายหินยานดั้งเดิม ท่านเป็ผู้ที่เคร่งในธรรมและไม่ทำสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์
"ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากให้หลวงพ่อทำให้เหรอ" ครูเรืองถามขึ้น นี่ก็เพราะครูเรืองรู้ดีว่าไรเซลเองก็ไม่เคยเชื่อเื่เครื่องรางของขลังอะไร
……. "เพื่อเป็เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจครับ" ไรเซลพูดขึ้นก่อนจะหยุดรอเพื่อพูดในเวลาต่อมา "ั้แ่ที่เริ่มฝึกจิต ผมก็มีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ที่ต่างออกไปจากเดิม.. ผมอยากได้สิ่งที่เป็เครื่องเตือนใจและคอยยึดเหนี่ยวจิตใจของผมเอาไว้ครับ"
ถ้อยคำที่ไรเซลบรรยายออกมาทำให้ทั้งหลวงพ่อปานและครูเรืองฉุกใจคิด ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ต่างคิดว่าเครื่องรางของขลังหรือของต่างๆ ที่เป็พุทธคุณคือสิ่งที่ช่วยดลบันดาลให้เกิดผลในด้านต่างๆ แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งเหล่านี้ แท้จริงเป็เพียงสิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น
"หลวงพ่อดีใจที่โยมมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ต่างจากคนทั่วไป…. เช่นนั้นหลวงพ่อจะมอบเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอันนี้ให้ หวังว่าในอนาคตเมื่อโยมมีปัญหาเกิดขึ้น มันจะคอยเตือนสติให้โยมคิดอย่างรอบคอบได้" หลวงพ่อปานกล่าว
"ขอบคุณครับหลวงพ่อ" ไรเซลกราบสามครั้งตามทำเนียมชาวพุทธ
"โยมเรืองไปยืมเข็มสักจากศาลาวัดมาเถอะ อาตมาจะสักให้โยมลูก"
ครูเรืองกราบลาพร้อมกับเดินออกไป…
ผ่านไป่ใหญ่จึงกลับมาถึง ไรเซลกับหลวงพ่อปานสนทนาทางธรรมกันเพื่อฆ่าเวลา สิ่งนี้มีส่วนช่วยอย่างมากในการฝึกพลังจิตของไรเซล นั่นเพราะในศาสนาพุทธเน้นหนักในเื่การฝึกสมาธิและจิต
หลวงพ่อปานประกอบพิธีกรรมและให้พร สิ่งที่ท่านจะสักลงนี้ไม่ใช่ยันต์ที่คนนิยมสักกัน แต่เป็บทสวดมนต์บทหนึ่งเท่านั้น
หลวงพ่อปานสักน้ำมันให้กับไรเซลเป็เวลากว่าสองชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ บทสวดที่ท่านสักลงประกอบรูปร่างเป็ธรรมจักรวงหนึ่ง
"ในอนาคตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้โยมตั้งมั่นในพระธรรมคำสอน ให้สิ่งนี้คอยยึดเหนี่ยวจิตใจให้ทำแต่ความดีงามตลอดไป" หลวงพ่อปานบอก
"สาธุ" ไรเซลพนมมือขึ้นจรดหว่างคิ้ว
"แล้วนี่จะอยู่ซักกี่วันเหรอ" หลวงพ่อปานถาม
"ตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่อีกสามสี่วันครับ ในเมื่อครูเองก็มาแล้วเลยอยากจะทบทวนวิชามวยซักระยะหนึ่ง" ไรเซล
"ดีๆ ครูเองก็อยากจะทดสอบดูหน่อยว่าเธอก้าวหน้าถึงไหนแล้ว" ครูเรืองยิ้มพลางตบไหล่ไรเซลแปะๆ
ไรเซลพักอยู่ทีวัดป่าโพธิ์สมภาร เป็เวลา 4 วัน ทุกเช้าและเย็นเขาจะทำสมาธิและฝึกท่ามวยเป็ประจำ นอกจากเื่พวกนี้เขาก็จะเดินบิณฑบาตพร้อมหลวงพ่อปานและทำความสะอาดกุฏิ
แม้จะเรียกว่ามวยโบราณ แต่ก็ผ่านการปรับปรุงมาหลายต่อหลายครั้ง วิชาที่เหลือให้ฝึกส่วนใหญ่เป็เคล็ดความและท่าต่อสู้เท่านั้น เวลาสู้จริงจึงใช้เป็แค่พื้นฐานและประยุกต์ตามสถานการณ์เอา สายมวยนี้ถูกปรับปรุงมาจาก 'มวยท่าเสา' ของพระยาพิชัยดาบหัก
ยามสายของวันที่ห้า ไรเซลกราบลาหลวงพ่อปานพร้อมครูเรือง หลวงพ่อปานให้พรอีกครั้งก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางกลับโดยไม่ได้แวะไปที่ไหน
……..
…
..
.
เฮลิคอปเตอร์ของไรเซลลงจอดที่ลานจอดของกองทัพ โดยมีผู้กองคาร์เตอร์มารอรับอยู่ก่อนแล้ว
"อ้าว… ไม่คิดว่าคุณจะมารับด้วยตัวเองนะเนี่ย" ไรเซลทักทายด้วยรอยยิ้ม หลังจากเปิดประตูออกมาจากเฮลิคอปเตอร์
ใบพัดหยุดหมุนพร้อมกับทั้งสองที่ลงจากเฮลิคอปเตอร์พลางเดินมาหาคาร์เตอร์
"ครูครับ.. นี่คุณคาร์เตอร์" ไรเซลกล่าวแนะนำ
"สวัสดีครับ ผมเรือง" ครูเรืองทักทาย
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ ขอต้อนรับสู่ฐานทัพภาคที่ 3" คาร์เตอร์จับมือกับครูเรืองพร้อมทักทาย
"ครูเรืองเป็ครูมวยของผมครับ และผมตั้งใจขอให้มาช่วยงานในครั้งนี้" ไรเซล
"เยี่ยมเลย… พวกนักวินักวิจัยจะมาถึงวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ก็ได้เวลาพอดีแล้ว" คาร์เตอร์บอก
ทั้งหมดเดินออกมาพร้อมกันพร้อมกับสนทนากันไปด้วย
"แล้วคนอื่นๆ ตามมาครบกันรึยังครับ" ไรเซลถาม
"ใช่แล้วว… ที่ผมรีบมาก็เพราะเื่นี้แหละ" คาร์เตอร์ทุบมือตัวเองอย่างแรงหลังจากที่เขาคิดขึ้นมาได้
"เรารีบไปกันตอนนี้เลย ผมรับมือพวกเขาไม่ไหวแล้ว" คาร์เตอร์พูดพร้อมกับพยายามลากแขนไรเซล
"ฮ่าๆๆๆ …. " ไรเซลทั้งขำทั้งวิ่ง เขากะไว้แต่แรกแล้วว่ามันจะต้องมีเื่ยุ่งๆ เกิดขึ้นเสมอ การมีเสือหลายตัวอยู่ในถ้ำเดียวกัน ยังไงก็ไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบ
ทั้งหมดมาถึงห้องโถงแห่งหนึ่งก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ภาพตรงหน้านั้นไม่หลุดจากที่ไรเซลจินตนาการเท่าไหร่นัก คนสี่คนตอนนี้กำลังตะลุมบอนกันอย่างสนุกสนาน โดยมีผู้ชมดูอยู่รอบข้าง
ชายวัยกลางคนสามคนกำลังรุมชายสูงอายุคนหนึ่ง ทั้งสามออกอาวุธกันปานห่าฝน ทั้งหมัดเข่าศอก ตวัดล่างตวัดบน ทว่าผู้เฒ่าคนนั้นกลับปัดป้อง และหลบหลีกได้หมดทุกท่า ผู้ชมรอบข้างเองดูไปอายุยังไม่มาก แค่ประมาณ 18-20 ปี และมีรวมกันทั้งหมด 6 คน
"เฒ่าเฉินเลิกหลบไปหลบมาซักที" หนึ่งในสามพูดขึ้น เขาสูงประมาณ 180 ผิวขาว หน้าตาภูมิฐาน มีเคราน้อยๆ ที่คาง คาดว่าจะเป็คนญี่ปุ่น
"เฮอะ.. พวกโง่! มีกันตั้งเยอะแยะแต่กลับทำอะไรคนแก่ไม่ได้ กลับบ้านไปกินนมแม่ซะไป" เสียงของเฒ่าเฉินดังขึ้น
เสมือนการราดรดน้ำมันลงบนกองไฟ ถ้อยคำที่เฒ่าเฉินพูดออกไปนั้นช่างกระตุ้นโทสะของผู้คนนัก
กรอดดดด… ทั้งสามกัดฟันแน่นพร้อมทั้งทิ้งระยะห่าง
คนทั้งสี่เริ่มเร่งเร้าพลัง นี่เป็สัญญาณบอกว่ากำลังเตรียมจะปะทะขั้นเด็ดขาดแล้ว
"โห… นี่ดีกว่าที่คาดซะอีก" ไรเซลพึมพำ ก่อนจะหันมาหาครูเรืองและกล่าว "ครูครับฝากรับมือผู้เฒ่าหน่อยนะครับ"
ครูเรืองพยักหน้าก่อนจะพุ่งออกไประหว่างคนทั้งสี่
"อย่าหาว่ารุนแรงเกินไปละกันนะตาแก่" ชายหน้าตาดุร้ายพูดขึ้น เขาเป็คนตัวเล็กผิวคล้ำ ไว้ผมยาวหางม้า ร่างกายกำยำ
"เฮอะ! " เฒ่าเฉินแค่นเสียงพลางพุ่งออกไป
ตูม!
เสียงปะทะทุ้มต่ำดังขึ้นก่อนที่คลื่นอากาศจะพัดออกมากระทบผู้คนโดยรอบ
อั่ก!!
เสียงดังร้องในลำคอดังออกมาคราหนึ่งก่อนที่ผู้ชมจะพากันเซถอยไปด้านหลัง
แทนที่จะเรียกว่าคลื่นอากาศควรเรียกว่ามรสุมมากกว่า แรงอัดนี้เทียบไปแล้วประหนึ่งโดนทุบด้วยค้อนใหญ่
ร่างทั้งสี่ผละออกจากกันก่อนที่จะมองตรงไปเบื้องหน้า
ทิวทัศน์ที่เห็นเบื้องหน้าหนึ่งเป็ชายกลางคนท่าทางธรรมดา อีกหนึ่งเป็หนุ่มหน้าตาดีผอมแห้งแรงน้อยหันหลังชนกัน
หนึ่งครูหนึ่งศิษย์ยื่นนิ่งอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คน
"ตามแก่นี่หมัดหนักจริงๆ" ครูเรืองอุทานออกมา
ไรเซลยิ้ม เหมือนครูเรืองจะไม่รู้แต่สำหรับเขา เขาเห็นทุกอย่าง สิ่งที่ปล่อยออกมาที่ฝ่ามือของเฒ่าเฉินแท้จริงแล้วคือลมปราณ ต่อให้แข็งแรงแค่ไหนถ้าไม่มีพลังพิเศษอย่างอื่นออกมาต้านรับก็ไม่มีทางรอดแน่นอน
"กะแล้วว่าครูต้องยังไม่รู้" ไรเซลหันหน้ามาพลางพูดกับครูเรือง
"?" มีเพียงสีหน้างุนงงเท่านั้นที่แสดงต่อไรเซล
"เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังหลังจากนี้นะครับ" พูดจบเขาจึงหันหน้ากลับมาเผชิญกับคนอื่นอีกครั้ง
แต่ละคนพลางมองอย่างครุ่นคิดและตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะรับพลังที่พวกเขาปล่อยออกมาเต็มที่ได้อย่างสบายๆ
"พวกเธอคือคนที่เหลือสินะ.." ชายคนสุดท้ายกล่าวขึ้น เขาผิวสีแทน ตัดผมสั้น อายุราวๆ 30-40 ปี สูง 175 ตาคมเหมือนเหยี่ยว คิ้วเข้ม หน้าตาดูหล่อเหลาตามวัย เพียงแต่ดูเฉยฉามากไปเท่านั้น
ไรเซลประสานมือโค้งคำนับตามธรรมเนียมของผู้ฝึกยุทธ
"สวัสดีครับยินดีที่ได้รู้จัก เอาเป็ว่าเราเลิกตีกันก่อนแล้วมาคุยกันอย่างสันติดีกว่าครับ" ไรเซลพูดพลางเงยหน้าขึ้น
ไม่ทันพูดจบดีเฒ่าเฉินก็พุ่งหมัดออกมาด้วยความเร็วสูง ไรเซลใช้มือขวาปัดหมัดขึ้น้าก่อนจะหลบหมัดที่เฒ่าเฉินปล่อยออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง
เฒ่าเฉินพลิกมือเปลี่ยนจากหมัดเป็ฝ่ามือก่อนจะวาดออกอย่างนุ่มนวล ผลักดันให้ไรเซลขยับตัวตามการเคลื่อนไหว
"นี่มันต่างจากบุคลิกมากไปหน่อยนะครับ" ไรเซลใเล็กน้อย เฒ่าเฉินที่ดูเหมือนก้าวร้าวรุนแรง คาดไม่ถึงว่าจะเชี่ยวชาญมวยอ่อน
เฒ่าเฉินพลิกตัวส่งฝ่ามือดันไรเซลไปด้านหลังก่อนที่จะหมุนตัว กระทืบเท้าหนึ่งครั้งควบรวมพลังลมปราณหนาแน่น ปล่อยฝ่ามือสองข้างหมายพุ่งใส่หน้าอกไรเซล
เปรี้ยง!
ทว่ามีเพียงภาพติดตาเท่านั้นที่รอคอยเฒ่าเฉิน ร่างไรเซลวูบไหวมาด้านซ้ายั้แ่เมื่อใดไม่ทราบ ซัดฝ่ามือขวาเข้าชายโครงเฒ่าเฉินไปคราหนึ่ง จนร่างลอยคว้างไปตามอากาศ
"คุณปู่!!" เสียงเด็กสาวดังขึ้นทันที่ร่างของเฒ่าเฉินตกสู่พื้น
"แค่กๆ…. แค่ก" เฒ่าเฉินไออย่างหนักหน่วง พลางพลิกตัวจะยืนขึ้น เพียงแต่ไม่ทันได้ออกแรงร่างก็ทรุดลงไปอีกครั้งจนหน้าคว่ำลงกับพื้น
เด็กสาวรีบเร่งเข้ามาหมายจะดูอาการ หากแต่ออกวิ่งได้สามก้าวก็ถูกเฒ่าเฉินยกมือขึ้นหยุดไว้กลางทาง
"เยี่ยมมาก… วันนี้ผู้เฒ่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ สมแล้วที่เอาชนะพวกตัวประหลาดมาได้" เฒ่าเฉินพูดขณะพลิกตัวกลับมานอนแผ่หรา ฝ่ามือนี้ของไรเซลส่งผลให้เฒ่าเฉินขยับเขยื้อนไม่ได้ไป่หนึ่ง
"ยินดีที่ได้รู้จักปรมาจารย์เฉินหงหู่ครับ หายากมากจริงๆ ที่จะมีคนฝึกฝน 'พลังซี่' ได้ถึงระดับนี้" ไรเซลกล่าวขณะประสานมือคาราวะ
"..... "
แม้จะใอยู่บ้างที่ไรเซลมองระดับพลังของตนเองออก แต่ก็ไม่ได้ทำให้แปลกใจนัก คนที่สามารถต้านรับพลังลมปราณได้หากไม่ใช่ผู้มีพลังลมปราณเหมือนกันแล้ว ก็คงต้องเป็พลังอย่างอื่น
แต่สิ่งที่เฒ่าเฉินคิดกับคนอื่นคิดช่างแตกต่างกันสุดกู่ ทั้งการซัดเฉินหงหู่ลอยไปอย่างง่ายๆ และมองรูปแบบพลังของอีกฝ่ายออกเพียงไม่กี่อึดใจ นี่ทำให้ผู้ฝึกยุทธหนาวสั่นไปทั้งตัวแล้ว
แปะ…. แปะแปะ
เสียงปรบมือดังขึ้นปลุกทุกคนให้ได้สติอีกครั้ง
"เยี่ยมมากครับ ทุกคนมีฝีมือมากจนทำให้ผมประหลาดใจจริงๆ สมแล้วที่ถูกกองทัพทาบทามมา" ไรเซลกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ไม่ต้องชมแล้ว ในฐานะนักสู้เราต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายชมคุณ" ชายหน้าตาภูมิฐานกล่าวขึ้นก่อนจะแนะนำตัว "ชื่อของผมคือ คาซากิริ เทนโด ผู้ฝึกยุทธจากญี่ปุ่น
"ชาร์ลาห์ บุญญาตะ จากอินเดีย เรียกผมว่าชาร์ก็พอ" ชายหน้าตาดุร้ายผิวคล้ำกล่าวพลางไหว้
ไรเซลโค้งไหว้เป็การตอบรับทันที "อินเดียเป็ต้นกำเนิดวิชาต่อสู้หลายแขนงมาแต่โบราณ สมแล้วที่มีจิตตานุภาพสูงถึงขนาดนี้"
"หามิได้… เทียบกับคุณแล้วยังถือว่าเล็กน้อยเท่านั้น" ชาร์ตอบกลับคำชมของไรเซลออกไป
"ซอง จุน วู ผู้ฝึกยุทธจากเกาหลีครับ" ชายตาเหยี่ยวแนะนำตัว
"สำหรับปรมาจารย์เฉินเองทุกคนก็คงรู้จักกันบ้างแล้ว และสำหรับผมเองทุกคนก็น่าจะรู้อะไรมาหลายอย่าง คงไม่ต้องแนะนำกันเพิ่มเติม" ไรเซลพูดขึ้นหลังจากแนะนำตัวกันเสร็จพลางผายมือไปด้านข้างเพื่อให้ครูเรืองแนะนำตัว
"เรืองศักดิ์ สกุลชัย ครูมวยจากไทยครับ" ครูเรืองแนะนำตัวพร้อมไหว้
ทั้งหมดพากันไหว้ตอบ ในวงการผู้ฝึกยุทธล้วนให้ความเคารพผู้ที่แข็งแกร่ง เพียงแต่มันไม่ใช่ในเื่ของความหวาดกลัว แต่เป็การให้เกียรติกับผู้ที่ทุ่มเทฝึกผนมามากกว่า
"ครูเรืองเป็ครูมวยที่ฝึกผมมาั้แ่สมัยเด็กครับ" ไรเซลอธิบายเพิ่มเติม
"มิน่าล่ะถึงได้มี 'พลังคิ' แข็งแกร่งขนาดนี้ สมแล้วจริงๆ" ชาร์กล่าวออกมาพร้อมด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง
หากแต่ถ้อยคำต่อมากลับทำให้ทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่า
"พวกเขากำลังพูดเื่พลังอะไรกันงั้นเหรอ? " ครูเรืองถามไรเซลด้วยใบหน้าที่ใสซื่อ
"......"
ไม่มีผู้ใดส่งเสียงออกมาซักแอะ ทุกคนเองก็งุนงงเหลือเกิน นี่แท้จริงแล้วเขากำลังเล่นมุขอยู่รึป่าว
"พรู่ดดด…. ฮ่าๆๆๆ" ไรเซลอดไม่ได้ที่จะขำออกมา เขากะแล้วว่าครูเรืองจะต้องไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
เห็นปฏิกิริยาของไรเซล หากไม่โง่มากพอก็คงดูออกว่าแท้จริงแล้วครูเรืองกำลังจะบอกอะไร
เทนโดพูดจากตะกุกตะกักพลางชี้นิ้วไปที่ครูเรือง "นี่…. นี่…. อย่าบอกนะว่า… "
ไรเซลพยักหน้าพลางมองไปหาทั้งสามก่อนจะพูดขึ้น "อย่างที่ทุกคนคิดนั่นแหละครับ ครูผมไม่รู้ว่าตัวเองใช้พลังคิได้"
สามผู้ฝึกยุทธยืนนิ่ง ผู้คนรอบข้างยืนนิ่ง ส่วนเฒ่าเฉินตอนนี้ช็อคไปแล้ว เขาไม่คิดเลยว่าคนที่หยุดหมัดเขาได้จะเป็เพียงคนที่พึ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธได้ไม่นาน
.
.
.
.
"หาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!"
หลังจากเงียยอยู่นานสองนานทุกคนก็อุทานออกมาพร้อมกันในที่สุด…
.
.
.