นํ้าเสียงของเคลสงบราบเรียบไม่ได้อัดแน่นด้วยความโกรธแต่อย่างใด ซํ้ายังออกจะเบื่อหน่ายเสียมากกว่า
เขาพูดต่อ
“ในเมื่อมีคนอยู่ข้างหน้าก็ยังจะวิ่งต่ออีกหรือไงทำไมถึงไม่ยอมหลบล่ะ ชายชราคนนั้นเกือบจะได้รับาเ็ไม่ใช่หรือไงทั้งที่เกือบจะฆ่าคนแล้วแท้ ๆ แต่ยังมีหน้ามาบอกเขาเป็เพียงสิ่งกีดขวางได้ยังไงกัน”
ชเวฮันมองเคลที่สายตาจดจ่อกับูเาซึ่งอยู่ห่างออกไปพลางตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“ทำไมถึงรับคำขอโทษจากตาเฒ่าล่ะเขาต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายขอโทษถึงจะถูก”
เคลเองก็อยากพูดได้เหมือนชเวฮันและมีหลายครั้งที่เขาอยากจะพูด ทว่ายังไม่ใช่ตอนนี้
“คนแบบฉันพูดออกไปแบบนั้นไม่ได้หรอกฉันไม่อยากพูดแบบนั้น แล้วก็ไม่ได้รู้สึกโกรธด้วย”
เขารู้ดีว่าแง่มุมนี้ของชเวฮันทำให้เ้าตัวดูดีทว่าตัวเคลไม่ได้อยากจะเป็แบบนั้น
ชายชราไม่ได้รับาเ็และเคลก็จะไม่เปิดโอกาสให้ตระกูลเคานต์ถูกเล่นงานแทนตนเองดีเสียอีกหากภาพลักษณ์ของเคลต้องมัวหมอง เพราะมันจะเป็ประโยชน์ต่อบาเซน
“การทำตัวแบบนี้คือเคล็ดลับที่ฉันได้เรียนรู้อย่างแตกฉานจากการใช้ชีวิตยังไงล่ะ”
ใช้อำนาจแต่พอประมาณและยอมเห็นด้วยกับความไร้เหตุผลเป็บางครั้งขณะเดียวกันก็ยังได้ใช้ชีวิตตามใจตนเองเคลส่งยิ้มให้ชเวฮันที่กำลังมองมาด้วยแววตาซับซ้อน
“อีกอย่าง...”
หากเคลโดนดูถูกหรือมีอะไรกวนใจสักวันหนึ่งเขาจะต้องกลับมาเอาคืนแน่นอน
“บางทีเร็ว ๆนี้ไอ้หมอนั่นอาจจะโดนขับออกจากตระกูลก็ได้”
“...ครับ?”
เขารู้ว่าเ้าหมอนั่นเป็ใครโดยไม่ต้องถามด้วยซํ้าดังนั้นชเวฮันจึงมองเคลด้วยสีหน้าประหลาดใจซึ่งเห็นได้ไม่บ่อยนัก
เคลระบายยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมกระทั่งแมวสองตัวที่กำลังเดินมาหาถึงกับชะงักฝีเท้าลงรอยยิ้มของเขายิ่งกว้างขึ้นขณะจับจ้องูเาทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านจากนั้นก็พูดคนเดียวในใจซึ่งเป็เื่ที่ไม่อาจบอกกับชเวฮันได้
ฉันจะขโมยัของไอ้หมอนั่นไปซ่อนยังไงล่ะ
หลังจากเขาเอาัไปแล้วเวเนียนจะถูกมาร์ควิสสเตนโกรธเป็ฟืนเป็ไฟและหนทางสู่การเป็ผู้นำตระกูลของอีกฝ่ายก็จะมีอุปสรรค คนที่ยังวิ่งต่อโดยไม่รู้ว่าตรงไหนควรหยุดระหว่างทางก็สมควรเผชิญสิ่งกีดขวางดูสักครั้งไม่ใช่หรือไง
เคลเต็มใจที่จะสร้างอุปสรรคชิ้นใหญ่ลงไปบนเส้นทางของเวเนียนแน่นอนว่าเขาจะทำมันอย่างลับ ๆ
เคลเอ่ยกับชเวฮันที่มองมาอย่างสนใจ
“ถ้าอยากรู้ก็ช่วยฉันหน่อยสิ”
“ถึงไม่รู้ว่าเื่อะไร แต่ผมอยากช่วยครับ”
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของชเวฮันเช่นกันเป็รอยยิ้มที่ทำให้เขาดูเหมือนเด็กเกเรซึ่งไม่เข้ากับบรรยากาศคนดีเลยสักนิดทว่ามันกลับทำให้เ้าแมวทั้งสองย่างเท้าเข้าหาด้วยสีหน้าที่ดูสนอกสนใจไม่น้อย
เคลพึมพำขณะมองไปยังูเาที่กำลังจะปลิวหายไปในอีกสามวันวันนี้เขาทั้งโดนดูถูกทั้งไม่สบายใจเื่เืที่แขนเสื้อของเวเนียนและชายชราคนนั้นที่เอาแต่ก้มหัวให้คนอื่น
“นายจะไม่เสียใจถ้าช่วยฉัน”
เคลคิดว่าดูเหมือนครั้งนี้เขาจะสามารถเอาคืนเวเนียนได้ทันที
“รับประกันได้เลย”
“ท่านลอร์ด นี่คือห้องที่ดีที่สุดของที่นี่ครับ”
“ก็พอใช้ได้นะ”
ชายชรานำทางเคลและคณะไปที่โรงแรมของตนแม้จะเป็โรงแรมเล็ก ๆ ที่มีรูปลักษณ์เรียบง่ายเช่นเดียวกับบ้านหลังอื่นแต่ก็มีทุกอย่างพร้อมสรรพเนื่องจากพวกพ่อค้าที่เดินทางมายังอาณาเขตเฮนิทุสมักแวะพักที่หมู่บ้านนี้เป็ครั้งคราว
“นี่เป็ครั้งแรกที่มีชนชั้นสูงมาพักที่นี่ถึงจะขาดตกบกพร่องอยู่มาก แต่คิดเสียว่ามันเป็แค่ที่อยู่อาศัยของคนชั้นตํ่าอย่างผมและได้โปรดอย่าถือสาเลยนะครับ”
เคลมองชายชราด้วยสายตาเรียบเฉยแม้อีกฝ่ายจะมีท่าทีผ่อนคลายกว่าตอนรับมือกับเวเนียนแต่ก็ยังดูหวั่นเกรงกับการมีชนชั้นสูงมาพักที่โรงแรม ต่อให้ความยำเกรงที่มีต่อชนชั้นสูงจะถือเป็เื่ดีแต่การทำตัวนอบน้อมมากเกินไปก็มีแต่จะทำให้อึดอัด
แบบนี้ก็แย่น่ะสิ
เคลตบไหล่ชายชราเพื่อคลายความตึงเครียด
“ทำตัวตามสบายเถอะตาเฒ่า อีกอย่างฉันไม่ชอบให้ใช้คำพูดที่กดตนเองแบบนั้นด้วยนี่คือสถานที่ที่คนเดินทางเข้าออกอาณาเขตของฉันมาพักแรมดังนั้นจะบกพร่องได้ยังไงกัน”
ั์ตาสีดำของชายชราสั่นไหวเขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากครู่หนึ่งจากนั้นจึงอ้าปากพูดขึ้นหลังจากลังเลอยู่พักใหญ่
“ท่านลอร์ด ที่อาณาเขตเฮนิทุสมีคนดี ๆอย่างท่านอยู่เยอะเลยใช่ไหมครับ”
“พูดอะไรไม่เข้าท่าเสียเลย”
“ครับ?”
“ฉันเป็ถึงอันธพาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาเขตเลยนะคนส่วนใหญ่นิสัยดีกว่าฉันกันทั้งนั้น”
“โอ้”
เสียงอุทานดังออกมาจากปากของชายชรา เด็ก ๆเผ่าแมวอย่างอนกับฮงซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาในห้องก็ส่งเสียงร้องเมี้ยวแล้วส่ายหัวไปมาด้วยความเวทนาทว่าไม่มีใครฟังออก
“ไปทำงานของนายเถอะ”
เมื่อเขาเอ่ยไล่ชายชราก็โค้งคำนับจนสุดแล้วออกจากห้องไปเคลเบือนหน้าหนีด้วยรู้สึกเหนื่อยใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูจะไม่เข้าใจแม้เขาจะบอกให้ทำตัวผ่อนคลายได้แล้วก็ตาม
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งหลังชายชราจากไป
“เข้ามา”
ประตูเปิดออกตามด้วยผู้ช่วยพ่อบ้านที่เดินเข้ามาพร้อมถือกล่องเล็กๆ ไว้ในมือ
“นายน้อย ให้กระผมนำแค่กล่องใบนี้มาใช่ไหมครับ”
“ใช่ ส่งมานี่”
ฮันส์เผยความอยากรู้อยากเห็นขณะส่งกล่องไปถึงมือเคลมันเป็สัมภาระเพียงอย่างเดียวที่เคลถือด้วยตนเองถ้าเป็กล่องธรรมดาก็คงคิดว่าข้างในนั้นคงเป็เหล้าหรือของกินทว่ามันกลับไม่ใช่กล่องทั่ว ๆ ไป
นี่คือกล่องเวทมนตร์ระดับสูงที่มีการประทับเวทมนตร์เอาไว้ที่สลักและเ้าของตราสัญลักษณ์ที่รับรองกล่องเวทมนตร์นี้ก็คือสมาคมการค้าตระกูลฟลินน์หนึ่งในสามสมาคมหลักที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับตระกูลเฮนิทุสอย่างไม่อาจแยกจากกันได้
เคลโพล่งออกมาเมื่อเห็นฮันส์กำลังเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ
“พ่อบ้านไม่ควรแสดงความรู้สึกทางสีหน้าไม่ใช่หรือไงโดยเฉพาะความอยากรู้อยากเห็นน่ะ”
“การเปิดเผยทุกสิ่งต่อหน้าเ้านายที่ตนรับใช้ถือว่าเป็หนึ่งในสิ่งที่พ่อบ้านควรกระทำครับ”
“ตลกนักหรือไง”
“ก็พอตัวครับ”
ท่าทีของเ้าหมอนี่ชักจะไร้ยางอายขึ้นทุกทีถึงกับอิดออดไม่อยากมาเมืองหลวงหากไม่ใช่เพราะพวกลูกแมวแม้เคลจะเคยคิดว่าฮันส์ดูเหลาะแหละกว่าผู้ท้าชิงตำแหน่งพ่อบ้านคนอื่น ๆ ก็เถอะ
เขาเอ่ยกับฮันส์ที่นับวันยิ่งทำตัวสบาย ๆขึ้นเรื่อย ๆ เวลาอยู่ต่อหน้าตนด้วยคำพูดดังเช่นทุกที
“ออกไป”
“ครับ”
ฮันส์จากไปทันทีเช่นทุกครั้งทว่าเขากลับเปิดประตูเข้ามาอีกครั้งและถามสั้น ๆ เกี่ยวกับกำหนดการในวันต่อไป
“นายน้อยจะพักอยู่ที่นี่สามวันใช่ไหมครับ”
“ใช่ นายไปจัดการให้ที”
“รับทราบครับ”
ฮันส์ตอบรับอย่างสบาย ๆ และปิดประตูลงตอนนี้อีกฝ่ายเป็คนรับผิดชอบงานทั้งหมดยกเว้นการรักษาความปลอดภัยของคณะเดินทางซึ่งเป็หน้าที่ของรองหัวหน้าหน่วยอัศวินทว่าเ้าตัวกลับดูไม่เหนื่อยเลยสักนิด แถมยังจัดการงานต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น
“เขาดูเป็พ่อบ้านที่เก่งมากเลยนะ”
เคลพยักหน้าให้กับคำพูดของอนที่เดินเข้ามาหาเช่นเดียวกับฮงที่เข้ามาใกล้แล้วพูดขึ้นว่า
“เขาดูเหมือนไม่กลัวเลยนะ”
เคลเองก็เห็นด้วยกับความเห็นนั้น ในบรรดาคนอื่นๆ นอกจากรอนก็มีเพียงฮันส์ที่กลัวเคลน้อยที่สุดหรือถึงแม้จะกลัวอยู่บ้างแต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัดกับเขา ช่างเป็คนกล้าหาญจริง ๆ
เคลรู้สึกรำคาญพวกแมวที่เข้ามาใกล้จึงดันพวกมันให้ถอยไปแล้วเปิดฝากล่องออกการเปิดกล่องที่ลงสลักด้วยเวทมนตร์นั้นง่ายมากกุญแจเพียงดอกเดียวที่สามารถเปิดกล่องใบนี้ได้มีแค่รอยนิ้วมือของเคลเท่านั้นเขาวางนิ้วชี้ลงตรงกลางสัญลักษณ์เวทมนตร์ที่ประทับอยู่บนกล่อง
แอ๊ด
กล่องเปิดออกเองพร้อมเสียงกริ๊กเล็ก ๆ จากด้านในและแล้วสิ่งของที่เคลใช้เวลาเตรียมการถึงสี่วันก่อนออกเดินทางจากอาณาเขตไปยังเมืองหลวงก็ได้เผยโฉมออกมา
“อยากรู้จังว่ามันคืออะไร”
“อยากรู้จัง”
เคลตอบส่ง ๆ โดยไม่สนใจดวงตาสีทองสองคู่ที่มองมา
“ของพวกนี้ก็คือสิ่งที่เอาไว้ช่วยชีวิตเ้าพวกน่าสงสารเอาไว้จัดการคนไร้มารยาท และช่วยให้ฉันไม่ได้รับอันตรายยังไงล่ะ”
อนและฮงเงยหน้ามองเคลด้วยสายตาแปลก ๆทว่าเขากลับลูบไล้ของที่อยู่ในกล่องด้วยสีหน้าพึงพอใจพลางนึกถึงบทสนทนาระหว่างตนกับบิลลอส บุตรนอกสมรสของผู้นำสมาคมการค้าตระกูลฟลินน์ตอนอยู่ที่อาณาเขต
“ท่านลอร์ด จะเอาของพวกนี้ไปใช้ที่ไหนเหรอครับ”
“ฉันว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องอธิบายให้นายฟังนะ”
“...นั่นสินะครับ แต่ถ้าจะซื้อของพวกนั้นทั้งหมดต้องใช้เงินมากมายมหาศาลเลยนะครับ”
“...ขอเช่าไม่ได้เหรอ”
“หากเป็ท่านลอร์ด แน่นอนว่าได้อยู่แล้วครับ”
ของส่วนใหญ่ในกล่องเป็วัตถุเวทมนตร์เคลคาดไว้แล้วว่าต้องราคาแพงแน่ แต่ถึงเป็ราคาเช่าก็ยังถือว่าแพงหูฉี่ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องใช้เงินทั้งหมดที่ได้รับจากบิดาจนเกลี้ยงและยังต้องไปพบกับบิลลอสที่เมืองหลวงเพื่อคืนสินค้าอีก ช่างวุ่นวายจริง ๆ
ฉันไม่ได้อยากเข้าไปวุ่นวายกับเื่ในเมืองหลวงแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่
“แต่ของสองสิ่งนี้เป็สิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารถเช่าได้ผมเลยขอยืมมาในนามของตนเองครับ ดังนั้นได้โปรดมาพบกันที่เมืองหลวงและคืนมันให้ผมด้วยตนเองนะครับ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้”
เคลรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งที่บิลลอสใช้ชื่อของตนในการยืมของต่างๆ มาให้ เขาจึงคิดว่าจะเลี้ยงเหล้าอีกฝ่ายสักแก้วเมื่อได้พบกันที่เมืองหลวง
เขาหยิบของชิ้นหนึ่งในกล่องขึ้นมามันเป็ลูกแก้วกลม ๆ สีดำที่มีลวดลายมากมายสลักอยู่บนพื้นผิวด้านนอกเ้าแมวสีแดงวางอุ้งเท้าเล็ก ๆ บนตักของเคลแล้วเอ่ยถาม
“มันคืออะไรเหรอ”
“อุปกรณ์รบกวนวงโคจรมานาน่ะเ้านี่มูลค่าหลายร้อยล้านเกลลอนเชียวนะ”
อนและฮงสูดหายใจดังเฮือก
“แค่ค่าเช่าก็ปาไปยี่สิบล้านเกลลอนแล้ว”
ฮงค่อย ๆลดอุ้งเท้าที่วางไว้บนตักของเคลแล้วเดินไปอยู่ที่มุมเตียงกับอนผู้เป็พี่สาวและอยู่ให้ห่างจากลูกแก้วสีดำให้มากที่สุด
เคลนึกถึงคำอธิบายของลูกแก้วสีดำนี้บิลลอสช่างสรรหาของตามที่เขา้าได้ดียิ่ง
“มันจะรบกวนระบบการโคจรของพลังมานาภายใน่เวลาที่กำหนดป้องกันไม่ให้อุปกรณ์เวทมนตร์ที่เกี่ยวข้องทำงานได้ตามที่ควรจะเป็ และมีความทนทานสูงมากถึงขั้นที่แม้ว่าูเาจะพังทลายมันก็จะยังปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนครับ”
“ของจำพวกอุปกรณ์บันทึกภาพจะพังทันทีเลยใช่ไหม”
“แน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม ท่านลอร์ดต้องติดตั้งเ้าสิ่งนี้ทิ้งไว้ล่วงหน้ายี่สิบเจ็ดชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นักเวทตรวจพบจากนั้นมานาเทียมจะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่วงโคจรมานาแล้วทำให้เกิดความสับสนชั่วคราว”
“อยู่ได้นานแค่ไหน”
“อยู่ได้สี่สิบนาทีครับ นานมากเลยใช่ไหมล่ะครับแน่นอนว่าหากมีนักเวทอยู่ในสถานที่นั้นด้วยก็จะช่วยทำให้มันเสถียรขึ้นอย่างง่ายดายภายในห้าถึงสิบนาทีเท่านั้นจริงอยู่ที่มันเป็ของหายาก แต่ประสิทธิภาพของมันกลับอยู่ในระดับธรรมดาเมื่อเทียบกับบรรดาอุปกรณ์รบกวนวงโคจรของมานาแบบอื่น”
“ฉันจะจำไว้”
มุมปากของเคลค่อย ๆ ยกยิ้มนี่เป็ของแพงที่สุดที่เขาเคยยืมมาจากบิลลอสแต่ในอนาคตมันจะมีประโยชน์มากตลอดการเดินทางของเขา
เหนือสิ่งอื่นใด ฉันชอบที่มันทนทานมาก ๆ นี่แหละ
สมาคมการค้าตระกูลฟลินน์นั้นมีประโยชน์มากจริง ๆเคลรู้สึกพอใจและโยนลูกแก้วสีดำที่มีขนาดเล็กกว่ากำปั้นเด็กใส่เ้าแมวทั้งสองที่ขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง
“เฮือก!”
“เมี้ยวววว!”
แมวตัวหนึ่งสูดหายใจเฮือกส่วนอีกตัวร้องเสียงหลงและพยายามหลบเลี่ยงลูกแก้วนั้นแต่ในไม่ช้าพวกมันก็ขดตัวลงนั่งอย่างสงบเสงี่ยมโดยวางลูกแก้วสีดำไว้ตรงหน้าเคล
“แกดูแผนที่เป็ใช่ไหม”
อนตีหางกับพื้นเพื่อตอบคำถามของเคลราวกับจะบอกว่าแน่นอนอยู่แล้ว
“ต้องดูเป็อยู่แล้วสิยังไงพวกเราก็เป็ถึงผู้สืบทอดของเผ่าแมวหมอกเลยนะ”
“ใช่ ๆ พี่พูดถูก”
เคลคลี่แผนที่ซึ่งเป็ของสำคัญอีกชิ้นในกล่องใบนั้นมันไม่ได้ระบุข้อมูลลักษณะภูมิประเทศไว้อย่างละเอียดและเป็เพียงแผนที่ที่เหล่าพ่อค้าส่วนใหญ่ใช้ในการเดินทางไปกลับอาณาเขตเฮนิทุส
“ตอนนี้เราอยู่ที่หมู่บ้านนี้”
นิ้วของเคลเลื่อนไปยังูเาที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
“แล้วก็ูเาลูกนี้ เห็นใช่ไหม”
“เห็นสิ”
“เห็นชัดเลย”
บิลลอสกล่าวไว้ว่า
“อ้อ และขอบเขตของมานาก็มีระยะใกล้เคียงกับค่าความทนทานครับ”
ซึ่งก็คือูเาหนึ่งลูก
“ถ้ามองจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันออกของูเาลูกนี้จะเห็นบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่งอยู่ไกล ๆ ด้านหลังบ้านพักจะมีถํ้าอยู่”
ไม่มีนักเวทอยู่ในหมู่ผู้ที่ใกล้ชิดกับัดำเหล่าคนจากหอคอยเวทมนตร์ให้ความเคารพนับถือัซึ่งเป็เผ่าพันธุ์ที่มีเวทมนตร์ในระดับสูงสุดพวกเขาไม่้ามีส่วนในการทรมานและเลี้ยงัเพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการดูถูกเวทมนตร์เลยสักนิด
บริเวณใกล้ถํ้าและบ้านพักตากอากาศมีเพียงอัศวินและทหารที่ไว้ใจได้ของมาร์ควิสสเตนเท่านั้นรวมถึงคนที่คอยจัดการงานสกปรกให้อีกฝ่ายเป็หลัก
“ห้ามเข้าไปใกล้แถวนั้นและอย่าให้ถูกจับได้เด็ดขาด”
เคลได้ฟังสถานการณ์ของเด็กเผ่าแมวทั้งสองเขารู้ว่างานระดับนี้สามารถสำเร็จได้ไม่ยากแต่ก็ต้องเตือนไว้ก่อนว่าไม่ควรเดินไปรอบ ๆ บริเวณนั้นเพราะความอยากรู้อยากเห็น
“มีเ้าหนูที่โดนจับไปทรมานอยู่ที่นั่นฉันจะไปพาเขาออกมา ดังนั้นพวกแกต้องระวัง”
“เ้าหนูเหรอ”
“ใช่ เด็กกว่าแกอีก ฮง”
“...เป็น้องเราเหรอ”
“อืม สี่ขวบน่ะ”
แต่หากปลดปลอกคอควบคุมมานาออกแน่นอนว่าเ้าหนูนั่นแข็งแกร่งพอที่จะเป่าอนและฮงให้ปลิวได้
“เราต้องไปช่วยชีวิตเขาเหรอ”
อนและฮงมีสายตามุ่งมั่นและกดอุ้งเท้าหน้ากับผ้าห่มบนเตียง
“ช่วยอะไรกัน แค่ปล่อยออกมาเท่านั้นแหละเพราะฉะนั้นใช้ร่างแมวแล้วแอบเอาลูกแก้วนี่ไปฝังไว้ในูเาซะ”
ถ้าพวกเขาอยู่ในร่างแมวก็แทบไม่มีโอกาสที่จะถูกจับได้เลยเคลใส่ลูกแก้วสีดำไว้ในถุงใบเล็กแล้วแขวนไว้ที่คอของอนประหนึ่งสร้อย
“แล้วพวกเราควรฝังมันไว้ที่ไหนเหรอ”
“ที่ไหนก็ได้บนูเา”
“ที่ไหนก็ได้จริงเหรอ”
“ใช่”
สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วจึงพยักหน้า
“งั้นก็ง่ายมาก”
“เราหลบสายตาของผู้ใหญ่ในเผ่ามาได้เลยนะ”
เคลเองก็เห็นด้วยเช่นกัน
“ง่ายสำหรับพวกแกอยู่แล้วเพราะพวกแกมีความสามารถมากพอที่จะทำอย่างนั้น ถ้าไม่มีความสามารถั้แ่แรกฉันคงไม่วานให้ทำอะไรแบบนี้หรอก”
ดวงตาสีทองของลูกแมวทั้งสองจับจ้องไปที่เคลพร้อมส่ายหางเบาๆ และย่นจมูกอย่างไร้สาเหตุทั้งคู่เคยเกือบถูกคนในเผ่าฆ่าตายเพราะคนเ่าั้บอกว่าพวกเขาไร้ความสามารถทั้งที่ยังไม่ทันให้โอกาสเรียนรู้อย่างถูกต้องด้วยซํ้า
เคลสังเกตเห็นความรู้สึกของสองพี่น้องที่จ้องมองมาก่อนจะให้สัญญาเป็มั่นเป็เหมาะ
“พอพวกแกกลับมาฉันจะให้กินเนื้อวัวเท่าที่อยากกินเลย”
แมวทั้งสองะโแผล็วออกไปนอกหน้าต่างทันทีและลอบมุ่งหน้าไปทางูเาอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าทั้งสองจ่ายค่าอาหารคืนได้เป็อย่างดีตามที่เคลคาดไว้และได้รับสเต๊กเนื้อจำนวนสิบชิ้นไปครอง เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึงเคลก็เอ่ยถามชเวฮันขณะดื่มนํ้ามะนาวที่ตนเริ่มคุ้นชินบ้างแล้ว
“นายเคยเห็นัไหม”