หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 168 เพื่อนร่วมห้องของข้าเป็นเด็กนิสัยเสีย

            ขั้นบันไดหินทอดยาวต่อกัน

            คดเคี้ยวเลี้ยวลดยาวไกลไม่รู้จบ

            บนภูเขาหลงยวน เพราะเฉินโย่ว และเด็กคนอื่นๆ ไปเข้าเรียนที่สำนักเชินกันหมดแล้ว เพียงพริบตาภูเขาลูกนี้ก็เงียบลงถนัดตา

            กระทั่งเจ้างูยักษ์ที่เฝ้าจวนอยู่ ก็เอาแต่นอนขี้เกียจไม่ไหวติง

            ยามที่เฉินโย่วยังอยู่ มันยังคอยโผล่ออกมาตรงโน้นตรงนี้ราวกับกำลังเล่นซ่อนหากันเช่นนั้น

            เจ้ามืดที่ปกติจะอยู่ท้ายเรือน บัดนี้ก็ไม่รู้ว่าไปแอบอยู่ที่ใด

            เจ้าลูกหมาป่าเสี่ยวลวี่ยามนี้ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

            ชั่วพริบตา ทั้งเรือนก็เปลี่ยนเป็นสงบไร้สุ้มเสียง

            วันนี้อากาศดีนัก กำลังรู้สึกอบอุ่น ไม่ถึงกับหนาวเกินไป

            ภูเขาสูงสง่า

            นอกจากว่ามีงูเยอะเหลือเกิน นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร 

            เพียงสามวันแรกที่พวกเขาขึ้นมาบนภูเขาลูกนี้ เหล่างูที่หนีไม่ทันล้วนถูกจับมาทำยาเสียหมด ยามนี้ในเรือนยังเต็มไปด้วยเนื้องูตากแห้ง

            ที่นี่มีงูเยอะเหลือเกิน บางส่วนจึงต้องนำไปใส่โอ่งเพื่อดองเหล้า

            ท่านราชครูนั่งอยู่ในศาลารับลม ใบหน้าของชายชราแฝงด้วยความกังวล มองลงจากภูเขาไปยังทิศทางที่สำนักเชินตั้งอยู่ ป่านนี้ไม่รู้ว่าเฉินโย่วเจ้าเด็กปีศาจนั่นจะปรับตัวได้หรือไม่…

            เมื่อเทียบกันแล้ว คนที่น่าเป็นกังวลที่สุดอย่างแม่นางหลัวกลับยังรักษาสีหน้าเย็นชาไว้เช่นเดิมจนทำให้ท่านราชครูนึกอับอายที่ชายชราเช่นเขายังสงบนิ่งไม่สู้แม่นางคนหนึ่ง

            ……

            หอพักของบัณฑิตชั้นเตรียมความพร้อมตั้งอยู่ในป่าสน

            ต้นสนสูงชะลูด

            ระหว่างต้นสนเหล่านั้นก็มีหอพักเก่าๆ ปลูกแซมอยู่ 

            ที่นี่มีอยู่ตั้งแต่เริ่มสร้างสำนัก ต่อมาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดที่พอสำนักเชินเริ่มขยายตัวขึ้น ก็ปล่อยปละละเลยที่นี่ไป

            ครั้งนี้เพราะเหล่าบัณฑิตในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมไม่มีที่ใดจะให้อยู่แล้วจริงๆ จึงได้กลับมาเปิดใช้ที่นี่อีกครา

            เฉินโย่วเมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องวิ่งร้องไห้จ้าออกไปเช่นนั้นก็ฉงนใจ

            ทั้งยังรู้สึกปวดใจเล็กน้อย

            ความจริงแล้วนางค่อนข้างชอบสหายร่วมห้องคนนี้ ก็ใครใช้ให้บนร่างเขามีแต่ของวิบวับเช่นนั้นเล่า

            เห็นแล้วก็รู้สึกสบายตาสบายใจเหลือเกิน

            เฉินโย่วหันไปมองสหายร่วมห้องอีกคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อันใด “เอ่อ ศิษย์พี่ฉาวจิ่ว คือว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ”

            เขาเพิ่งจะได้ยินว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเรียกเขาว่าฉาวจิ่ว

            “หอพักไม่อนุญาตให้นำสัตว์เข้ามา หากมีคนพบเข้า เจ้าจะถูกลงโทษเอาได้” ฉาวจิ่วเอ่ยเตือน

            เฉินโย่วเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบโยนเจ้างูน้อยออกไปนอกหน้าต่างทันที

            ฉาวจิ่ว “…”

            เมื่อเขามองตามเจ้างูที่กำลังเลื่อยออกไปนอกหน้าต่างก็พลันรู้สึกว่าคิ้วกระตุก

            จากนั้นก็เห็นว่าสหายร่วมห้องของตนหันมายิ้มกว้างพร้อมทั้งเอ่ยขึ้น “ท่านวางใจเถิด มันเลื้อยกลับไปเองได้ งูบ้านข้ารู้ความนัก”

            ชายหนุ่มคิดถึงค่ำคืนดึกสงัดที่พวกเขากำลังหลับอยู่ แล้วมีเจ้างูนั่นเลื้อยกลับเข้ามา เช่นนั้นย่อมต้องไม่ดีแน่

            “บ้านเจ้ามีงูเยอะมากเลยหรือ”

            เฉินโย่วพยักหน้า 

            “มากมายมหาศาล ทั้งภูเขามีแต่รังงูเต็มไปหมด” เฉินโย่วกล่าวไปก็ทำไม้ทำมืออธิบาย

            ฉาวจิ่วพลันเข้าใจทันทีว่าเจ้าเด็กตรงหน้าคนนี้เป็นใคร เจ้าเด็กนี่ก็คือเด็กที่ผู้คนร่ำลือกันว่าฮูหยินหลัวผู้งดงามราวกับปีศาจเลี้ยงดูอยู่ 

            “เจ้าอยู่บนภูเขาหลงยวนหรือ”

            “อื้มๆ” เฉินโย่วตอบไป พร้อมทั้งค่อยๆ เปิดห่อสัมภาระออก

            ต่อมาฉาวจิ่วจึงได้เห็นว่าในห่อผ้าของนาง ที่แท้ก็ใส่ลูกหมาป่าตัวหนึ่ง

            เจ้าลูกหมาป่าขนสีขาว บนหัวมีจุกขนสีเขียวๆ ยามนี้ขาทั้งสี่ข้างของมันถูกมัดเอาไว้อย่างน่าเวทนา

            หน้าผากของฉาวจิ่วพลันสั่นระริก

            “เสี่ยวลวี่ เจ้าไปเล่นข้างนอกก่อน รอข้ามีเวลาแล้วเจ้าค่อยกลับมา”

            จากนั้นจึงได้เห็นเด็กชายค่อยๆ แก้มัดให้เจ้าลูกหมาป่า แล้วจึงโยนเจ้าลูกหมาป่าออกนอกหน้าต่างไป

            ฉาวจิ่วมองเจ้าลูกหมาป่าที่ถูกโยนไปไกล ใบหน้าตะปุ่มตะป่ำก็สั่นขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ

            ครานี้เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่หลานเหยียนที่กลายมาเป็นฉาวจิ่วคิดจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาจริงๆ

            ตุ่มมากมายบนใบหน้ายามหัวเราะก็สั่นไหวไปมา ชวนให้รู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง

            หากเป็นคนอื่นมาเห็นเข้า ย่อมต้องหวาดกลัวอย่างแน่นอน

            ทว่าเฉินโย่วเป็นคนหมู่บ้านไป๋กู่ เหล่าท่านลุงท่านน้าของนางที่ทั้งปากแหว่ง หน้าเบี้ยวหรือมีดวงตาเพียงข้างเดียวก็มีกันอยู่ไม่น้อย ยามหัวเราะยามยิ้มไม่ว่าแบบใดก็ล้วนมี นางจึงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย

            นางรู้สึกเพียงว่าสหายร่วมห้องคนนี้ก็ไม่เลว

            ยามที่ฉาวจิ่วกำลังหัวเราะอยู่ ก็มีสหายร่วมห้องอีกคนเดินเข้ามา

            หลานชายยอดดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่าคนเมื่อเช้า สวีเจียเป่าอยู่ดีๆ ก็โผล่พรวดเข้ามา 

            เขาถูกพะเน้าพะนอจนเกินเหตุมาตั้งแต่เล็กๆ ทว่าก็มีเหตุผลที่เป็นเช่นนี้ ตระกูลสวีนับเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ครอบครัวมีแต่เด็กหญิง มีเขาเป็นเด็กชายเพียงแค่คนเดียว ทั้งเขายังเป็นบุตรชายคนเดียวของบุตรชายคนเดียว ตั้งแต่เล็กรอบกายของเขาจึงมีแต่สตรีงดงามมากมาย

            เขาเพิ่งจะถูกโอ๋ให้เข้ามาในสำนักเชิน เดินหาหอพักด้วยตนเอง ยังไม่ทันได้ก้าวผ่านประตูก็เห็นว่าหลังประตูมีบุรุษหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวคนหนึ่งกำลังหัวเราะอย่างสยองขวัญอยู่

            ใบหน้าของชายคนนั้นเต็มไปด้วยตุ่มตะปุ่มตะป่ำ แขนก็ทั้งล่ำทั้งดำ

            สวีเจียเป่ายังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตูก็แหกปากร้องจ้าวิ่งหนีไปเสียแล้ว…

            ฉาวจิ่วนิ่งงันด้วยความกระอักกระอ่วน

            ทั้งยังรู้สึกปวดใจขึ้นมา

            เพียงแต่เจ้าเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ในเรือนอยู่ดีๆ ก็หัวเราะอย่างเบิกบานใจขึ้นมา

            “ฮ่าๆ ท่านก็ทำให้คนตกใจจนหนีไปได้คนหนึ่ง เช่นนี้เราก็เสมอกันแล้ว”

            ฉาวจิ่วเห็นว่ายามเด็กชายหัวเราะอย่างใสซื่อเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขาดูน่ามองยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งเจ้าเด็กนั่นยังไม่กลัวเขาแม้แต่น้อย

            อาลู่ เสี่ยวอู่และอาสวินเมื่อจัดการหอพักของตนเองเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเดินทางมาหาน้องสาวทันที

            เมื่อเห็นฉาวจิ่วที่ยืนอยู่หน้าประตู ทั้งสามก็พลันถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ด้วยฝีมือของน้องสาว พวกเขาไม่กลัวน้องสาวจะโดนรังแก แต่กลัวน้องสาวจะเรียนเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในหนังสือที่เขียนเล่าเรื่องการแอบรักสหายร่วมห้องของบัณฑิตอะไรทำนองนั้น

            แต่แค่ได้เห็นใบหน้าของฉาวจิ่ว แต่ละคนก็พากันโล่งใจ จึงได้พากันทักทายฉาวจิ่วอย่างเป็นกันเอง 

            นี่เป็นครั้งแรกที่ฉาวจิ่วเข้ามาอยู่ในสำนักเชินแล้ว มีสหายร่วมห้องที่เป็นกันเองกับตนถึงเพียงนี้ ทั้งคนเหล่านี้ยังไม่มีท่าทีรังเกียจเขาแม้แต่น้อย

            “ข้าน้อยลู่เกอ เป็นพี่ใหญ่ของเฉินโย่ว น้องชายของข้าซนมาก ขอศิษย์พี่ฉาวจิ่วโปรดช่วยชี้แนะนางให้มากหน่อย” อาลู่แนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง ระหว่างที่แนะนำไปมือก็ยื่นจานฝนหมึกชิ้นงามให้อีกฝ่าย

            เสี่ยวอู่ยกมือขึ้นทุบแผ่นอกกำยำของตนแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าน้อยมีนามว่าเสี่ยวอู่ เป็นพี่รองของเฉินโย่ว ต่อไปหากมีคนมารังแกท่านก็เอ่ยชื่อข้าได้เลย ข้าจะไปช่วยจัดการให้ท่านเอง”

            “ท่านคือฉาวจิ่ว สอบได้เป็นอันดับที่สามของสำนักเชิน ช่างเป็นเกียรตินักที่ได้พบท่าน ข้าน้อยมีนามว่าอาสวิน เป็นพี่ชายคนที่สามของเฉินโย่ว ต่อไปข้าจะต้องมีอันดับเหนือท่านให้ได้” อาสวินกล่าวขึ้นพร้อมท่าทีจริงจัง

            ฉาวจิ่วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าทั้งสามคน…เขาเข้าใจแล้วว่าสหายร่วมห้องของตนเหตุใดจึงได้นิสัยร้ายกาจถึงเพียงนี้ ที่แท้พี่ชายทั้งสามของเจ้าเด็กนี่ร้ายกาจยิ่งกว่า

            ด้านหลังของเด็กหนุ่มทั้งสามยังมีเด็กชายร่างอ้วนวิ่งตามมา ทั้งตะโกนเสียงดัง “พี่โย่ว พี่โย่ว ข้าอยู่นี่”

            เจ้าเด็กอ้วนเดินเข้ามาในห้องแล้วเห็นฉาวจิ่วก็ตกใจขึ้นมา

            ทั้งยังถอยหลังไปอีกหลายก้าว พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ “ท่านก็เป็นวีรบุรุษหรือ ท่านเรียนวิชายุทธ์อะไรจึงได้เป็นเช่นนี้”

            ฉาวจิ่ว “…”

            “เกิดมาก็เป็นเช่นนี้”

            เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบคำถาม

            แต่ก็ได้ยินเจ้าเด็กอ้วนกล่าวด้วยความตื่นเต้นอีกว่า “ข้าก็ตกใจแทบแย่ นึกว่าท่านก็เป็นวีรบุรุษเหมือนกัน ใช่แล้ว ข้าเห็นเด็กชายสองคนวิ่งร้องไห้ขี้มูกโป่งออกไป ช่างน่าขายหน้านัก ท่านลุงฉือยังกังวลว่าข้ามาเรียนที่นี่แล้วจะร้องไห้ ทว่าข้ากลับไม่ได้ร้องไห้สักแอะ”

            เด็กชายว่าแล้วก็หัวเราะลั่น ยามเดินเข้ามาก็ไม่ทันได้มองธรณีประตู

            สุดท้ายจึงมีเสียงตุ๊บดังขึ้น หันไปก็เห็นว่าเด็กชายสะดุดธรณีประตูล้มเสียแล้ว

            ทั้งร่างจึงล้มลงกระแทกกับพื้น

            จากนั้นจึงมีเสียง “กึก” ดังขึ้น

            เมื่อเด็กชายเงยหน้ามองก็เห็นว่าฟันหน้าของเขาได้ร่วงออกจากปากเสียแล้ว

            ในเวลานี้เองเด็กชายก็อ้าปากร้องไห้โฮออกมา “แง…”

            ฉาวจิ่ว “…”

            เฉินโย่วจึงเดินเข้ามาช่วยหยิบฟันซี่ที่ร่วงขึ้นมาแล้วเอ่ยขึ้น “ไม่เป็นไร ท่านน้าของข้าบอกว่า เมื่อโตขึ้นอย่างไรก็ต้องมีฟันใหม่งอกขึ้นมา ฟันที่งอกขึ้นมาใหม่จะแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม สามารถกินเนื้อได้”

            เด็กชายที่ร้องไห้จ้าจึงกลั้นสะอื้นแล้วมองเฉินโย่ว เฉินโย่วจึงพยักหน้ายืนยัน

            จากนั้นเด็กชายจึงตอบขึ้นด้วยเสียงอู้อี้ “แต่ฟันซี่นี้ของข้าเพิ่งจะงอกขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วเอง มันจะยังงอกใหม่ได้อีกหรือ”

            เฉินโย่ว “…”

            ฉาวจิ่ว “…”

            อาลู่ “…”

            เสี่ยวอู่ “…”

            อาสวิน “…”

            “น่าจะงอกได้อีกครา ร่างกายเจ้าแข็งแรงจะตาย เรื่องฟันงอกอีกรอบย่อมเป็นไปได้อยู่แล้ว” เฉินโย่วคิดถึงท่านปู่บนภูเขาที่มีฟันหน้าเพียงซี่เดียว ก็รู้สึกไม่ค่อยจะมั่นใจนัก

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน