เว่ยเสียงยืนกรานว่าเขารู้จักผม แม้ว่าผมจะจำเขาไม่ได้สักนิด พอถูกกอดจนเริ่มรำคาญ ผมก็อ้างว่าต้องโทรถามคนในครอบครัวถึงหลุดออกจากอ้อมแขนที่กอดอย่างแแ่
แม่เหลียงจื้อย้ายจากไต้หวันมาญี่ปุ่นหลังหวันหวั่นเสียชีวิต เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของหลานสาว เธอเลือกอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่ห่างจากบ้านเราไม่ถึงสองกิโลเมตร
“ฮัลโหล แม่เหรอครับ” ปลายสายกดรับ
“มีอะไร” เสียงเย็นะเืของเหลียงจื้อดังเข้ามา
“แม่จำได้ไหมครับว่า ตอนผมอยู่ไต้หวันมีเพื่อนชื่อเว่ยเสียง” ผมถามไปแบบนั้น
“ใครเขามีเวลาไปจำบรรดาชื่อเพื่อนของแก” เหลียงจื้อตอบ “ฉันยุ่งมาก อย่ามารบกวนฉันด้วยเื่เล็กแค่นี้” จากนั้นเธอตัดสายผมอย่างคล่องมือ
“อ๊าก!” ยายแก่เหลียงจื้อ ผมถลึงตาใส่มือถือที่โดนตัดสาย นี่ผมผูกความแค้นกับเธอมาแต่ชาติปางก่อนหรืออย่างไร หรือแค่เพราะผมได้คบกับลูกสาวสุดที่รักของเธอ เธอจึงตัดสินใจเหม็นขี้หน้าผมตลอดไป
เว่ยเสียงตบหลังผมเบาๆ ยื่นมือถือในมือให้ผม
“พี่ใหญ่ของคุณ!” เว่ยเสียงบอก
“เอ๋” ผมรับมือถือเขามาด้วยความประหลาดใจ ส่งเสียงโมชิโมชิใส่มือถือด้วยความงุนงง
“อาหม่าน! หลายปีมานี้นายไปอยู่ที่ไหน?!” เสียงของพี่ใหญ่ลอดออกจากโทรศัพท์ เสียงของเขาไม่เปลี่ยนไปเท่าไร ผมยังจำท่าทางเวลาเขาพูดได้ คิ้วที่เลิกสูง สีหน้าที่มั่นใจ
“พี่ใหญ่เหรอครับ ผมอยู่ที่ญี่ปุ่นมาตลอดนี่!” ผมขมวดคิ้ว
“ผ่านมาตั้งนานก็ไม่เคยโทรกลับมา คิดว่าทุกคนเขาไม่เป็ห่วงนายหรือไง” น้ำเสียงพี่ใหญ่ตะลึงระคนขุ่นเคือง
“ผมยุ่งกับงานจนลืมน่ะครับ” ผมแกล้งสำนึกผิดต่อพี่ใหญ่ แต่เหตุผลที่แท้จริงคือี้เีโทรกลับไป
ตอนเด็กๆ ผมถูกส่งไปเป็ลูกเลี้ยงของครอบครัวเหลียงจื้อ เปลี่ยนแซ่เป็หลิน คนละแซ่กับพี่ใหญ่ พอโตขึ้นมาหน่อย แม้จะติดต่อกับครอบครัวเดิมบ้าง แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงรู้สึกแปลกแยกอยู่เสมอ ต่อมาผมแต่งงานกับหวันหวั่น ย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่น จึงถือโอกาสตัดสัมพันธ์กับพวกเขา หลังผมเริ่มชีวิตของตัวเอง ในหัวก็เหลือแค่หวันหวั่นแม่ลูกและร้านอาหารที่เพิ่งเปิดใหม่ เื่อื่นไม่ได้สลักสำคัญเท่าไรแล้ว
พี่ใหญ่ถามสัพเพเหระผ่านปลายสาย ผมตอบเขาอย่างใจเย็น
จู่ๆ เขาก็พูดถึงเว่ยเสียง
“์ลิขิตให้เขาได้เจอนาย” พี่ใหญ่ถอนหายใจพลางเอ่ย “ตอนแรกพวกเราคิดว่าชาตินี้ก็คงไม่รู้ว่านายอยู่ที่ไหนแล้ว แต่หมอนั่นดันหัวรั้น ั้แ่เฉ่าเหมยเขียนจดหมายกลับมาบอกว่าพวกนายอยู่ที่ญี่ปุ่น เขาก็เทียวไปเทียวมาบ่อยๆ ถ้าไม่ใช่ว่าพี่สาวเขาห้ามไว้ ฉันว่าเขาคงอยู่แต่ญี่ปุ่นไม่ยอมกลับมา จนกว่าจะพบนายนั่นแหละ”
“พี่ใหญ่...” ผมขัด “ผมมีเื่อยากถามพี่”
“เื่อะไร”
“เว่ยเสียงคนนั้นเป็ใครกันแน่” ผมชำเลืองเว่ยเสียง พบว่าเขามองผมอยู่ตลอด จึงถลึงตาใส่ “เขาเป็เพื่อนผมเหรอ ผมหมายถึง ผมรู้จักเขาเหรอ”
“อาหม่าน...นายคงไม่ นี่ถึงกับถามฉันว่าเว่ยเสียงเป็ใครเลยเหรอ” พี่ใหญ่เอ่ยเสียงอู้อี้
“ผมจำเขาไม่ได้สักนิด” ผมบอกพี่ใหญ่ตามตรง “เมื่อกี้จู่ๆ ก็โดนเขาจับไว้ระหว่างทาง เขารั้งผมไม่ให้ผมขึ้นรถไฟฟ้า ผมเลยต่อยเ้าคนไร้มารยาทนั่นไปหนึ่งหมัด แต่บอกตามตรง ตอนนี้ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก ทำไมเขาถึงดูเหมือนรู้จักผมจริงๆ เลยล่ะ”
“เป็เพราะหมอเหรอ สาเหตุมาจากหมอใช่ไหม” พี่ใหญ่ถามผม
“เกี่ยวอะไรกับหมอครับ”
ไม่รอให้ผมพูดจบ เว่ยเสียงก็ดึงมือถือในมือผมไป เดินไปอีกด้านกระซิบกระซาบกับพี่ใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็ปรายหางตามองผมเนืองๆ ราวกับกลัวว่าผมจะฉวยโอกาสที่เขาเผลอแล้วหายไปอย่างนั้น
ผมอุ้มไน่ไน่ขึ้น ไน่ไน่กอดคอและเบ้ปากมองผม “รถหนีไปแล้วจะทำยังไงดี เฮาส์เทนบอชหนีไปแล้วจะทำยังไงดี”
“พวกเรานั่งรถขบวนหน้าก็ได้ไม่ใช่เหรอ” ผมบีบแก้มแดงระเรื่อของไน่ไน่ “หน้าไน่ไน่กลายเป็แบบนี้แล้วขี้เหร่จริงๆ”
“คุณพ่อก็ขี้เหร่เหมือนกันค่ะ” เธอกางสองมือ ดึงแก้มผมไปสองทาง “กัปปะ กัปปะ ขี้เหร่เหมือนกัปปะ” เด็กน้อยที่ไม่รู้จักออมแรงทำผมเกือบร้องออกมาด้วยความเจ็บ
หลังเว่ยเสียงคุยกับพี่ใหญ่อยู่นาน ก็ยื่นมือถือมาข้างหูผม ผมกำลังอุ้มไน่ไน่ ไม่สามารถแบ่งมือมารับ เขาจึงเป็คนถือไว้ให้ผมคุยกับพี่ใหญ่
“หลังจากนี้ถ้าว่างก็กลับมาอยู่ไต้หวันสักพักสิ พ่อป่วยหนักมาก อย่าลืมกลับมาดูใจท่านเป็ครั้งสุดท้าย” พี่ใหญ่บอก “แล้วก็เว่ยเสียง เขาเป็น้องชายของภรรยาอากุ้ย ่ที่อยู่ญี่ปุ่นอย่าลืมดูแลเขาให้ดี!”
“แต่ผมต้องพาลูกสาวไปเที่ยว ไม่มีเวลาดูแลเขา” ผมบอก
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาตามไปด้วย” พี่ใหญ่ตอบมาประโยคหนึ่ง
“ไม่ได้ครับ”
“คนที่หายตัวไปแปดปีแล้วเพิ่งเจอตัวไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!” พี่ใหญ่ตวาดใส่ผม
“ผมไม่ได้หายตัวนะครับ ผมย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่น”
“เหมือนกันนั่นแหละ” เสียงของพี่ใหญ่ยังคงไม่พอใจ “ใครจะรู้ว่ากะพริบตาครั้งเดียวนายจะหนีไปไหนอีกหรือเปล่า เอาเป็ว่าเห็นเขาเป็น้องชายคนหนึ่งก็แล้วกัน ให้เขาตามติดใกล้ๆ หน่อย!”
พี่ใหญ่กำลังโมโหจริงๆ ผมไม่คิดเลยว่าเื่แค่นี้จะทำให้เขาโกรธ
“อ้อ...ครับ...” ผมจำใจตอบตกลง จากนั้นพี่ใหญ่วางสายอย่างเกรี้ยวกราด เว่ยเสียงเอามือถือกลับ