TheLibrary of lost souls
บทที่6: เส้นทางสู่ความจริง
ลอนดอน– สถานีรถไฟ King's Cross(คิงส์ครอส )
เสียงประกาศจากลำโพงในสถานีดังขึ้นเหนือเสียงจอแจของผู้คนผมยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เดินผ่านไปมา เสียงล้อกระเป๋าลากไปตามพื้นกระเบื้อง
ผมมองตั๋วรถไฟในมือ"London→Oxford" เวลารถออก 08:20AM
สถานีรถไฟKing'sCross เป็จุดเชื่อมต่อสำคัญของลอนดอนผู้คนเร่งรีบเดินผ่านชานชาลาไปยังปลายทางของพวกเขา แต่ในขณะที่คนอื่น ๆกำลังเดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวผมกำลังออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงบางอย่างที่อาจเปลี่ยนทุกอย่างที่ผมเคยรู้
เมื่อคืนผมนอนไม่หลับผมนั่งจ้องแผ่นโลหะที่พวกมันทำตกไว้ และพยายามเชื่อมโยงมันเข้ากับภาพถ่ายของลูคัส มันต้องมีความหมายหรือใช้ทำอะไรซักอย่างผมมั่นใจ
"จ้องตั๋วรถไฟขนาดนั้น เดี๋ยวก็มันก็เขินแย่ คิดว่ามองสาว ๆ อยู่หรือไง"
เสียงเอมิลี่ดึงผมออกจากภวังค์ผมหันไปมองเธอที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับแก้วกาแฟในมือ
"คุณมาทำอะไรที่นี่?"
"แค่แวะมาส่ง แล้วก็อยากให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ถูกฆ่ากลางทาง"
"พูดอะไรเป็ลางชะมัด"
เอมิลี่ยิ้มมุมปากก่อนจะส่งซองเอกสารสีน้ำตาลมาให้
"ฉันหาข้อมูลเกี่ยวกับห้องสมุดโบลดเลียนมาให้คุณนี่เป็บันทึกเกี่ยวกับ่ปี 1950 ที่พอจะหาได้ มีความเป็ไปได้ที่จะเป็ข้อมูลเท็จแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย"
ผมหยิบมันมาเปิดดูผ่าน ๆ ข้างในมีสำเนาเอกสารเกี่ยวกับโครงการบูรณะของห้องสมุดโบลดเลียน
"ขอบคุณ"
"แค่ระวังตัวให้ดี อย่าทำอะไรโง่ ๆ เหมือนเมื่อคืนถ้าเห็นว่าอันตรายก็รีบหนีออกมา"
ผมหัวเราะชอบใจ"ผมไม่เคยทำอะไรโง่ ๆ อยู่แล้ว"
"งั้นเหรอ? แล้วแผลที่มุมปากนั่นมาจากอะไรล่ะ?"
“....”
ผมเงียบไปหยิบตั๋วรถไฟขึ้นมา ก่อนจะตัดสินใจเดินไปที่ชานชาลา
ผมก้าวขึ้นไปบนขบวนรถไฟบรรยากาศภายในเงียบสงบกว่าด้านนอก ผมหย่อนตัวลงบนเบาะ เปิดดูภาพถ่ายลูคัสอีกครั้ง
"ผู้โดยสารทุกท่านเตรียมตัว รถไฟกำลังจะออกเดินทาง" เสียงประกาศดังขึ้น
รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีอย่างช้าๆ
08:45AM – บนขบวนรถไฟ
ผมนั่งนิ่งมองวิวสองข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงในลอนดอนเป็ทุ่งหญ้าเขียวขจีเสียงประกาศเป็ระยะบอกว่ารถไฟกำลังแล่นผ่านเมืองต่าง ๆแต่สมาธิของผมไม่ได้อยู่กับสิ่งรอบตัว
ผมหยิบซองเอกสารที่เอมิลี่ให้มาก่อนขึ้นรถไฟวางมันลงบนโต๊ะแล้วเปิดออก ข้างในมีเอกสารสำเนาหลายแผ่น ผมไล่สายตาอ่านอย่างตั้งใจ
"โครงการบูรณะห้องสมุดโบลดเลียนปี 1950"
มีการบันทึกว่ามี"การย้ายหนังสือและเอกสารบางส่วนไปยังพื้นที่เก็บรักษาลับ"
รายชื่อหนังสือและเอกสารที่ถูกย้ายไม่ปรากฏอยู่ในรายงานทางการ
มีการพูดถึง "ชั้นล่างของห้องสมุดที่ถูกเก็บเป็ความลับ"แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม
ผมขมวดคิ้วมีชั้นล่างด้วยงั้นเหรอ หรือจะเป็ชั้นใตดิน?
ผมหยิบภาพถ่ายขึ้นมาดูอีกครั้งพยายามหาจุดเชื่อมโยงกับข้อมูลที่ได้รับมาจากเอมิลี่
“มันต้องมีอะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกันสิ”
ผมหยิบแผ่นโลหะขึ้นมาพลิกไปมา หวังว่าจะมีร่องรอยอะไรที่อาจช่วยให้ผมเข้าใจมากขึ้น
แต่จู่ๆ ผมก็รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา ผมเงยหน้าขึ้นมองไปด้านหน้า
ที่นั่งห่างออกไปไม่ไกลชายคนหนึ่งแต่งตัวเรียบง่าย ใส่เสื้อเชิ้ตสีเข้ม นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ดูเหมือนเป็ผู้โดยสารทั่วไป แต่ สิ่งที่ผิดปกติคือ…เขาไม่ได้เปลี่ยนหน้ากระดาษเลยั้แ่รถไฟออกจากชานชาลา
ผมเบนสายตากลับไปที่เอกสารตรงหน้าทำเป็ไม่สนใจ แต่สมองกำลังคิด
“เอาอีกแล้วซินะ”
ผมตัดสินใจเดินไปเข้าห้องน้ำในขณะที่เดินผ่านที่นั่งของชายคนนั้น ผมเพ่งสายตามองเงาสะท้อนของเขาผ่านกระจกหน้าต่างชัดเจน หนังสือพิมพ์ที่เขาถืออยู่มันกลับหัว
“ผมถูกสะกดรอยตามอีกแล้ว”
ผมเดินต่อไปยังห้องน้ำเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตุใช้เวลาสักพักก่อนที่ผมจะกลับไปยังที่นั่ง ผมมั่นใจว่าชายคนนี้เป็พวกเดียวกันกับชายสามคนที่ผมเจอเมื่อวานแน่นอน
เสียงประกาศดังขึ้น"อีก 20 นาทีจะถึงสถานีออกซฟอร์ด"
09:30AM – สถานีรถไฟออกซฟอร์ด (Oxford Railway Station)
“สถานีออกซฟอร์ด กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านก่อนลงจากขบวน”
ผมหยิบกระเป๋าขึ้นสอดสายตามองผ่านหน้าต่างก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง ชายคนนั้น… หายไปแล้ว ผมเดาว่าพวกมันคงรู้อยู่แล้วว่าผมจะไปที่ไหนเลยไม่จำเป็ต้องตามผมต่อ
ถึงแม้สถานีแห่งนี้จะไม่ใหญ่มาก แต่เต็มไปด้วยนักศึกษาและนักท่องเที่ยวที่เดินไปมาผมเดินออกจากขบวนรถไฟ ระวังตัวทุกฝีก้าว ไม่อาจไว้วางใจอะไรได้อีกผมหลบออกจากฝูงชน คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแผนที่ เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่แต่สำหรับผม มันคือเมืองที่เต็มไปด้วยปริศนา
ผมเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่ใจกลางมหาวิทยาลัยอาคารที่ถูกปกคลุมด้วยไม้เลื้อย และเสียงระฆังจากโบสถ์ใกล้ ๆทำให้ที่นี่ดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคกลาง ในที่สุดผมก็ยืนอยู่หน้าห้องสมุดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ห้องสมุดโบลดเลียน( BodleianLibrary )
ห้องสมุดแห่งนี้ดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ซุ้มประตูหินสีเทาเข้มตั้งตระหง่านราวกับปกป้องความลับที่อยู่ภายใน ผมกวาดสายตาไปรอบๆ แต่ถูกทำหยุดไว้ด้วยลวดลายแกะสลักบนเสาประตู ที่ถูกสลักไว้อย่างประณีต "กุญแจโบราณ… กับนกที่กางปีก?
“กุญแจ... นก ไม่น่าใช่มั้ง”
ผมหยิบแผ่นโลหะออกมาเทียบกับลวดลายบนประตู มันดูคล้าย แต่ไม่ได้เหมือนกันขนาดนั้น
ผมหันกลับไปมองอาคารพลางสูดลมหายใจลึก
"ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม… คำตอบของเื่นี้ต้องอยู่ข้างในแน่"
ภายในห้องสมุดเงียบกริบมีเพียงเสียงฝีเท้าของผมที่ก้องอยู่บนพื้นหินเก่าแก่ อบอวลไปด้วยกลิ่นของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นหมึกของเอกสารที่ถูกเก็บมานานนับศตวรรษ ผมเดินช้า ๆผ่านโถงกลางของห้องสมุด กวาดสายตามองไปยังตู้เอกสารที่เรียงเป็แถว ผมไม่แปลกใจเลยถ้าจะมีใครเก็บซ่อนความลับจากประวัติศาตสร์ไว้ยังสถานที่แห่งนี้ผมเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ของห้องสมุด ที่นั่นมีหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่เธอสวมแว่นตากรอบบาง และกำลังอ่านเอกสารบางอย่าง
ผมหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ก่อนจะกระแอมไอเบา ๆ เพื่อให้เธอรับรู้ถึงการปรากฏตัวของผม
"ขอโทษนะครับ ผม้าเข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับการบูรณะห้องสมุดในปี 1950 ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนเหรอครับ"
เธอเงยหน้าขึ้นจากเอกสารที่เธอกำลังอ่านดวงตาของเธอจับจ้องมาที่ผม ก่อนจะขยับแว่นขึ้นแล้วพูดด้วยเสียงเรียบเฉย
"ปี 1950 อย่างนั้นเหรอ?"
"ใช่ครับผมอยากดูข้อมูลเกี่ยวกับการบูรณะและปรับปรุงห้องสมุดในปีนั้น"
เธอจ้องหน้าผมเขม็งก่อนจะหันไปเปิดคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ข้างหน้าเธอ
เสียงแป้นพิมพ์ดังขึ้นเป็จังหวะเธอค้นหาอะไรบางอย่างผ่านระบบฐานข้อมูลของห้องสมุด
"เอกสารเกี่ยวกับปีนั้น..."“ไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ค่ะ”
"หมายความว่า ผมไม่สามารถดูเอกสารพวกนั้นได้งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ จะต้องเป็บุคคลที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการของห้องสมุดหรือบุคคลที่มีสิทธิ์พิเศษเท่านั้น"
“แล้วผมต้องไปขออนุญาตที่ไหน ผมสามารถทำเื่ขออนุญาตกับคุณเลยได้ไหม”
“ต้องขออภัยค่ะฉันไม่มีสิทธิ์ในการดำเนินการใดที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตค่ะ”
“แต่โดยปกติแล้วไม่เคยมีบุคคลทั่วไปได้รับสิทธิเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับปี 1950 ค่ะ"เธอกล่าวเสริม
“….ขอบคุณมากครับ”
การถูกปฏิเสธครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของผมมากนักสิ่งที่ผมทำต่อไปคือเดินไปรอบ ๆ ห้องสมุดขณะที่ผมเดินผ่านโซนอ่านหนังสือเสียงพูดคุยแ่เบาดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง
ผมชะลอฝีเท้าแล้วทำทีเป็อ่านหนังสือเก่าบนชั้นวาง หูของผมจับคำพูดของพวกเขาได้
"วันนี้ต้องตรวจตราห้องเก็บเอกสารใต้ดินอีกแล้วใช่ไหม?"
"ใช่ คำสั่งจากเบื้องบนเลยนะ ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด"
"เฮ้อ...ทำไมเราต้องรักษาความปลอดภัยกับเอกสารพวกนั้นขนาดนี้กันนะ?"
"เขาสั่งให้ทำก็ทำไป อย่าสงสัยเยอะ เดี๋ยวจะตกงาน"
ผมขมวดคิ้ว มีห้องเอกสารใต้ดินจริงงั้นเหรอ?
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีกผมก็พบกับพื้นที่ควบคุม(RestrictedZone) พื้นที่สำหรับเ้าหน้าที่และนักวิจัยที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นบริเวณทางเข้ามีเ้าหน้าที่คอยดูแลและเครื่องแสกนบัตรผ่านที่ทุกคนต้องแสกนบัตรถึงจะสามารถเข้าไปได้ ผมหยุดยืนที่โซนอ่านหนังสือด้านข้างจุดตรวจทำเป็สนใจหนังสือเก่า ๆ เล่มหนึ่ง แต่สายตาจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของเ้าหน้าที่พยายามหาช่องโหว่ที่จะทำให้ผมสามารถเข้าไปได้ไม่นานนักผมก็เห็นบางอย่างที่จะช่วยผมได้ นักวิจัยหญิงคนหนึ่งกำลังเดินมาอยากร้อนลนพร้อมกับเอกสารกองใหญ่เต็มสองมือของเธอนี่แหละ โอกาสของผม
"ให้ช่วยถือไหมครับ?"ผมรีบวิ่งเข้าไปหาเธอ ถามด้วยน้ำเสียงเป็มิตรพลางชี้ไปที่กองเอกสาร
"โอ้ ยินดีมาก ๆ เลยค่ะมันหนักมากเลย ขอบคุณนะคะ"
“หืม?” เสียงของเธอ...คุ้นหูอย่างประหลาด เหมือนพึ่งผ่านหูของผมเมื่อไม่นานมานี้ แต่ผมตอนนี้ผมสนใจเื่ที่จะเข้าไปข้างในมากกว่า
"ตื๊ด!" ยืนยันตัวตน
"เดี๋ยวก่อน คุณเป็ใคร?"
“บ้าเอ้ย!” ผมสบถในใจ
"อ้อ เขามากับฉันน่ะ เรากำลังรีบเดี๋ยวฉันจะลงบันทึกไว้ในระบบนะ" นักวิจัยหญิงหันไปบอกกับเ้าหน้าที่
เ้าหน้าที่ลังเลไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้ผ่าน
ผมเข้ามาในโซนควบคุมได้สำเร็จ
เดินเข้ามาเรื่อย ๆจนถึงห้องวิจัยของเธอ ผมนำกองเอกสารที่ยกมาว่างไว้บนโต๊ะ
“ขอบคุณมากนะคะ คุณช่วยฉันได้มากเลย”
“ด้วยความยินดีครับถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวฉันเดินออกไปส่งนะคะ”
“ไม่เป็ไรครับ คุณทำงานวิจัยต่อเถอะเดี๋ยวผมออกไปเอง”
ผมเดินออกมาจากห้องของเธอแน่นอนว่าผมไม่ยอมกลับออกไปง่าย ๆ แน่ ผมเดินสำรวจภายในพื้นที่ควบคุมพยายามมองหาป้ายหรือสัญลักษณ์อะไรซักอย่างที่จะชี้ทางไปยังห้องใต้ดินบรรยากาศในโซนนี้เงียบกว่าด้านนอกมาก แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาผมมากที่สุดคือ ประตูเหล็กที่อยู่สุดทางเดินมันเป็ประตูสีเข้ม มีเครื่องสแกนคีย์การ์ดติดอยู่ด้านข้าง และที่สำคัญ มีเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินผ่านแถวนี้เป็ระยะ
ไม่น่าจะเข้าไปได้ง่าย ๆการผ่านประตูนั่นจำเป็ต้องใช้คีย์การ์ดผมไม่สามารถปีนเข้าไป หรือใช้วิธีอื่นที่อาจก่อให้เกิดเสียงดังได้ วิธีเดียวที่ใช้ได้คือต้องหาทางขโมยคีย์การ์ดของใครสักคน
จากจุดที่ผมยืนอยู่ สามารถมองเห็นห้องพักของเ้าหน้าที่ที่อยู่มุมหนึ่งของโซนควบคุมที่ด้านข้างของผมตอนนี้เป็ห้องวิจัยที่ไม่มีคนใช้งานอยู่
“ได้การล่ะ”
ผมเดินเข้าไปแอบหยิบเอกสารฉบับหนึ่งติดตัวมาด้วยก่อนเดินไปยังห้องพักเ้าหน้าที่
ก๊อก... ก๊อก...
“ขอโทษนะครับผมถูกขอให้เอาแฟ้มนี้มาให้คุณแอนเดอร์สัน”
“แอนเดอร์สัน? ไม่มีชื่อนี้นะใครเป็คนส่งแฟ้มนี้มาให้?”
ผมทำเป็เปิดดูเอกสาร“ผมได้รับคำสั่งมาจากเ้าหน้าที่แผนกทะเบียนครับ พวกเขาบอกให้ผมนำมาให้ด่วน”
เ้าหน้าที่ถอนหายใจ “เอามาให้ฉันก็ได้เดี๋ยวฉันจะฝากต่อให้”
ผมเดินเข้าไปด้านใน วางแฟ้มบนโต๊ะแล้วแอบเหลือบมองหาคีย์การ์ด มันวางอยู่ใกล้แก้วกาแฟบนโต๊ะ
ด้านข้างมี หนังสือเล่มหนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อังกฤษ
"คุณอ่าน‘ประวัติศาสตร์อังกฤษยุคกลาง’ ด้วยเหรอครับ?" ผมเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปที่หนังสือ
เ้าหน้าที่ชะงักมือหันมามองผมก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย "ใช่ ผมอ่านมัน่พัก"
"ผมเคยอ่านงานของ ดร.เบนเน็ตต์เกี่ยวกับเอกสารยุคกลางของอังกฤษ จริงไหมครับว่าที่นี่มีบันทึกสำคัญจากศตวรรษที่ 15?"
ดวงตาของเ้าหน้าที่เปล่งประกายขึ้นทันที"คุณรู้จัก ดร.เบนเน็ตต์ ด้วยเหรอ?"
ได้ผล… เขาเริ่มสนใจบทสนทนา
"ใช่ครับงานวิจัยของเขาน่าสนใจมากผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวถึงเอกสารหายากที่ถูกเก็บไว้ที่นี่"
"อ้อ ใช่ ๆผมเคยเห็นรายชื่อเอกสารบางส่วนเมื่อหลายปีก่อน…"
ตอนนี้เขากำลังพูดมากขึ้น
ขณะที่เขาอธิบายเกี่ยวกับเอกสารเก่าผมใช้จังหวะนี้ค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้โต๊ะ เลื่อนมือไปใกล้คีย์การ์ดแล้วเอื้อมหยิบมันมาแนบกับแฟ้มที่ถืออยู่ ทำให้ดูเหมือนว่าผมหยิบแฟ้มเอกสารธรรมดาๆ
"ขอบคุณมากครับผมคงต้องไปหาหนังสือของ ดร.เบนเน็ตต์ มาอ่านแล้ว" ผมพูดพลางพยักหน้าให้เขาก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างแเี
ตอนนี้ คีย์การ์ดอยู่ในมือผมแล้ว
ผมเร่งฝีเท้าไปที่ประตูทันที หวังจะใช้คีย์การ์ดที่พึ่งได้มาก่อนที่จะมีใครเห็นผม
ติ๊ด... ผมแอบหวั่นใจ กลัวว่าคีย์การ์ดนี้จะไม่สามารถใช้กับประตูนี้ได้
สัญญาณเปลี่ยนจากสีแดงเป็สีเขียว มันใช้ได้!
ผมรีบผ่านเข้าไปยังประตูนั่น แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าจู่ ๆ ไฟก็ดับสนิท บรรยากาศดูเงียบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในนี้
“ถามจริง?”
ผมนิ่งอยู่พักหนึ่งรอให้สายตาปรับเข้ากับความมืด จากนั้นค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ช้า ๆ
“ฉันเตือนคุณแล้วแท้ ๆ แต่คุณก็ยังดื้อ” ผมสะดุ้งไม่คิดว่าจะโดนเจอตัว ะโถอยหลังมาหนึ่งก้าว
จากนั้นไฟค่อย ๆ สว่างขึ้น
“….คุณ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้” เ้าของเสียงที่อยู่ตรงหน้าของผมในตอนนี้คือนักวิจัยที่ผมพึ่งช่วยเธอยกเอกสารเข้ามาเธอยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับเ้าหน้าที่อีก 2 คน กำลังยืนเล็งปืนมาที่ผม
“หมายความยังไง คุณเตือนผมแล้ว?เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ?”
“คุณเป็ใคร!?”
“เราเจอกันที่ตรอกเล็ก ๆ ในวันนี่คุณออกมาจากร้านกาแฟยังไงล่ะจำได้หรือยัง?”
จู่ ๆ หัวของผมก็ปวดอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุใบหน้าของเธอแล่นกลับเข้ามาในห้วงความทรงจำ แต่ทำไมตอนที่เห็นเธอที่หน้าทางเข้า ผมกลับจำเธอไม่ได้?
“คุณ.... คุณคือผู้หญิงคนนั้น!”
“ใช่แล้วล่ะ”
“บอกผมมา ลูคัสอยู่ที่ไหน!”
“อย่าอารมณ์เสียน่า ถึงจะพยายามหาตัวเขาไปก็เปล่าประโยชน์”
หลังสิ้นเสียงเธอค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ
“หยุด!อยู่ตรงนั้น”
“ฉันไม่ทำอะไรคุณหรอก รินแค่ตอนนี้ล่ะนะ” พูดจบเธอสั่งให้เ้าหน้าที่ 2คนนั้นจับผมใส่กุญแจมือ
ถึงจะไม่อยากยอมจำนนแต่ผมไม่มีทางเลือกมากนัก
“ที่ยอมให้ผมช่วยง่าย ๆแบบนั้นตรงทางเข้า ก็เพื่อล่อผมเข้ามาซินะ”
“ฉลาดดีนี่ แบบนั้นมันจัดการได้ง่ายกว่าน่ะซิ”
“….”
“คุณเป็ใครกันแน่”
“คุณนี่ช่างอยากรู้อยากเห็นเสียจริงนะ”
“หึ! แต่ยังไงซะคุณก็จะจำอะไรไม่ได้อยู่แล้วฉันจะบอกให้ก็ได้”
“วาเลอเรีย.... วาเลอเรีย รอสเวลล์”
มีใครเดาชื่อตัวละครตัวนี้ถูกมั้ยน้า....มีก็บ้าแล้ว