พอเห็นท่าทางพอใจเล็กๆของเขา เย่ชิงชิงก็ดวงตาเป็นประกาย แผนการผุดขึ้นในใจ นางกล่าวว่า“นั่นน่ะ...ข้าทำเองเจ้าค่ะ”
“หืม ก็งั้นๆ แหละ” แน่นอน เกาเฟิงแค่นเสียงหึแม้จะกินขนมวุ้นแห้วจนหมด แต่ก็ไม่ลืมทำท่าทางเหมือนไม่อร่อย
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ท่านแม่ ท่านได้ยินหรือไม่เขาบอกว่าขนมที่ท่านแม่ทำไม่อร่อยเจ้าค่ะ คราวหน้าก็อย่าให้เขาอีกนะเจ้าคะ!”เย่ชิงชิงหัวเราะไม่หยุดที่แผนการสำเร็จไปตามคาด
เกาเฟิงที่ตกหลุมพรางแทบจะสำลักทันทีเขามองนางตาขวางจากนั้นก็เบือนหน้าหนีแล้วกล่าวว่า “ข้าแค่ไม่ค่อยชอบขนมวุ้นแห้วเท่านั้นเอง!”
นางซูเองก็อดหัวเราะไม่ได้ตบไหล่เย่ชิงชิงแล้วกล่าวว่า “เจ้าอย่ารังแกเกาเฟิงเลยนะรีบไปพักข้างในเถิด แม่ยังมีธุระ”
นางรังแกเกาเฟิงหรือ?นี่นางพลาดอะไรไปหรือไม่... เย่ชิงชิงเบะปากลองคิดดูสิว่าแต่ละครั้งใครกันที่พูดจาไม่ดีก่อน
เมื่อเห็นนางซูเดินออกไปแล้วเกาเฟิงก็เป็นฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ก่อน เขาชายตามองนาง“ป้าซูบอกเจ้าว่าดูแลแขกให้ดีนะ!”
“กินขนมวุ้นแห้วของเจ้าไปเถอะ!” เย่ชิงชิงจ้องเขม็งนางมอบจานให้เขา แล้วนั่งลงอีกด้านหนึ่ง
เกาเฟิงไม่ชอบของหวานกินไปชิ้นหนึ่งก็พอแล้ว เขาหันไปมองโถงกว้างขวางแล้วถามว่า“เจ้าถ่านดำของเจ้าหายไปไหน เจ้าคงไม่ได้เลี้ยงจนมันตายแล้วหรอกนะ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร” แมวที่ยังมีชีวิตอยู่ดีๆจะตายง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น บ้านของพวกนางก็เคยเลี้ยงสัตว์มาไม่น้อย
เกาเฟิงขมวดคิ้วแล้วเบะปาก“แล้วทำไมไม่ปล่อยออกมาเดินเล่นเล่า จะขังไว้ในห้องตลอดหรือ?ทำไมถึงมีหญิงสาวใจร้ายอย่างเจ้านะ!”
นี่...เจ้ากำลังเหน็บแนมข้าอยู่นะเย่ชิงชิงกระแอมเบาๆ แล้วพูดอ้อมแอ้ม “แมวดำตัวนั้น...เผยรุ่นจือพาไปแล้ว...”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?!”
ไม่ผิดจากที่คาดไว้เกาเฟิงลุกขึ้นยืนแล้วจ้องมองนางอย่างหงุดหงิด “เหตุใดถึงยกให้เขาเล่า?”
“ไม่ได้ยกให้ มันถูกเขาเอาไปต่างหาก” เย่ชิงชิงลูบจมูกอย่างจนใจ
วันนั้นที่ไปทำอาหารนอกบ้านเผยรุ่นจือพามันไปไม่ได้ แต่สองวันต่อมาเขาย้อนกลับมาโดยเฉพาะอ้างกับนางซูว่าพบแมวดำแล้วถูกชะตา ฝันถึงมันสองคืนติดต่อกันจึงต้องหน้าด้านมาขอไป
เพียงแมวตัวเล็กๆนางซูได้ยินเช่นนั้นแล้วจะไม่ยกให้ได้อย่างไรนางเชื่อว่าคุณชายเจ้าของห้างจะดูแลเจ้าตัวเล็กนี่ได้ดี ดังนั้น...
“ดังนั้นเจ้าจึงยกให้เขาง่ายๆ อย่างนั้นรึ?” เกาเฟิงยิ้มเยาะแล้วกล่าวว่า“ก็รู้นะว่าเจ้าอยากจะไขว่คว้ากิ่งฟ้า!”
ไขว่คว้ากิ่งฟ้าน้องสาวเจ้าสิ!เย่ชิงชิงกลอกตาแล้วกล่าวว่า “พวกเราผิดเองที่ยกแมวที่เจ้าเอามามอบให้ผู้อื่นไปหากเจ้าใจแคบถึงเพียงนี้และอยากได้มันคืน ข้าก็จะไปหาเผยรุ่นจือแล้วขอมาคืนเจ้า”
เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้เกาเฟิงโกรธจัดเขาเหน็บแนม “ไม่ต้องหรอก!หากมันทำให้เจ้าได้สมปรารถนา ก็ไม่เสียชาติเกิดมาบนโลกนี้แล้ว ฮ่าฮ่า!”
โอ้โหกล้าหัวเราะเยาะข้าเชียวหรือ! เย่ชิงชิงจ้องเขาเขม็งเขาสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างไม่พอใจ นางก็ไม่พอใจเช่นกัน
นี่มันใครกันนะพอไม่พอใจก็กล่าวหาว่านางอยากไขว่คว้ากิ่งฟ้า นางเป็นคนแบบนั้นหรือ!หารู้ไม่ว่านางเพียงแค่ต้องการเป็นกิ่งฟ้าบนที่สูง รอให้ใครสักคนมาไขว่คว้าต่างหากเขามันช่างไม่รู้อะไร
ไม่นานนักนางซูก็เข้ามา นางมองพิจารณาบุตรสาวแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้นพวกเจ้าทะเลาะกันหรือ?”
“ใครทะเลาะกับเขาเล่า เขามันเด็กไม่รู้จักโตเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงยักไหล่นางเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์จะไปต่อความกับคนประหลาดเช่นนั้นได้อย่างไร?
“พูดอะไรแบบนั้น ข้าว่าเกาเฟิงเป็นเด็กที่ดีเลยนะ” นางซูค่อยๆอธิบาย “เจ้าอย่ารังเกียจคำพูดไม่น่าฟังจากปากเขาเลยสุภาษิตว่าไว้ ปากร้ายใจดี ย่อมดีกว่าพวกที่ปากหวานแต่ใจร้ายนัก”
เย่ชิงชิงรู้สึกตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติทันทีนางถามขึ้น “ท่านแม่ดูจะชื่นชมเขามากเลยนะเจ้าคะ?”
“ข้าก็แค่พูดความจริง” นางซูหยิบกุญแจออกมาไขเปิดห้องครัวเล็กๆ ที่คล้องแม่กุญแจไว้ เพื่อเตรียมตัวทำงาน
ภายในห้องครัวเล็กๆมีไหถั่วเหลืองหมักวางเรียงรายอยู่มากมาย ปกติแล้วจะถูกปิดไว้แน่นหนามีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้วิธีการทำสาลี่ในน้ำเชื่อมนั้นง่ายต่อการลอกเลียนแบบ จึงต้องทำอย่างลับๆในที่แห่งนี้เช่นกัน
ขณะนี้หยางหลิ่วท้องแก่นางและเติ้งอาหลัวกำลังดำเนินกิจการร้านค้าในเมืองนางซูไม่ยอมให้นางเดินทางไปมาแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแท้ง
ดังนั้นสองแม่ลูกจึงต้องช่วยกันล้างไหสาลี่และต้มน้ำฆ่าเชื้อขั้นตอนไม่ซับซ้อน เพียงแต่มีคนน้อย จึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้าครึ่งบ่ายก็ทำได้เพียงร้อยกว่าไหเท่านั้น
พรุ่งนี้ยังมีสาลี่อีกหนึ่งตะกร้าที่รอพวกนางจัดการเย่ชิงชิงปาดเหงื่อ รู้สึกเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก
ในครัวมีลังถึงตั้งอยู่ตลอดเวลาไอน้ำลอยพวยพุ่งขึ้นมาไม่ขาดสายในฤดูร้อนเช่นนี้คนที่อยู่ในนั้นจึงรู้สึกเหมือนกำลังอบซาวน่า อยู่ได้ไม่นานก็รู้สึกมึนงงไปหมด
“เหงื่อออกเยอะขนาดนี้ รีบดื่มน้ำเยอะๆ เถิด” นางซูสงสารบุตรสาวจึงดึงนางมาที่เพิง เพื่อให้ลมพัดและระบายอากาศ และกำชับให้นางพักผ่อนแต่หัวค่ำ
ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่เย่ชิงชิงเท่านั้น นางซูก็ร้อนจนแทบแย่เช่นกันแต่ในลานบ้านมีงานมากมายทุกวัน นางเคยชินกับการทำงานหนักเช่นนี้มานานแล้วยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ไม่เหนื่อยเท่ากับการทำนาภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง
เมื่อก่อนตอนที่นางยังอยู่ในบ้านสกุลเย่ไม่ว่าจะฝนตกหรือลมแรง ก็ต้องลงไปทำงานในนาไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของการหันหน้าเข้าหาผืนดินและหันหลังให้ฟ้าได้ดีเท่ากับนางชาวนาต่างหากที่เหนื่อยที่สุด!