บทที่1
กำเนิดเทวทูต
อย่างที่เราทราบกันดีอยู่ ตอนนี้เราพวกเราอยู่ในปีกึ่งหลังพุทธกาล ซึ่งเราอาจจะเรียกได้ว่า่นี้เป็่ที่เรียกว่ากลียุค โดยเราจะพูดกันได้เลยว่า มนุษย์จะเริ่มขาดศีลธรรม แข่งขันกันสร้างอำนาจ แย่งชิงรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งเศษเนื้อเพียงเศษเสี้ยวเดียว
เทวโลกก็ได้เห็นเป็เช่นนั้น ก็ทำนายว่าหากมนุษย์กระทำตนกันเช่นนี้ ทางเทวโลกก็หาจะปลอดภัยฝีมืุ์ไม่ จะต้องทำการแก้ไขบางสิ่งบางอย่างบนโลกให้กลับเข้าสู่สันติสุขอีกครั้ง เหล่าเทวดานางฟ้าจึงทำการหารือทั่วทุกพรมแดน ทั้งชั้นพรหม เทวดา อสูร โลก รวมทั้งปรโลกก็ตาม
ความคิดต่างๆ ก็ได้ผนวกกัน แต่ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยเหล่าเทวดาจะถูกแบ่งออกเป็สองกลุ่ม กลุ่มแรกเชื่อว่ามนุษย์เป็ผู้ปรับเปลี่ยนโลก โลกจะดีได้มนุษย์ผู้เป็ผู้สร้างจะต้องเป็ฝ่ายที่ดีก่อน โดยการปรับเปลี่ยนมนุษย์จะอาศัยความรักความเมตตา เราเรียกกลุ่มนี้ว่า” ปราณปรมัตถ์” กลุ่มที่สองเชื่อว่ามนุษย์เป็ผู้ปรับเปลี่ยนโลก โลกจะดีได้มนุษย์ผู้เป็ผู้สร้างจะต้องเป็ฝ่ายที่เป็ผู้ชนะเท่านั้น ดังนั้นจะต้องกำจัดมนุษย์ที่อ่อนแอ และโง่เขลาทิ้งเสียให้หมด โลกถึงจะดีขึ้นได้ เราเรียกกลุ่มนี้ว่า” อารยทิฐิ”
ทั้งสองกลุ่มจึงส่งคำหารือต่างๆ เพื่อให้พระผู้เป็เ้าทรงตัดสิน พระผู้เป็เ้าก็ไม่ได้ทรงตัดสินใดๆ บอกแต่เพียงว่า โลก กับ เทวโลกนี้อยู่ต่างภพต่างแดนพวกเ้าจะไปข้องเกี่ยวด้วยไม่ได้มาก ยกเว้นแต่จะมีเหตุสมควรอย่างเช่นกาลบัดนี้ จึงขอให้พวกเ้าจงคัดเลือกมนุษย์ผู้เป็ตัวแทนของพวกเ้าพิสูจน์หาข้อเท็จจริงว่า ทำเช่นไรให้โลกเข้าสู่สันติสุข แล้วข้าพเ้าจะขอตัดสินอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายได้ฟังดังนั้น ก็ได้คัดเลือกคุณสมบัติมนุษย์ที่จะมาเป็” เทวทูต” ฝ่ายของตน โดยกลุ่มอารยทิฐิจะคัดเลือกบุคคลที่มีอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ เพื่อจะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนเอง แต่สำหรับกลุ่มปราณปรมัตถ์จะคัดเลือกบุคคลที่มีจิตใจอ่อนโยน และปลื้มปีติเมื่อเห็นมวลมนุษย์ได้กระทำความดี เมื่อทั้งสองฝ่ายตัดสินใจแล้วก็ส่งญาณเทพลงสู่โลกมนุษย์
เวลาประมาณ20.00น. ณ.กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย “ปฐวี ออกไปซื้อน้ำมันพืชให้แม่หน่อย” คุณแม่เรียกปฐวีให้ลุกจากการนอนดูทีวี “คร้าบ ครับ เดี๋ยวออกไปซื้อให้เลยครับแม่” พูดเสร็จปฐวีก็เดินหยิบเงิน แล้วออกไปซื้อน้ำมันพืชให้แม่ พอซื้อเสร็จระหว่างทางการเดินกลับ ก็เดินไปเจอเ้าโย่ง มันโย่งสมชื่อจริงๆ มันเพิ่งเรียนม.4 แต่สูงประมาณ 190 ปฐวีเองก็พึ่งม.2 ตัวก็สูงแค่เท่าลิ้นปี่มันเอง แล้วมันชอบแกล้งปฐวีจริงๆ ไม่เป็ไรยังไงก็ต้องใจดีสู้เสือเอาไว้ “อ้าวพี่โย่งไปซื้อน้ำแข็งมาเยอะแยะเลย จะพาสาวมากินหวานเย็นด้วยเหรอครับ” ปฐวีพูดแหย่ให้พี่โย่งขำๆ แต่ทันใดพี่โย่งเอาน้ำแข็งขึ้นทุบหัวของปฐวีอย่างแรง แล้วตอบกลับว่า “อย่ามาทะลึ่งกับกู” ปฐวีรีบเดินหนีไปด้วยความแค้น แล้วคิดกับตัวเอง เราก็เล่นด้วยแค่นิดเดียวเอง ทำไมถึงต้องลงมือทำลายกันด้วย คนนิสัยจัญไรอย่างนี้ เราจะไม่ขอข้องแวะด้วยเด็ดขาด แล้วก็ล้มตัวลงนอนไปใจก็คิดแค้นจนเผลอหลับไป
ปฐวีตื่นเช้ามาประมาณ6โมง ก็มียุงตัวหนึ่ง มากัดที่แขนปฐวี ปฐวีเห็นดังนั้นก็ตบยุงตายทันที แต่ครั้งนี้แปลกที่ว่า จู่ๆ ก็มีเสียงมาบอกว่า” เมื่อวานด่าคนอื่นว่าพูดแค่นี้ก็มาทำร้ายกันเป็คนจัญไร แล้วตัวเองล่ะยุงกัดแค่นี้ ก็ตบมันซะตายคาที แล้วคนอย่างนี้ล่ะเป็คนยังไง” ปฐวีก็ได้คิดตามคำพูดนั้น แล้วสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ตบยุงอีก แล้วปฐวีจึงไปปรึกษากับแม่ของเขา ว่าเขาจะไม่ตบยุงอีกด้วยเหตุผลว่ายุงมันแค่กัดไม่ถึงกับทำให้เราตาย เราจึงไม่ควรทำให้มันตาย แม่ก็เห็นด้วยแต่เตือนว่าในยุงมันมีเชื้อโรคอยู่ ต้องระวังไม่ให้มันกัด ั้แ่นั้นมา ปฐวีก็ค้นหาวิธี เช่นว่าเมื่อมียุงกัดก็ใช้วิธีปัดไล่บ้าง ใช้วิธีเอาพัดลมเป่าบ้าง นำผ้าหนาๆ มาห่มบ้าง มากที่สุดก็ใช้ยากันยุงชนิดไล่ แต่ไม่ฆ่าแต่อย่างใด
พอปฐวีได้ขึ้นชั้นม.4 เขาได้ฝึกนั่งสมาธิครั้งแรกกับครูประจำวิชาชีววิทยา แปลกอยู่ครูคนนี้เหมือนจะรู้ว่าผมเป็คนไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ คือว่าแบบพอเห็นตัวเลขแล้วร่างกายเกิดอาการแอนตี้ขึ้นมาทันที วันแรกที่ครูคนนี้เขามา ครูบอกว่า ชั่วโมงแรกนี้ครูจะสอนการนั่งสมาธิก่อน
โดยมีใจความอยู่ว่า หายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับสอง แล้วนับเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงหายใจออกนับสิบ เสร็จให้หายใจเข้านับสิบ หายใจออกนับเก้า แล้วนับถอยหลังไปเรื่อยๆ จนถึงหายใจออกนับหนึ่ง
เสร็จแล้วให้หายใจเข้านับหนึ่ง แล้วนับเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงหายใจออกนับ” เก้า” เสร็จแล้วก็นับถอยหลัง
เสร็จแล้วให้หายใจเข้านับหนึ่ง แล้วนับเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงหายใจออกนับ” แปด” เสร็จแล้วก็นับถอยหลัง
เสร็จแล้วให้หายใจเข้านับหนึ่ง แล้วนับเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงหายใจออกนับ” เจ็ด” เสร็จแล้วก็นับถอยหลัง
ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนหายใจเข้านับหนึ่ง แล้วหายใจออกนับหนึ่งเท่านี้ เราเรียกว่าเสร็จหนึ่งจบ
โดยขณะการทำสมาธิควรทำขณะที่ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย ซึ่งอาจสังเกตจากการขมวดคิ้ว พึ่งระวังไม่ให้เกิด หรือการเกร็งบริเวณหัวไหล่ พึงระวังไม่ให้เกิด เพราะมันแสดงถึงจดจ่อมากเกินไปจนอาจทำให้เครียดได้
อย่างไรก็กีครูยังแนะนำอีกว่า ให้หาเวลาว่างทำเช่นนี้จนครบสามจบ จะทำให้เรียนวิชาคณิตศาสตร์เก่งขึ้น
เป็การนั่งสมาธิที่ปฐวีประทับใจเป็ครั้งแรก เพราะปฐวีสร้างความคุ้นเคยกับตัวเลขเป็ครั้งแรก และสามารถจดจ่อกับตัวเลขเป็เวลานานได้
พอปฐวีได้ขึ้นชั้น ได้เรียนในมหาวิทยาลัย ได้เกิดเื่หนึ่งที่ปฐวีไม่เคยลืม คือเมื่อเขาได้นั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ตึกคณะ ได้ยินเสียง โฮ่งๆ เมี้ยวๆ และเสียงโครมครามของไม้และสังกะสี เพื่อนๆ ของปฐวีวิ่งเข้ามา แล้วะโบอกว่า “เฮ้ยทางนั้น มีลูกแมวอยู่ ป่านนี้ไม่โดนหมากัดไปแล้วเหรอวะ” ปฐวีได้ยินดังนั้นก็ตามเพื่อนไปดูเหตุการณ์ เมื่อพวกเราไปถึงก็ไล่หมาออกไป แล้วก็ไปช่วยลูกแมวที่นอนแน่นิ่ง พวกเราน่าจะมาสายเกินไป ลูกแมวนอนหัวใจโรยรินเต็มที่ แต่พวกเราก็ยังไม่หมดความพยายาม เราก็ขับรถไปโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุด แล้วก็เป็ไปไม่อย่างที่คิด พยาบาลได้ทำการตรวจสอบดู แล้วก็บอกว่ามันกระดูกหักทั้งตัว ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้อีกแล้ว ขณะที่เอาลูกแมวกลับคณะ มันก็ค่อยๆ หายใจอ่อนลง อ่อนลง จนแน่นิ่งไป ปฐวีและเพื่อนๆ ต่างพากันเอาศพแมวไปฝังลงดินใต้ตึกคณะ เป็ครั้งแรกที่ปฐวีน้ำตาคลอแล้วสัญญากับตัวเองไว้หากเจอเหตุการณ์อะไรที่อาจเกิดเหตุร้ายเกิดจะไม่นิ่งดูดายอีกต่อไป
เมื่อจบการศึกษาในมหาวิทยาลัย ปฐวีได้มีโอกาสเข้าศึกษางานต่อที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนใต้ในประเทศเยอรมัน โดยให้ระยะเวลา 6เดือนในการศึกษางาน บริษัทที่ปฐวีเข้าไปเป็บริษัทที่ทำเกี่ยวกับงานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโลหะ จะว่าไปแล้วปฐวีเองก็ไปแบบสอบได้แบบฟลุคๆ การใช้ภาษาอังกฤษก็เลยไม่ค่อยที่จะได้เท่าไร ไปแรกๆ ก็พูดแต่ Yes, No และ โอเค ฟังก็ไม่ค่อยรู้เื่ พูดไปสำเนียงก็แปลกประหลาดไปจากสำเนียงฝรั่งเขา ไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนฝรั่งด้วยกัน เขาก็ว่าเรา ปัญญาอ่อนบ้าง มาจากประเทศที่กำลังพัฒนาบ้าง ก็เครียดๆ อยู่เหมือนกัน
โชคยังดีของปฐวี ที่วันหนึ่งปฐวีไปเดินซื้อของในเมือง ได้พบกับคนไทยที่แต่งงานกับชาวเยอรมัน และเขาก็ชวนปฐวีไปอยู่ด้วย พี่คนนี้เขาชื่อพนิดา ระหว่างที่ปฐวีไปอยู่กับเขา เขาได้สอนเกี่ยวกับความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ที่ปฐวีจำได้มากที่สุด ก็คือพี่พนิดาบอกว่า ว่าไปแล้วคนไทยก็จริง นิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน อะไรก็โค้งครับ รับฟังครับ ถ้าไปใช้ที่เมืองไทยเนี่ยดีอยู่หรอก เพราะเขาจะมองว่า เป็คนไม่หัวแข็ง ไม่ทะนงตน ยอมรับฟังความเห็นผู้อื่น แต่ปฐวีอย่าไปใช้กับที่นี้กับที่นี้เชียว คือยิ่งไปอ่อนให้พวกมัน พวกยิ่งข่ม แถมยังหาว่าปัญญาอ่อนอีกต่างหาก จะเอาให้ดีสำหรับคนที่นี้ ให้ยืดอกพูดกับพวกเขาด้วยเหตุผลไปเลย พวกเขาชอบ ั้แ่นั้น ปฐวีก็จำมาใช้ ว่าให้เป็คนกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ และกล้าที่แสดงออก อย่างมีเหตุผล
ในขณะนั้นบริษัทของปฐวีเกิดปัญหาเกี่ยวกับทางด้านการเงิน คือทางธนาคารไม่ยอมให้ทางบริษัทกู้เงินเพื่อจ่ายค่าซ่อมเครื่องจักร เครื่องจักรจึงเสียไม่สามารถผลิตได้ ปล่อยนานวันเข้าบริษัทต้องทำการเลิกจ้างบ้าง สำหรับคนที่เหลือ บริษัทก็เว้นการจ่ายเงินเดือนพนักงานให้เขา จึงมีคนค่อยๆ ลาออกไป ที่เหลืออยู่ก็ไม่ค่อยได้ทำงานให้เต็มที่ เหมือนว่าจะรอให้ทางรัฐเข้าดูแลเื่ค่าตอบแทนกันอยู่
ปฐวีตอนนั้นก็เป็เด็กฝึกงานอยู่ ตอนนี้ก็เหมือนเป็โอกาสของปฐวี ที่จะโชว์ฝีมือ เพราะพนักงานส่วนใหญ่ เกิดความคิดว่า “หากคุณไม่ให้เงินเดือนฉัน ฉันก็จะไม่ทำงานให้คุณ” ดังนั้นปฐวีก็พยายามช่วยเหลืองานทุกอย่างที่บริษัทมอบหมายให้ ร่วมกับพนักงานบางส่วนที่ยังจิตใจช่วยเหลือบริษัทอยู่ จนบริษัทสามารถผลิตสินค้าออกไปขายได้ และยังเป็ผลให้ธนาคารยินยอมให้บริษัทแห่งนี้กู้อีกครั้งหนึ่ง บริษัทนี้จึงมีลมหายใจขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
จากนั้นการทำงานที่บริษัทก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ เขาค่อยๆ มอบหมายงานยากขึ้นตามลำดับ จนได้ต่อสัญญากับทางบริษัท และทางบริษัทก็บอกกับปฐวีว่า ให้คุณสามารถทำงานต่อกับเราได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดความ้า ซึ่งมันทำให้ปฐวีดีใจมาก
อย่างไรก็ตาม วันพบก็มีวันจาก คุณพนิดาและครอบครัวมีความ้าที่จะย้ายบ้านไปที่อื่น ซึ่งหากว่าปฐวีอยู่ต่อกับคุณพนิดา อาจทำให้ไปทำงานลำบาก ปฐวีจึงย้ายออกมาอยู่กับพวกเพื่อนนักศึกษาต่างชาติเหมือนเดิม
ทุกอย่างของปฐวี กำลังดีขึ้น ดีขึ้น ทุกวัน จนเข้าเดือนที่11 ของการอยู่ประเทศเยอรมัน ประมาณ 4ทุ่ม ปฐวีได้ออกไปเดินเล่นในเมือง ได้พบชายขอทาน อายุประมาณ50ปี ตาซ้ายของเขาเหมือนเป็ต้ออยู่หนึ่งข้าง รูปร่างท้วม ไว้ผมยาวหยิก แต่งตัวสกปรก เหมือนไม่ได้อาบน้ำมาเป็ปี
ชายคนนี้เดินเข้ามาหาปฐวี แล้วพูดว่า” ช่วยซื้อเบียร์เย็นๆ ให้เขาดื่มหน่อยสิ” ปฐวีบอกว่า “ได้สิ รอแป็บนึง” ปฐวีก็เดินร้านที่เขาขายเบียร์ แต่มันเป็เวลาดึกมากแล้ว ร้านค้าจึงปิดหมด
ปฐวีเดินกลับไปหาเขาแล้วพูดว่า “เสียใจด้วยนะ ร้านปิดหมดแล้ว แต่ไม่เป็ไร ที่ห้องผม ยังมีเหลืออีกสองสามกระป๋อง สนใจจะกินที่นั่นมั้ย?”
ชายขอทานดีใจมาก จึงตอบรับด้วยยินดี ปฐวีและชายขอทานเดินทางไปด้วยกัน
พอถึงห้องชายขอทานนั่งลงที่โต๊ะ ปฐวีก็เปิดเบียร์ให้แก่ชายขอทานตามสัญญา และปฐวีก็นั่งลงเป็เพื่อนชายขอทานด้วย
ชายขอทานก็ได้เริ่มเล่าเื่ของตัวเอง ก่อนที่จะมาเป็ชายขอทานว่า เขาเป็คนตุรกีได้เดินทางมาทำหากินทางตอนเหนือของประเทศเยอรมัน เขามีเงินทองพอสมควร คือมีบ้านหนึ่งหลัง มีรถยนต์สองคัน แต่สุดท้าย เขาต้องเลิกกับภรรยาของเขา ภรรยาของเขาก็เอาบ้านของเขาไป และจากเขาไปอยู่กับผู้ชายคนอื่น ส่วนรถยนต์ลูกสาวทั้งสองคนของเขาก็เอาไป
ชายขอทานเสียใจมาก นั่งดื่มเบียร์ ดื่มเบียร์ แล้วก็ดื่มเบียร์ จนตาของเขาเริ่มฝ้าฟางไป แล้วก็นั่งรถไฟไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็มาเป็ขอทานอย่างที่ปฐวีได้เห็นในปัจจุบัน
ชายขอทานยังเล่าต่ออีกว่าในชีวิตการเป็ขอทานของเขา สิ่งที่เขาเกลียดคือ ตำรวจ เพราะพวกนี้เขาถือว่าตัวเองมียศ มีศักดิ์ พวกเขาจะทำอะไรใครก็ได้ โดยเฉพาะคนขอทานชั้นต่ำอย่างเขา แต่ก็อย่างว่าพอเขารู้สึกว่า เขาถูกแกล้งมากๆ เขาก็เผลอไปต่อยหน้าตำรวจทุกที
ชายขอทานยังเล่าต่ออีกว่า เขามักจะหยิบเศษขนมปังให้พวกนกอยู่บ่อยๆ เพราะเขาคิดว่าพวกนกนี้แหละเสียงของมันไพเราะ และไม่เคยทำลายใคร ไม่เหมือนตำรวจ ที่ผมฟังเสียงพวกมันที่ใดแล้วอยากอ้วก และพวกมันมักจะแกล้งผมอยู่บ่อยๆ
ปฐวีเองฟังชายขอทานเล่าเื่ของตัวเอง แล้วรู้สึกอึ้ง ขึ้นมา เพราะปฐวีคิดว่า บ้านและรถยนต์ซึ่งเป็ของนอกกายก็ให้ลูกและภรรยาไปโดยไม่ได้คิดโกรธแค้นอะไร นกอันเป็สัตว์เดรัจฉานก็ยังเห็นคุณค่าของมันและยังให้ทานมัน แสดงว่าไม่ว่าลาภ ทรัพย์สิน ยศศักดิ์ใดๆ ก็ไม่อาจทำให้ชายขอทานผู้นี้หลงประพฤติผิดหรือทำในสิ่งเลวร้ายได้ แต่คนที่มีจิตใจเช่นนี้ทำไมถึงต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้
ปฐวีเห็นดังนั้นแล้วจึงกล่าวออกไปว่า ถึงแม้คุณจะตกอยู่สภาพเช่นนี้ แต่จิตใจของคุณดีงาม ผมว่าวันนี้ให้คุณได้อาบน้ำ และนอนบนเตียงของผมให้สบายสักคืนหนึ่ง ส่วนผมจะนอนข้างล่างเอง เพื่อเป็การตอบแทนความดีของคุณ แม้จะเป็สิ่งที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับความดีของคุณ แต่ผมก็เต็มใจที่จะให้ ชายขอทานตอบรับด้วยความยินดี และทั้งคู่ก็ต่างหลับกันในคืนนั้น
เมื่อทั้งคู่ตื่นขึ้นมา เราทั้งสองคนก็ต่างอาบน้ำ เราทั้งสองก็ต่างออกเดินทาง แต่ก่อนที่เราคนจะแยกกัน ชายขอทานผู้นั้น พูดกับปฐวีว่า “คุณคือเทวทูตแห่งปราณปรมัตถ์ นี้คือคำตัดสิน” แล้วชายขอทานก็เดินข้ามถนนไปอย่างรวดเร็วแล้วก็หายไป
จากนั้นปฐวีก็เห็นแสงขาว ออกเหลืองอ่อนๆ สาดส่องเต็มไปหมด พร้อมทั้งความเบาสบาย โล่งอก เหมือนมองไปบนท้องฟ้าเหนือท้องทะเลมหาสมุทร แล้วปฐวีก็สลบ และหมดสติไป