ในโลกใบนี้มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อยู่อีกมากมายและยังหาคำตอบไม่ได้ก็มีอีกเยอะ มีทั้งเื่ของวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
ซึ่งในสมัยนั้นชาวบ้านตามต่างจังหวัดต่างก็มีความเชื่อเื่ของไสยศาสตร์เครื่องรางของขลังเวทมนต์คาถามากกว่าเื่ทางวิทยาศาสตร์
แสงแดดในยามบ่ายของวันนี้ช่างร้อนระอุและอบอ้าวมากซึ่งเป็่หน้าร้อนกำลังจะเข้าหน้าฝน เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังวิ่งมายังท้องทุ่งนาด้วยความรวดเร็วพร้อมกับส่งเสียงเรียก
“โอ้..พี่สิงห์....พี่สิงห์โว้ย...อยู่ใสว่ะ”
เสียงะโพร้อมกับเสียงวิ่ง ทำให้ชายคนหนึ่งที่กำลังไถนาอยู่หันหน้ากลับมามองยังต้นเสียงเรียกพร้อมกับขานตอบไป
“ เออ..กูอยู่พี่...มึงมีอิหยังว่ะบักแดง”
บักแดงชายสีผิวดำแดงยืนหอบ แฮ่กๆ เพราะรีบวิ่งควบมาโดยไม่หยุดพักเพื่อมาตามหานายสิงห์ แล้วบักแดงจึงตอบกลับนายสิงห์ว่า
“พี่สิงห์มีคนขับรถมาหาเ้าพะเฮือนคันบักใหญ่”
นายสิงห์ทำหน้างงๆสีหน้าครุ่นคิดพร้อมถามกลับมายังบักแดงว่า
“ ผู้ได๋ว่ะ มาหากู”
บักแดงรีบตอบทันที
“ ข่อยบ่ฮู้คือกันพ่อใหญ่ให้ข่อยแลนมาตามพี่กั๊บเฮือน ”
นายสิงห์เกาหัว แกรกๆ ปากก็พรึมพรำเบาๆในลำคอว่า
“ ผู้ได๋ว่ะมา..เออๆกั๊บก็กั๊บ”
แล้วนายสิงห์จึงรีบเก็บข้าวของพร้อมกับไล่ควายทั้ง4 ตัวเพื่อกับบ้าน
นายสิงห์เป็ชายหนุ่มผิวสองสีอายุประมาณ 29-30ปี ร่างกายกำยำหน้าตาคมคาย จมูกโด่งเป็สันผิดกับชายไทยแถบภาคอีสานในสมัยนั้นเพราะเนื่องจากแม่ของนายสิงห์นั้นได้แต่งงานกับฝรั่งตาน้ำข้าว เป็ทหารชาวอเมริกันและย้ายพากันมาอยู่ทางภาคอีสานตอนล่าง ติดกับเขตชายแดนประเทศเพื่อนบ้านซึ่งทำให้นายสิงห์นั้นมีหน้าตาหล่อเหลากว่าชายชาวบ้านในแถบนั้น ชาวบ้านในละแวกนั้นส่วนใหญ่จะเรียกนายสิงห์ว่าพรานสิงห์
เสียงะโไล่ควายเข้าคอกดังมายังใต้ถุนบ้านของชายชราคนหนึ่งซึ่งก็คือบ้านของตาจัน เป็ตาของพรานสิงห์ ตาจันอายุราวๆ75ปีรูปร่างสันทัดสีผิวดำแดงตามแบบคนไทยโบราณหนวดเครายาวผมสีดอกเลาดูน่าเกรงขามทันทีที่ตาจันได้ยินเสียงไล่ควายของพรานสิงห์ ก็ะโออกไปว่า
“ มึงกั๊บมาฮอดแล้วบ่เร็วๆฟ้าวขึ้นมาบนเฮือน เค้ามาท่ามึงโดนแล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงตาจันพรานสิงห์ก็รีบจ่ำอ้าวขึ้นไปบนเรือนพร้อมกับบักแดงตามมาติดๆ ทันทีที่พรานสิงห์เห็นหน้าแขกผู้มาเยือนจึงเกิดความปิติดีใจเป็อย่างมากเพราะแขกที่มาเยือนคือเ้านายและเพื่อนเก่าสมัยเป็ทหารพรานที่ออกทำภารกิจนอนกลางดินกินกลางทรายมาด้วยกันเมื่อพรานสิงห์พบหน้ากับสหายเก่าจึงโผเข้ากอดเพื่อนเก่า แล้วกล่าวออกมาว่า
“ เป็ไงมาไงว่ะไอ้เดช สบายดีมั้ยว่ะ”
ผู้กองหนุ่มแห่งบางกอกจึงเอ่ยตอบกลับมา
“ เออ กูก็สบายดีตามวิสัยของหนุ่มโสดนั่นหล่ะพอดีกูรู้ว่านายจะมาหามึงเลยขอตามนายมาคิดถึงมึงจริงๆว่ะไม่เจอกันตั้ง2-3ปี”
สิ้นเสียงคำพูดของผู้กองเดชชาติพรานสิงห์จึงหันหน้าไปยังผู้บังคับบัญชาเก่าทันทีพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ แล้วกล่าวต่อว่า
“ สวัสดีครับนายไม่ได้เจอกันซะนานั้แ่ภารกิจครั้งสุดท้าย นายสบายดีนะครับ ”
ผู้พันเรืองวุฒิยิ้มแล้วจึงกล่าวตอบ
“ เออฉันสบายดีกำลังวังชาก็ยังแข็งแรง ที่สำคัญฉันยังเตะปี๊ปดังอยู่นะโว้ย..”
สิ้นเสียงของผู้พัน ทั้งสามคนต่างพากันหัวเราะดังลั่นแล้วพรานสิงห์จึงเอ่ยขึ้นมา
“ นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้วผู้พันก็อยู่พักค้างคืนกันซะที่นี่เลยเดี๋ยวจะให้ไอ้แดงเตรียมเหล้ายาปลาปิ้ง คืนนี้เรามาดวลกันหน่อย ไม่ได้เจอกันนานดูสิว่ายังคอทองแดงกันอยู่หรือเปล่า”
พรานสิงห์พูดจบก็หัวเราะร่าผู้กองเดชชาติจึงเอ่ยขึ้น
“ได้ซิไอ้เกลอคืนนี้ไม่เมาไม่เลิกรา ”
แล้วผู้พันเรืองวุฒิจึงเอ่ยกล่าวต่อว่า
“ เออดีเหมือนกันฉันก็มีธุระจะคุยกับแกเหมือนกันว่ะไอ้สิงห์เอาเป็ว่าเรากินไปด้วยคุยไปด้วยดีกว่า”
พรานสิงห์ทำหน้างุนงงเล็กน้อยแต่เขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากแล้วตอบกลับ
“ได้ครับนายว่าแต่มันคือธุระเื่อะไรหรอครับ”
ผู้พันเรืองวุฒิถอนหายใจแล้วกล่าวตอบไป
“เอาเป็ว่าเดี๋ยวฉันค่อยเล่ารายละเอียดให้แกฟังก็แล้วกัน”
พรานสิงห์นิ่งคิดในใจอยากจะรู้จริงๆว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ เื่อะไรที่ทำให้เพื่อนรักและนายเก่าต้องมาหาเขาถึงที่นี่
หลังจากที่ต่างทักทายถามสารทุกข์สุขดิบแล้วตาจันจึงเอ่ยสั่งบักแดง
“ บักแดงมึงไปบอกแม่บักสิงห์ให้เตรียมกั๊บเข้ากั๊บน้ำแล้วกะอย่าลืมเหล้านำเด้อ”
สิ้นคำสั่งของตาจันบักแดงรีบวิ่งลงเรือนไปบอกแม่ของพรานสิงห์ แล้วตาจันจึงหันไปหายายสุข ยายของพรานสิงห์พร้อมกับสั่งยายสุขว่า
“ ส่วนเ้าไปเตรียมหาบ่อนหลับนอนให้เผิ่นนำเด้อ”
ยายสุขจึงตอบกลับตาจัน
“เดี๋ยวข่อยไปจัดการเอง”
แล้วยายสุขจึงรีบกูลีกูจอจัดเตรียมที่นอนหมอนมุ้งให้แกแขกผู้มาเยือนทันทีนั้นก็มีชายคนหนึ่งเดินขึ้นเรือนมา รูปร่างลักษณะเป็ชายชาวต่างชาติซึ่งก็คือพ่อของพรานสิงห์เดินเข้ามาพร้อมกับไก่ป่าในมือ แล้วเอ่ยทักทาย ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองหนุ่มแห่งพระนคร
“สวัสดีครับมาหาเ้าสิงห์หรอครับ”
“ใช้ครับผม” ผู้พันเรืองวุฒิตอบกลับนายมอแกน
แล้วนายมอแกนจึงตอบกลับ
“โอ้..ดีเลยครับนอนค้างกันที่นี่กันสักคืนมื้อค่ำนี้มีไก่ป่าต้มใบมะขามอ่อนลองชิมฝีมือของเมียไอแล้วพวกยูจะติดใจ เอาละไปๆลงไปนั่งที่แคร่ข้างล่างรอเดี๋ยวไอจะไปช่วยแม่ของเ้าสิงห์ทำกับข้าวก่อนครับ”
สิ้นเสียงของนายมอแกนทุกคนต่างพากันลงเรือนมานั่งที่แคร่ด้านล่าง
เย็นวันนั้นเป็เวลาย่ำค่ำราวๆหกโมงกว่าเมฆฝนเริ่มตั้งเค้ามา พร้อมกับเสียงฟ้าร้อง ซึ่งในหมู่บ้านนั้นมีไม่กี่หลังคาเรือนและอยู่ห่างกันพอสมควรพอมืดค่ำก็ต่างคนต่างปิดบ้านเงียบอยู่บ้านของใครของมันจึงทำให้บรรยากาศโดยรอบข้างช่างน่ากลัวและวังเวงนักไม่นานฝนเริ่มเทลงมาอย่างแรงบรรยากาศเย็นสบายชุ่มช่ำไปด้วยสายฝนที่โปรยปรายลงมา พร้อมกับเสียงกบเสียงเขียดที่ร้องระงมรอบบ้านทันทีนั้นพรานสิงห์จึงจุดตะเกียงขึ้น พร้อมกับที่บักแดงยกกับข้าวซึ่งมีแกงไก่ป่าใส่ใบมะขามอ่อน ปลาช่อนเผาเกลือ น้ำพริกปลาร้าผักสด และลาบหมูมาวางที่แคร่ พร้อมกับเหล้าขาวอีสองขวดมาตั้งไว้ ทั้งตาจัน ยายสุข นางมา และนายมอแกน ต่างมาล้อมวงกินข้าวกับเหล่าแขกที่มาเยี่ยมเยือนแล้วผู้พันจึงกล่าวบอกออกไปว่า
“ขอบคุณมากครับสำหรับอาหารมือค่ำนี้”
“บ่อเป็หยังครับคนกันเองดีหลายที่มื่อนี่มีคนมาเยี่ยมบ้าน”
ตาจันบอกกลับผู้พันเรืองวุฒิพร้อมกับหัวเราะร่า หลังจากที่ทุกคนต่างรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยสนทนากันสักพักยายสุขกับนางมาจึงขอตัวขึ้นเรือนไป ส่วนแขกผู้มาเยือนจากพระนคร พรานสิงห์ นายมอแกนตาจันและบักแดงต่างร่ำสุราคุยกันต่อ พรานสิงห์จึงเอ่ยถามผู้พันเรืองวุฒิว่า
“แล้วที่ผู้พันมาหาผมมีธุระอะไรเหรอครับ”
ผู้พันเรืองวุฒมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีแล้วตอบกลับพรานสิงห์ไป
“จริงๆแล้วฉันก็ไม่ได้อยากจะมารบกวนแกหรอกนะแต่ฉันเองก็หาคนที่ฉันไว้ใจไม่ได้ก็มีแต่แกเท่านั้นที่ฉันไว้ใจ ฉันจึงดั้นด้นมาหาแกที่นี่แหละ”
ผู้พันเรืองวุฒิกล่าวต่ออีกว่า
“ เมื่อสองสามวันก่อนหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ท่านมาหาฉันที่ค่าย และให้ฉันหาคนที่ไว้ใจได้ ชำนาญด้านการเดินป่าให้หน่อยไอ้ฉันเองก็หาใครไม่ได้ที่จะมีฝีมือดีเท่าแก ก็เลยต้องดั้นด้นมาหาแกนี่แหละ”
ผู้พันเรืองวุฒิกล่าวพร้อมกับกระดกเหล้าขาวลงคอและหยิบมะขามเปียกเข้าปากแล้วกล่าวต่อ
“ฉันก็ไม่รู้ว่าคุณชายมีเื่อะไรแต่ท่านให้ฉันพาแกไปหาท่านที่พระนครโดยด่วนแล้วท่านถึงจะบอกเรา”
พรานสิงห์ทำหน้าสงสัยและอยากจะรู้ใจจะขาดว่าเพราะเหตุใดหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงอยากพบกับตน ผู้พันเรืองวุฒิจึงกล่าวต่อ
“เอาเป็ว่าแกช่วยฉันหน่อยฉันขอร้องแกเพราะฉันหาใครไม่ได้จริงๆ”
พรานสิงห์นั่งนิ่งสีหน้าครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยตอบผู้พันเรืองวุฒิ
“ไอ้ช่วยผมก็อยากช่วยครับแต่ยังไงผมก็ต้องขอคิดดูก่อนเพราะทางนี้ก็มีงานที่ผมต้องช่วยทำ”
พรานสิงห์ทำหน้าเคร่งขรึม
“เอาน่าไอ้สิงห์ช่วยผู้พันแกหน่อย ลองไปพบท่านก่อนว่ามีเื่อะไรแล้วค่อยว่ากัน”
ผู้กองเดชกล่าวแล้วยกแก้วกระดกเหล้าขาวลงคอหน้าตาเหยเก ด้านตาจันจึงเอ่ยขึ้น “บักสิงห์ก็แล้วแต่มึงเด้อบ่ต้องห่วงทางพี่งานการพ่อเห็ดได้พ่อของมึงกะอยู่”
พรานสิงห์ทำท่าขบคิดแล้วจึงเอ่ยตอบตกลงที่จะไปพระนครกับผู้พันเรืองวุฒิแล้วทุกคนต่างนั่งดื่มเหล้าพลางพูดคุยกันท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาจนเวลาล่วงเลยผู้พันและผู้กองหนุ่มต่างขอตัวไปนอนพักผ่อน สายฝนยังคงเทลงมาอย่างหนักอากาศเย็นะเืเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่น บนเรือนปรากฏร่างของชายสองคนใต้แสงเทียนนั่งอยู่หน้าหิ้งพระขนาดใหญ่มีพระประธานวางอยู่ตรงกลางเด่นเป็สง่าและพานพระเครื่องบนชั้นสูงสุดพร้อมแจกันดอกไม้บูชาถัดมาชั้นสองมีหีบสีดำใบเล็กเก่าๆวางอยู่ตรงกลาง ด้านซ้ายเป็ดาบสั้นหัวแหลมยาวประมาณสิบห้านิ้วด้ามของดาบเป็งาช้างแกะสลักลวดลายสวยงามบนใบดาบแกะสลักอักขระยันต์แลดูเข้มขลังอย่างมากด้านขวามีกล่องสีดำลงรักษ์ปิดทองวางอยู่ ชั้นล่างมีอ่างน้ำมนต์ไม้หวายและห่างปลากระเบนลงยันต์และพานไหว้ครูบาอาจารย์วางอยู่ แสงเทียนสาดส่องหน้าของชายทั้งคู่คือตาจันและพรานสิงห์นั่นเองตาจันนั่งหลับตาทำสมาธิ ส่วนพรานสิงห์นั่งอยู่ด้านข้าง ครู่ใหญ่ ตาจันจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับกล่าวบอกพรานสิงห์ว่า
“บักนายการไปเถื่อนี่มีภัยอันตรายท่ามึงอยู่พ่อสิห้ามมึงบ่ให้ไปกะบ่อได้ มันเป็โชคชะตาของมึงเป็กรรมร่วมกัน”
พรานสิงห์มีสีหน้าไม่สู้ดีนักพลางพยักหน้ารับก่อนกล่าวกับผู้เป็ตาว่า
“แล้วอีพ่อนั่งสมาธิทางในเห็นว่ามีอีหยังท่าข่อยอยู่บ่”
“พ่อกะบอกมึงบ่ได้คือกันมันเลือนลางคงเป็ความลับที่เขาบ่อยากให้เห็น”
ตาจันเอ่ยตอบพรานสิงห์และกล่าวต่อ
“พ่อมีของสิให้มึงเอาไปป้องกันโตมันเป็ของที่สืบต่อกันมาของต้นตระกูลเฮา”
สิ้นคำของผู้เป็ตาตาจันเอื่อมมือไปยกหีบที่อยู่บนหิ้งพระพร้อมกับยกขึ้นเหนือหัว แล้วนำมาวางไว้ด้านหน้าของพรานสิงห์พร้อมกับเปิดออกทันทีที่เปิดออกพรานสิงห์รู้สึกถึงความหนักอึ้งขึ้นมาบนตัวบรรยากาศโดยรอบที่เย็นอยู่แล้วกลับรู้สึกร้อนขึ้นพร้อมกับขนที่ลุกตั้งชันในใจพลันหวาดกลัวสิ่งที่ผู้เป็ตาเปิดออกมา พรานสิงห์คิดในใจเกิดมาเขาไม่เคยกลัวเื่เหนือธรรมชาติเื่ราวของภูตผีปีศาจ เพราะตัวเขาเองก็ร่ำเรียนวิชาทางไสยศาสตร์ มนต์คาถามากมายจากตาของเขาั้แ่อายุสิบเจ็ดสิบแปดและฝากตัวเป็ศิษย์เกจิอาจารย์ชื่อดังอีกหลายที่เรียกว่าเป็จอมขมังเวทย์คนหนึ่งเลยทีเดียว ก่อนที่เขาจะสอบเข้ารับราชการทหารและได้ไปศึกษาด้านการทหารต่อที่อเมริกาตามคำแนะนำของพ่อของเขาหลังจากกลับมาจึงได้ติดยศร้อยเอกและไปประจำการเป็ทหารพรานอยู่หลายที่ปราบปรามเสือทั้งหลายที่คอยออกปล้นและผู้ก่อการร้ายตามชายแดนแต่สิ่งของที่อยู่เบื้องหน้า เขากลับรู้สึกกลัวของสิ่งนี้ พลันได้สติจึงเอ่ยปากถามผู้เป็ตาด้วยเสียงสั่นตะกุกตะกัก
“อี..อี..พ่อมันคืออิหยังจังได๋มันคือมีพลังแฮงแท้”
พรานสิงห์ระล่ำระลักถามผู้เป็ตาสีหน้าของตาจันเคร่งขรึมพลางยิ้มที่มุมปาก เสียง ฮึๆ