ร้านอาหารที่วินเข้ามามีบรรยากาศหรูหราและอบอุ่น โต๊ะไม้เนื้อดีถูกจัดอย่างพิถีพิถันและมีแสงไฟอ่อนๆ จากโคมไฟเล็ก ๆ บนเพดานซึ่งส่องลงมาเพิ่มความโรแมนติก หญิงสาวผู้มีใบหน้าอันงดงามและดวงตาสีฟ้าสดใสนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่ง เธอเป็ลูกครึ่งที่มีจมูกโด่งคมและหน้ารูปไข่ ผมยาวดกดำเงางามของเธอทิ้งตัวลงมาระนาบกับไหล่ ขณะจิบไวน์อย่างอ่อนโยน
เมื่อเห็นวินเดินเข้ามา เธอเอื้อมมือและส่งเสียงเรียกด้วยรอยยิ้มหวาน “วินคะ ทางนี้!” ทำให้วินหันไปหาทันทีและตรงไปหาเธอ หญิงสาวยิ้มกว้าง ยกมือให้เขานั่งลง
“ไม่เจอกันตั้งสี่ปี คุณดูดีขึ้นกว่าเดิมอีกนะคะ วิน” เธอพูดพร้อมมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึง
วินยิ้มเล็กน้อยและเอ่ยทักทาย “มิ้นสบายดีใช่ไหมครับ?” เขาพยายามไม่สบตาตรง ๆ พลางขยับตัวอย่างเขิน ๆ
หญิงสาวทอดถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบเสียงแ่ “ไม่สบายค่ะ…คิดถึงคุณทุกลมหายใจ”
“มันไม่ตลกนะครับ ผมไม่ชอบ” วินเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ล่าถอย เธอกระซิบเบาๆ “มิ้นพูดจริงค่ะ มิ้นไม่เคยลืมคุณเลย…” เธอลุกขึ้นเปลี่ยนที่นั่งมาด้านข้าง พร้อมสวมกอดแขนของเขา ทำให้วินสะดุ้งและรู้สึกอึดอัด
“วินคะ คิดถึงมิ้นบ้างไหมคะ” เธอพึมพำด้วยเสียงอ่อนโยน ยกมือขึ้นััใบหน้าเขา วินถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดเสียงหนักแน่น “มิ้น…เราจบกันไปแล้วนะครับ อย่าทำแบบนี้เลย คุณก็มีชีวิตของคุณ ผมก็มีชีวิตของผม”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น มิ้นเงียบไปชั่วขณะ ถอนหายใจและค่อยๆ ปล่อยมือจากแขนของเขา ขยับตัวออกอย่างเ็ป
มิ้นจ้องหน้าวินด้วยแววตาอ้อนวอน สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น “วินคะ... มิ้นอยากอธิบายเื่ที่มิ้นจากคุณไป… คุณจะรับฟังมิ้นได้ไหมคะ?” เธอเอ่ยเสียงแ่เบาและกดดันตัวเองให้กลั้นน้ำตาไว้
วินถอนหายใจ ยอมพยักหน้าเบา ๆ “อืม...คุณอยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ ผมจะฟัง” ถึงแม้ว่าจะผ่านไปสี่ปีแล้ว แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอยังไม่เคยหายไป แม้เพียงสายตาอ้อนวอนของเธอก็ทำให้ใจเขาสั่นไหวอีกครั้ง
“ที่มิ้นกลับอเมริกาโดยไม่บอกคุณ เพราะมิ้นมีปัญหากับพ่อ...ท่านอยากให้มิ้นกลับไปดูแลกิจการที่นั่นค่ะ ตอนแรกมิ้นก็ไม่อยากไป... แต่เมื่อท่านป่วยหนัก มิ้นไม่รู้จะทำยังไง” เสียงของมิ้นสั่นเครือขณะเล่า “บริษัทที่พ่อกับแม่สร้างมาด้วยกัน หากต้องขายไป พ่อคงเสียใจมาก ตอนนั้นมิ้นก็แค่คิดว่าจะไปเพียงปีเดียวเท่านั้น แต่พอมันยืดยาวกว่านั้น มิ้นกลัว... กลัวว่าอาจจะไม่มีวันกลับมาไทยอีก ถ้าต้องบอกลาแบบนั้น... มิ้นทำใจไม่ได้ค่ะ”
วินฟังแล้วนิ่งไป ความเ็ปในใจเริ่มพุ่งกลับมา เขาหันมาสบตาเธอ น้ำเสียงสะท้อนความขมขื่น “แล้วคุณไม่คิดหรือว่าผมจะรู้สึกยังไง... ทุกสิ่งที่คุณตัดสินใจ คุณคิดเองทั้งหมด โดยไม่คิดจะบอกผมเลยสักคำ ผมทำอะไรผิดหรือมิ้น? ทำไมคุณถึงทิ้งผมไปโดยไม่บอกลาเลย?”
วินเริ่มพูดอย่างหนักแน่น ความเ็ปที่ฝังในใจเขากลับมาอีกครั้ง “คุณรู้อะไรไหม… คนที่ถูกทิ้งให้รอแบบไร้จุดหมายมันทรมานแค่ไหน คำสัญญาที่คุณให้ไว้ ว่าเราจะไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะผ่านไปด้วยกัน คุณลืมแล้วใช่ไหม…” เขาพูดเสียงสั่น ข่มความเ็ปที่ทับถมในใจมาแสนนาน
มิ้นนั่งมองหน้าวิน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเ็ปและอ้อนวอน “วินคะ… มิ้นรู้ค่ะว่ามิ้นทำผิด มิ้นคิดเองมาตลอดว่าถ้ามิ้นจากไปโดยไม่บอกลา สักวันคุณคงจะลืมมิ้นได้ แต่ทุกอย่างกลับผิดพลาดไปหมด พ่อก็มาล้มป่วยหนักจนเสียชีวิต ตอนนั้นมิ้นทั้งเสียใจและเคว้งคว้าง มิ้นอยากจะโทรหาคุณ แต่ก็รู้ว่าตัวเองทำผิดมากแล้ว เลยยอมทนเ็ปอยู่แบบนั้น จนสุดท้ายมิ้นล้มป่วย แม่พามิ้นไปรักษาเพราะมิ้นเป็โรคซึมเศร้า” เธอหยุดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามไม่ให้เสียงของตัวเองสั่นเกินไป
“วินคะ… มิ้นไม่หวังให้คุณอภัย มิ้นแค่อยากขอโทษกับสิ่งที่เคยทำลงไป มิ้นเข้าใจดีว่าคุณเสียใจแค่ไหน ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณจะมีใครใหม่แล้วก็ตาม… มิ้นแค่ขอได้เป็เพื่อนที่ดีกับคุณได้ไหม?” น้ำเสียงของเธออ่อนลง ราวกับกลัวคำตอบที่อาจได้รับกลับมา
วินถอนหายใจหนัก ๆ แล้วพูดเสียงเรียบ “เื่มันผ่านมานานแล้ว ผมทำใจได้แล้ว คุณไม่ต้องคิดมากนะ… ระหว่างเรามันจบไปแล้ว”
มิ้นยิ้มเศร้า ๆ พร้อมถามด้วยเสียงเบา “ถ้าอย่างนั้นเรายังเป็เพื่อนที่ดีต่อกันได้ใช่ไหมคะ?”
“อืม” วินพยักหน้าเล็กน้อย พลางมองหน้ามิ้น “แล้วคุณจะไม่กลับไปอเมริกาอีกหรือ?”
มิ้นส่ายหน้าเบา ๆ “ั้แ่พ่อเสีย มิ้นล้มป่วย แม่ก็ไม่เคยบังคับอะไรอีกเลยค่ะ ท่านตามใจ มิ้นคิดจะกลับมาอยู่เมืองไทยสักพัก ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย… ดีใจนะคะที่ได้เจอคุณอีก ขอบคุณมากนะคะที่ให้อภัยและยอมรับให้มิ้นเป็เพื่อน”
วินยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ ขณะนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดูแล้ววางกลับลงไป
“ทำไมไม่รับสายล่ะคะ?” มิ้นถามอย่างเป็ห่วง “เผื่อมีเื่ด่วนก็ได้นะ”
“ไม่เป็ไรครับ” วินตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ “ว่าแต่นี่คุณนะ…กลับไปนั่งที่ของคุณได้แล้ว ผมอึดอัดจะแย่”
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ” มิ้นหัวเราะเขิน ๆ ก่อนจะลุกไปนั่งที่ของตัวเอง แต่ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของวินก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้วินมองจอเห็นชื่อของไนน์ที่โทรมาถึงห้าสาย
“รับสิคะวิน ปล่อยให้ดังแบบนี้คนปลายสายจะโมโหเอานะคะ” มิ้นยิ้มแหย ๆ “ถ้าเป็มิ้นนะ ไม่รับแบบนี้มิ้นไปถึงคอนโดเลยนะ”
วินหัวเราะ “คุณไม่ทำหรอก ผมรู้ดี”
มิ้นยกแก้วไวน์ขึ้นจิบแล้วหัวเราะนิด ๆ “ก็ว่าไป... ตอนคบกัน คุณก็เป็แบบนี้ โทรเป็สิบสายไม่รับเลย แต่ถ้าโทรแค่สองสาย คุณจะรีบโทรกลับทันที ตอนนั้นมิ้นไม่รู้นะคะ โทรจิกคุณแทบคลั่ง สุดท้ายต้องเปลี่ยนวิธี ลองโทรสองสามสายพอ ถ้าคุณไม่รับก็ค่อยให้โอกาสคุณโทรกลับมา… คุณนี่ก็เป็คนแปลกจริง ๆนะ”
เธอยิ้มพลางมองเขาอย่างอ่อนโยน ราวกับได้นึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ที่ผ่านไปแล้วแต่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นอยู่
วินหันไปสบตากับมิ้น พร้อมเอ่ยออกมา “ผมไม่ชอบให้ใครโทรจิกผมหรอก ยิ่งถ้ามาบังคับผมแล้วยิ่งหมดสิทธิ์… คุณก็รู้นี่ครับ”
มิ้นยิ้มมุมปากพลางส่ายหน้าช้า ๆ “อืมม์ ใช่ค่ะ รู้ดีเลยละ ไม่รู้ได้ยังไง” เธอหัวเราะเบา ๆ พลางถามต่อ “แต่ถามจริง ๆ เถอะ… แฟนคุณหรือเปล่าคะ ที่โทรมาเมื่อกี้?”
วินไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่หลบตาแล้วยกแก้วไวน์ขึ้นจิบเงียบ ๆ สายตาที่แสนเ็าของเขาทำให้เธอพอจะคาดเดาได้
“อืมม์… ไม่ตอบก็ไม่เป็ไรค่ะ” มิ้นพูดเบา ๆ พยายามซ่อนความรู้สึกเจ็บลึกไว้ใต้รอยยิ้มจาง ๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังความผิดหวังที่แสดงออกมาทางดวงตาได้ทั้งหมด ความคิดที่ว่าวินอาจจะมีใครสักคนในใจแล้วทำให้หัวใจเธอหดหู่ แม้จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขา แต่ก็อดรู้สึกเศร้าลึก ๆ ไม่ได้
“บ้าชะมัด! ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ฉัน!” ไนน์สบถอย่างหงุดหงิด สายตามองโทรศัพท์ในมือที่เขากดโทรซ้ำหลายครั้งแล้วแต่วินก็ไม่ยอมรับสายสักที
“วิน นายกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ฉัน บ้าเอ้ย!” ไนน์เดินวนไปมาในห้องอย่างกระวนกระวาย เขาพยายามเก็บความรู้สึกแต่ความหงุดหงิดเริ่มปะทุขึ้นมาทุกที “ไปที่ฟิตเนสก็ไม่เจอ! คนที่ฟิตเนสบอกวินไม่ได้มาที่นั่นมา 3 วันแล้ว… นายคิดจะเล่นตลกอะไรกับฉันหรือไง ธาวิน!” ไนน์กำโทรศัพท์แน่น จ้องมองหน้าจอด้วยสายตาดุดัน ราวกับหวังว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวแล้วรีบรับสายในทันที
“นายไม่รู้บ้านของวินหรือ ไนน์?” ผู้จัดการถามขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของไนน์
ไนน์หันมาตอบพลางทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยสีหน้าหงุดหงิด “ผมไปแล้ว แต่ไม่มีใครอยู่… ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยครับพี่” เขาคว้าแก้วไวน์ขึ้นมาจิบเพื่อระงับอารมณ์ แต่ภายในใจกลับร้อนเป็ไฟ
"ทำไมนายถึงต้องวนเวียนอยู่ในหัวฉันตลอดเวลานะ…” ไนน์พึมพำกับตัวเอง ขบกรามด้วยความกังวลและโกรธ “คิดจะเล่นตลกกับฉันใช่ไหม ธาวิน... นายยังไม่รู้จักฉันดีพอสินะ นายทำให้ฉันโกรธจริงจังแล้ว”
ผู้จัดการสังเกตเห็นท่าทางไม่สบอารมณ์ของไนน์ รีบพูดเบา ๆ เพื่อปลอบใจ “ไนน์ นายจริงจังมากนะ พี่ไม่อยากให้นายจริงจังเกินไป คิดว่าวินคงไม่ไปไหนหรอก อีกสักพักเขาคงโทรกลับมาเองละ อย่าเพิ่งไปจี้เขามากเลยนะ”
ไนน์หันไปตอบเสียงแข็ง “แต่ผมไม่ชอบการถูกขัดใจ พี่ก็รู้!”
“รามิล!” ภพทำเสียงดุเรียกสติเขา
ไนน์เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะหันไปพูดเบา ๆ “ขอโทษครับ ผมแค่หงุดหงิด…” เขาหายใจเข้าลึกก่อนจะประกาศออกมาว่า “ผมจะไปหาวินที่คอนโด”
“ไนน์” ภพดึงมือไนน์ไว้แล้วเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นั่งลงก่อน นายไม่ควรทำแบบนี้นะ นายเป็คนดัง ถ้านายไปมีเื่ทะเลาะกับวินมันจะเป็ข่าวใหญ่ เชื่อพี่เถอะ รอให้วินโทรกลับมาจะดีกว่า”
ไนน์ฝืนใจนั่งลงอย่างหัวเสีย ั้แ่เกิดมาไม่เคยมีใครทำให้เขาร้อนใจและโกรธได้ขนาดนี้ แต่เพียงแค่คิดถึงวิน ความเ็าของอีกฝ่ายก็เหมือนจะท้าทายเขาตลอดเวลา
เสียงโทรศัพท์ของไนน์ดังขึ้น เขารีบคว้ามันขึ้นมาโดยไม่ทันคิด “วิน! นายอยู่ไหน ทำไมถึงไม่รับสายฉัน! ฉันโทรหานายเกือบ 20 สาย นายไม่ยอมรับสายฉันเลย ไปที่ฟิตเนสก็นึกว่าจะไปทำงานซะอีก!” น้ำเสียงของไนน์เต็มไปด้วยความร้อนรน
“ใจเย็น ๆสิ ครับ จะให้ผมตอบคำถามข้อไหนก่อนดี คุณยิงคำถามแบบรัว ๆ อย่างนี้ ฮ่าฮ่า เป็ห่วงผมหรือ?” วินตอบกลับเสียงแหย่ ๆ
“อย่ามากวนตีน! นายยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก นายอยู่ไหน? ฉันไม่ได้เป็ห่วง! ฉันแค่ไม่ชอบที่โทรไปแล้วนายไม่รับโทรศัพท์ฉัน!” ไนน์รู้สึกว่าตนกำลังจะเสียสติ
“เป็ห่วงผมก็บอกว่าเป็ห่วงผมสิครับ ทำไมต้องเฉไฉด้วยล่ะ? คุณกำลังตกหลุมรักผมแล้วซินะ?” วินสวนกลับทันที ทำให้ไนน์ถึงกับชะงัก
“หึ! ใครตกหลุมรักนายกัน? ถ้านายไม่ได้เป็อะไรยังโม้ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว!”
“เป็อะไรหมายความว่ายังไงครับ?” วินแกล้งทำเป็ไม่รู้
“ไม่มีอะไร แค่นี้ละ!”
“หมายถึงคืนที่คุณเกิดอาการรึเปล่าครับ? อ๋อ คุณนะโครตรุนแรงเลย รู้ไหม จริง ๆ ผมระบบไปทั้งตัวเลย เหมือนจะไข้ขึ้นแล้วตอนนี้”
“นายไม่สบายหรือ? ให้ฉันไปหาไหม? เดี๋ยวฉันเอายาไปให้นาย…”
“โธ่! คุณไหนว่าไม่เป็ห่วงไง? จะกลบเกลือนทำไมครับ? ผมรู้นะว่าคุณคิดถึงผม เป็ห่วงผม ไม่งั้นคงไม่โทรมาเป็ 20 สายไปหาผมที่ฟิตเนสด้วยแล้วไปที่คอนโดผมหรือยังครับ?”
“แค่นี้ละ! ถ้านายไม่เป็อะไรมาก…” ไนน์รีบวางสายทันที
“คุณเอ้า! เห่อะอะไรวะ? เขินงั้นหรือ? เห่อะ วางสายเลยรึ?” วินยิ้มอย่างมีความสุข เขารู้สึกมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาแกล้งไนน์ได้ ส่วนมากเขาจะโดนไนน์กวนเสมอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้เขารู้สึกเจ็บจี๊ดอยู่เหมือนกัน ราวกับมีไข้ขึ้น
“เป็ไงละ? นายกำลังเล่นกับไฟนะ รามิล นายนะแพ้วินแล้วละตอนนี้!” ผู้จัดการมองไนน์ด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นอาการลนลานของเขา ไนน์รีบเดินเข้าห้องทันที เพราะตอนนี้เขาก็ไม่แน่ใจว่าเขากำลังรู้สึกดีใจหรือหงุดหงิดกับคนปลายสายกันแน่
ในขณะเดียวกัน วินนั่งอยู่ในรถหน้าประตูรั้วบ้านของไนน์ มองไปยังหน้าต่างห้องนอนที่เปิดอยู่ เขายิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม “วันนี้ผมชนะคุณนะครับ ผมจะทำให้คุณตกหลุมรักผมจนคลั่ง คอยดูซิ คุณรามิล!” เขาแสยะยิ้มมุมปากออกมา ขณะที่วางโทรศัพท์ลง ในใจเขาอยากจะขับเข้าไปหาไนน์มาก แต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้ก่อน ก่อนจะขับรถออกไป