“เป็อย่างไรบ้างตาออยล์ ครูที่สอนน่ะ”
นางกนกอรถามขึ้นใน่สายของวันเสาร์ซึ่งเขากำลังจะออกไปเรียนกีตาร์กับครูิ
“ดีครับ ...เยี่ยมเลย”
ออยล์พูด น้ำเสียงตื่นเต้นทำให้นางกนกอรประหลาดใจ
“รู้แบบนี้น่าจะส่งให้ไปเรียนดนตรีตั้งนานแล้วไม่ปล่อยให้ลูกกลายเป็โรคซึมเศร้าแบบนี้หรอก”
พอมารดาพูดจบออยล์ก็เดินเข้าไปหาแล้วบอกว่า
“ผมรู้สึกดีขึ้นมากครับ ต้องขอบคุณครูิจริง ๆ”
“ครูิ ? อ้อ ลูกชายของดร.อุทุมพรน่ะเหรอ ไงเห็นไหมล่ะแม่บอกแล้ว”
นางกนกอรยิ้มดีใจยกใหญ่ออยล์ปล่อยให้แม่พล่ามเื่ดร.อุทุมพรผู้เป็ไอดอลขวัญใจต่อไปโดยที่ตัวเขาเองค่อยๆ ย่องออกจากบ้านไป
วันเวลาช่างหมุนไปเร็วแท้
เดือนที่หนึ่งผ่านไป เดือนที่สอง… จนเข้าเดือนที่สาม
ออยล์เล่นเพลงง่าย ๆ ได้หลายเพลงแล้วในตอนนี้ซึ่งครูิก็ได้สอนความรู้ในขั้นพื้นฐานให้เขาจนเกือบหมดและกำลังจะเข้าสู่ขั้นแอดวานซ์
“ทำไมถึงเลือกเรียนกีตาร์คลาสสิกล่ะ ?”
ิถามขึ้น ขณะนี้ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันในห้องเรียน
“ผมชอบครับ”
“ชอบ ?” ิทวนคำ “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าต้องเคยศึกษามาก่อน?”
ออยล์ยิ้มน้อย ๆ พลางพยักหน้า
“ใช่ครับ ที่จริงผมเคยฝึกเล่นกีตาร์กับเพื่อนสมัยม.ปลาย...นั่นเป็ครั้งสุดท้ายที่ผมมีเพื่อน”
ดวงตากลมสวยไหวระริกแวบหนึ่งเมื่อได้ฟังดังนั้นความสงสารแล่นเข้ามาเกาะกุมจิตใจของคนเป็ครู
ิพอจะจับต้นชนปลายได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ออยล์เป็อย่างนี้
อย่างที่อีกฝ่ายได้บอกกับเขาถึงจุดมุ่งหมายของการมาเรียนไปในชั่วโมงแรกที่เจอกันิก็ได้แต่หวังว่ากีตาร์ที่เขาสอนจะทำให้ออยล์คลายจากอาการโศกเศร้าไปได้บ้าง
...มองภายนอกก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็คนอมทุกข์แค่ไหนแต่เดิมิเคยคิดว่าออยล์จะเป็นักเรียนที่รับมือได้ยากกว่านี้แต่เปล่าเลยโดยเฉพาะระยะหลัง ๆ ที่เขารู้สึกว่าออยล์ยิ้มแย้มมากขึ้น
“ตอนแรกผมก็ไม่รู้จะเรียนอะไร แต่พอดีดร.อุทุมพรแม่ของครู แนะนำให้”
ออยล์พูดต่อ
“...คงเป็พรหมลิขิตที่ทำให้เราได้มาเจอกัน”
ิพูดตอบด้วยเสียงเบา… ไม่ดังเกินไปกว่ากระซิบแต่แน่นอนว่านั่งใกล้กันขนาดนี้ออยล์ย่อมได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู
จากเดิมที่ร่างสูงนั่งห่อไหล่กลับนั่งหลังตรงขึ้นมาทันที
สายตาสีดำของออยล์จับจ้องที่ใบหน้าของอีกคนอย่างยาวนาน...เขารู้ว่ามันเสียมารยาทเกินไปแล้วแต่ว่านะ…
ออยล์เหมือนจะห้ามตนเองไม่ได้ เมื่อเขาค่อย ๆยกมือที่วางอยู่บนเข่าขึ้นมา
มือใหญ่เอื้อมเข้าไปหามือของครูิซึ่งนิ้วเรียวยาววางอยู่บนสายกีตาร์…
“!!!”
นิ้วเรียวขาวสะดุ้งมันกระตุกเล็กน้อยเมื่อนิ้วของออยล์ััถูก
ั์ตากลมมองมาที่ออยล์อย่างใริมฝีปากเผยอขึ้นเหมือนเ้าตัวอยากจะพูดอะไรกับการกระทำอันอาจหาญของนักเรียน
นิ้วของคนที่วางมืออยู่้าค่อย ๆ ไล้ไปอย่างแ่เบาแต่มันกลับแฝงความร้อนรุ่มเอาไว้
ออยล์ไม่รู้ว่าตนเองกำลังคิดทำอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆตัวเขาหยุดความอยากรู้อยากเห็นของตนเองไม่ได้
“...คุณออยล์ ?”
ิครางเสียงต่ำออกมาชื่อของเขาที่ถูกเรียกเหมือนดึงสติให้กลับคืน
“ค...คือ ขอโทษครับ”
ออยล์รีบชักมือกลับ ไหล่แกร่งกลับมาลู่ลงตามเดิมชายหนุ่มกลับมานั่งแบบเดิม ๆ อย่างที่เคยเป็
ิหน้าแดงจัดถึงแม้ตอนนี้เ้าตัวจะนั่งก้มหน้าอย่างกระดากอายแต่ออยล์ก็มองเห็นพวงแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงปลั่งปอยผมยาวตกลงมาระแก้ม
...โดยไม่ทันคิดออยล์มองแล้วเอื้อมมือของตนไปจับปอยผมนุ่มทัดหลังใบหูขาวสะอาดของิ
เมื่อถูกทำเช่นนั้นคนเป็ครูก็ยิ่งกระดากมากเข้าไปใหญ่ถึงอย่างไริก็มีอายุน้อยกว่า เวลาแบบนี้เ้าตัวได้แต่นิ่ง ทำอะไรไม่ถูก
เหมือนจะตั้งสติได้ เมื่อใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตาด้วย
ั์ตาคู่สวยฉายแววกล้า ๆ กลัว ๆ เล็กน้อยและแฝงไปด้วยความประหม่า
ออยล์บอกไม่ถูกว่าเขามองตอบอีกฝ่ายไปด้วยแววตาเช่นไรแต่ที่แน่ ๆ คือเขากำลังจ้องเข้าไปในดวงตากลมสวยคู่นั้นอย่างล้ำลึกและยาวนานเหมือนหนึ่ง้ารู้ความในใจที่เก็บซ่อนไว้ของอีกคนว่ามันจะตรงกับที่ตนเองคิดหรือไม่
ิค่อย ๆ วางกีตาร์ลงแล้วลุกขึ้นร่างเล็กเดินหนีไปยังมุมหนึ่งของห้อง แน่นอนว่าออยล์ลุกขึ้นแล้วเดินตามเวลาแบบนี้เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้กำลังไหล่ตก แต่กลับเดินอย่างมั่นใจ (ย่ามใจ)เป็ครั้งแรก
ร่างเล็กถอยหลังไปเมื่อออยล์เดินเข้ามาหาแวบหนึ่งออยล์คิดว่าิคงจะเดินหนีออกนอกห้องเรียนไปเป็แน่สายตาที่มองมามีแต่ความประหม่า สถานการณ์แบบนี้มันช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแต่ออยล์ก็คิดว่าไหน ๆ เื่มันก็เป็แบบนี้แล้ว
เขารีบเดินเข้าไปยืนคร่อม กักตัวิเอาไว้
กลายเป็ว่าร่างเล็กไม่มีพื้นที่ให้หนีกลับต้องหันมาเผชิญหน้ากับนักเรียนของตนแทน
ตาสองคู่จ้องมองซึ่งกันและกันด้วยแววตาที่ยากจะอธิบาย
แต่อะไรบางอย่าง… มันเหมือนมีมนตร์สะกด…
รอยวูบไหวในดวงตาของคนทั้งสอง...โดยเฉพาะคนซึ่งตัวเล็กกว่านั้นเหมือนมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา
ที่จริงออยล์ไม่คิดว่ามันเพิ่งเริ่มแต่มันเริ่มมาตั้งนานแล้วต่างหาก
ในตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจว่าิจะคิดแบบเดียวกันหรือไม่แต่ตอนนี้เมื่อประเมินจากท่าที ออยล์คิดว่าเขาไม่ใช่คิดไปเองฝ่ายเดียวแน่นอน
“ครูิ…” ออยล์พูด “ผม…”
เขารู้ว่าเขาถูกชะตากับิเขาไม่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้กับใครมานมนาน นับั้แ่เลิกกับแฟนสาว
คนที่เขารู้สึกถูกชะตาด้วย แน่นอนว่าคือคนที่ออยล์วิเคราะห์แล้วว่าอีกฝ่ายกับเขา‘อาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน’ ...ต้องเป็คนที่ออยล์อยู่ด้วยแล้วไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็คนแปลกแยกซึ่งิเป็เช่นนั้น
ิก้มหน้าหลบสายตาของเขามันทำให้ออยล์ใจแป้วและเริ่มรู้สึกว่าตนเองคงทำมากเกินไป และทำในสิ่งที่ไม่สมควรลงไปเสียแล้วบางทีนี่อาจจะเป็สัญญาณเตือนว่าเขาคงจะเข้าหน้ากับิไม่ติดอีกต่อไป
ออยล์เริ่มท้อใจ จึงถอยหลังห่างออกมาสองสามก้าวและกำลังคิดว่าตนควรไปจากที่นี่…
“...เดี๋ยวก่อนสิ”
เสียงสั่น ๆ ของิดังขึ้นออยล์มองอีกฝ่ายซึ่งยื่นมืออันสั่นเทาไปกดล็อกประตูห้องเรียนซึ่งอยู่ด้านหลัง
“...เดี๋ยวก่อน”
ร่างเล็กนิ่งชะงักไปหัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็ส่ำเช่นเดียวกับร่างสูง
คิ้วของออยล์ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแสดงถึงบรรยากาศอันกดดัน
ร่างเล็กค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้ามาจนหยุดอยู่ตรงหน้า ห่างจากตัวออยล์เพียงเล็กน้อย
“มานี่สิครับ”
ออยล์พูด สองมือกางออก ในขณะที่มือของร่างเล็กก็ค่อย ๆกางออกเช่นกัน
ิเดินเข้ามาอยู่ในวงแขนของเขานี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาัักันอย่างลึกซึ้ง
มือใหญ่วางลงบนแผ่นหลังเหยียดตรงที่เคยแอบมองบ่อย ๆเขารู้สึกถึงมือของครูสอนกีตาร์ที่วางบนแผ่นหลังของเขาอย่างแนบชิด
เสียงหัวใจเต้นตึกตัก ๆ
เป็ความรู้สึกแปลกใหม่ หวานหอม ชวนให้ใจระทึกยิ่งนัก
...เหมือนจะให้เสียงหัวใจพูด เนิ่นนานกว่าทั้งสองจะผละออกจากกันและเมื่อทำเช่นนั้นต่างก็เขินอาย ไม่กล้าสบตากันและกัน
ออยล์คิดว่าตัวเขาในตอนนี้เหมือนก้าวข้ามความรู้สึกเื่เพศสภาพไปสู่อีกความรู้สึกหนึ่ง นั่นคือความรู้สึก‘ชอบพอ’ ที่มีต่อใครคนหนึ่ง
เขารู้สึกชอบพอิมากิเป็คนที่ทำให้โลกของเขาสดใสและน่าอยู่ขึ้นนี่คือสิ่งที่ออยล์คิดเสมอทุกครั้งที่กลับไปที่บ้านและเริ่มซ้อมตามที่ิสอนในชั่วโมงนั้นๆ
ออยล์ไม่ต้องใช้เวลายาวนานในการหาคำอธิบายให้กับความรู้สึกของตนเองเท่าไหร่ตัวเขาซึ่งโดดเดี่ยวมาตลอด เมื่อได้มาพบกับิ โลกก็พลันสดใสขึ้นทันตาแม้แต่อาการของโรคซึมเศร้าก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับจนนางกนกอรมักจะพูดเสมอว่าน่าจะให้มาเรียนดนตรีเสียตั้งนาน