ขณะที่ต้วนเหลยถิงพยายามจะทำลายกลไกกับดักการเปิดประตู พลันมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากอีกฝั่งของประตูทางออก เสียงนั้นขยับเข้าใกล้และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ต้วนเหลยถิงรีบส่งสายตาให้เคอโยวหราน
เคอโยวหรานเข้าใจโดยพลัน นางจัดการปลดไข่มุกราตรีเหนือศีรษะกลับไปเก็บไว้ในมิติวิเศษ จากนั้นใช้วิชาตัวเบาทะยานกายไปยังข้างเตียงก่อนทิ้งศีรษะแกล้งทำทีเป็นสลบ
บุรุษในชุดบ่าวรับใช้ที่นอนอยู่บนเตียงถูกต้วนเหลยถิงหิ้วขึ้นมา เคลื่อนย้ายไปยังประตูทางออกและบังไว้เบื้องหน้าตน
เพิ่งจะเตรียมการเสร็จสิ้น เสียงเปิดกลไกกับดักพลันดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงกำแพงเคลื่อนตัวไปยังด้านบนอย่างเชื่องช้า
ไม่นานนัก มีชายร่างสูงระดับปานกลางสวมชุดคลุมตัวยาวสีน้ำเงินทำจากผ้าแพรเดินเข้ามา
เขาทอดมองไปทางเคอโยวหรานที่อยู่บนเตียง ตามด้วยยกมือขึ้นตบบ่าบุรุษสลบไสลและถูกมัดไว้ด้วยเชือกตรงหน้าต้วนเหลยถิง เอ่ยพลางยกยิ้มชั่วร้ายว่า
“ฮ่าๆๆ ไม่เลว นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะลงมือได้ว่องไวถึงเพียงนี้...”
กล่าวยังไม่ทันจบก็ถูกต้วนเหลยถิงใช้สันมือสับต้นคอจนสลบไปเสียแล้ว
เคอโยวหรานพลิกกายลุกขึ้นจากเตียง นางหิ้วตะกร้าลูกหมาป่าเดินไปข้างกายต้วนเหลยถิงและเอ่ยว่า
“ผู้ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่จะต้องเป็นคุณชายน้อยสกุลต่งอย่างแน่นอน พาทั้งสองคนนี้ออกไปด้วยเถิด ต่งปี้อู่จะตายมิได้เจ้าค่ะ เพราะทันทีที่ทำให้ผู้อยู่เบื้องหลังพวกเขาไหวตัวทันแล้วตามสืบขึ้นมา จะไม่เป็นผลดีต่อพวกเรานะเจ้าคะ”
ต้วนเหลยถิงพยักหน้าเอ่ย “ล้วนแต่ฟังเจ้า!”
สิ้นคำกล่าวพลันฉวยคบเพลิงบนกำแพงโยนไปยังน้ำมันที่ถูกราดไว้เต็มพื้น ตามด้วยหิ้วบุรุษไม่ได้สติทั้งสองคนขึ้นมาแล้วพาเคอโยวหรานออกไปจากห้องลับ
หลังจากออกมาข้างนอก ยังไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องลับเอาไว้
เมื่อเคอโยวหรานคลานออกมาจากห้องลับก็พบว่าที่นี่คือห้องตำรา ส่วนทางออกคือเส้นทางลับใต้โต๊ะตำรานั่นเอง
ภายในห้องไม่มีผู้ใดสักคน ต้วนเหลยถิงจึงโยนต่งปี้อู่กับบุรุษไม่ได้สติลงบนตั่งเตียง
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว นอกจากแสงเทียนพลิ้วไหวของห้องตำรา บรรยากาศด้านนอกจวนสกุลต่งล้วนเงียบสงัดเป็นอย่างยิ่ง
ต้วนเหลยถิงเจาะกระดาษบุหน้าต่างเพื่อมองสำรวจความเคลื่อนไหวภายนอก มุมปากของเขาหยักโค้งก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า
“สกุลต่งแห่งนี้ไม่ธรรมดา แลดูคลื่นลมเงียบสงัด แต่กลับมีเลศนัยซุกซ่อนอยู่”
“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” เคอโยวหรานถามพลางเดินไปยังข้างกายต้วนเหลยถิงอย่างแผ่วเบา
ต้วนเหลยถิงเอ่ยพลางเฝ้าสังเกตการณ์ “นอกห้องตำรามีค่ายกลซ่อนอยู่ หากเป็นผู้ที่ไม่คุ้นเคย ทันทีที่เหยียบลงไป ร่างกายคงแหลกสลายกลายเป็นชิ้นๆ แล้ว
บนกำแพง บนภูเขาปลอม และบนต้นไม้ล้วนมีคนซุ่มอยู่ เมื่อมีดวงตาหลายสิบคู่คอยจับตามองเช่นนี้ หากจะออกไปจากที่นี่คงยากยิ่งกว่าบินขึ้นฟ้าเสียอีก”
“คงไม่กระมัง! พวกเราวางเพลิงในทางลับไปแล้ว สามารถลุกลามขึ้นมาด้านบนได้ทุกเมื่อ ถ้าออกไปมิได้จะไม่กลายเป็นหมูย่างหรือเจ้าคะ?”
เคอโยวหรานกล่าวจบ ครั้นคิดดูแล้วเหมือนจะไม่ถูกต้องจึงรีบกลับคำ “ถุ้ยๆ หมูย่างอันใด คนงามถูกย่างต่างหาก”
“อุ๊บ!” ต้วนเหลยถิงหลุดหัวเราะเสียแล้ว
แม่นางน้อยผู้นี้ ไฟจะลนก้นแล้วแท้ๆ ยังมีกะจิตกะใจเอ่ยวาจาหยอกล้อ นางไม่ตื่นตระหนกหรืออย่างไร?
ขณะเขาคิดเช่นนี้ หางตาพลันเหลือบไปเห็นว่าด้านล่างโต๊ะตำรามีควันลอยออกมา จึงเอ่ยในใจว่า ‘มิได้การแล้ว!’
เคอโยวหรานเองก็พบว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีเช่นกัน ทันใดนั้นได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายจากข้างนอก ฝีเท้าจำนวนมากห้อมล้อมเข้ามา หากคิดจะหนีออกไปยามนี้คงไม่ทันเสียแล้ว
ฉับพลันนั้นนางเกิดความคิดหลักแหลมในยามคับขัน ดึงศีรษะของต้วนเหลยถิงให้โน้มลงมา กระซิบข้างหูอีกฝ่ายเพื่อบอกกล่าวแผนการของตน
มุมปากของต้วนเหลยถิงยกขึ้นก่อนพยักหน้าเห็นด้วย เคอโยวหรานจึงแก้เชือกที่มัดอยู่บนกายบุรุษชุดบ่าวรับใช้แล้วโยนมันกลับเข้าไปในมิติทันที
ต้วนเหลยถิงหิ้วบุรุษในชุดบ่าวรับใช้ขึ้นมา ยังคงเอาร่างสลบไสลมาบังไว้ตรงหน้าเลียนแบบวิธีการก่อนหน้านี้ ส่วนเขากับเคอโยวหรานหลบอยู่ด้านหลังของบุรุษผู้นั้น
ตรงนี้คือจุดบอดข้างประตูพอดี แสงสว่างมิอาจสาดส่องมาถึงส่วนนี้ได้
หลังเตรียมการทั้งหมดจนเสร็จ พลันได้ยินเสียงคนเปิดประตูดังปังด้วยความบุ่มบ่าม บุรุษวัยสี่สิบถึงห้าสิบปีพาคนคุ้มกันจวนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในห้องตำรา
ครั้นเข้ามาในห้องและเห็นบุรุษที่ยืนอยู่ข้างประตู คนผู้นั้นก็ยกมือขึ้นตบหน้าเขาหนึ่งฉาดแล้วเอ่ยด้วยความโกรธจัดว่า
“กุ่ยโส่ว เจ้าตายแล้วหรืออย่างไร? ไม่เห็นหรือว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้น? ยังไม่รีบไปดับไฟอีก? ข้าวของด้านล่างสำคัญถึงเพียงใด คงไม่ต้องให้ข้าบอกเจ้ากระมัง?
หากนายท่านทราบเรื่องนี้ พวกเราสองคนก็จงรอหัวหล่นจากบ่าเถิด! เจ้าคนไม่ได้ความ!”
อาจเป็นเพราะสถานการณ์วุ่นวาย เพราะคนผู้นี้ตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะสถานการณ์มิอาจควบคุม หรืออาจเป็นเพราะแสงสว่างไม่เพียงพอ...
คนผู้นี้จึงไม่ทันสังเกตแม้แต่นิดว่าบุรุษชุดบ่าวรับใช้มีบางสิ่งไม่ปกติ
หลังบันดาลโทสะออกมาก็รีบวิ่งไปรวบรวมบ่าวรับใช้ หญิงรับใช้ และคนคุ้มกันจวนให้มาดับไฟโดยไม่ได้หยุดพัก
กระทั่งจารชนที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ยังถูกเรียกลงมาทั้งหมด
ต้วนเหลยถิงฉวยโอกาสขณะสถานการณ์คับขันใช้บุรุษชุดบ่าวรับใช้เป็นเครื่องกำบังเพื่อพาเคอโยวหรานถอยหลังออกไปนอกห้อง หลบเลี่ยงบรรดาผู้คนพลางคลำทางเดินอ้อมออกจากขอบเขตกลไกกับดักของห้องตำรา
หลังจากนั้นคนทั้งสองพลันกระโดดขึ้นไปบนกำแพง สอดส่องหาทางออกจากมุมสูง ไม่นานนัก ในที่สุดก็ออกมาจากจวนใหญ่ของสกุลต่งได้สำเร็จ
เคอโยวหรานกุมอกเอ่ยด้วยความดีใจ “ยังดี โชคดีที่ถูกท่านอาจารย์ทั้งสอง ‘เคี่ยวกรำ’ จนฝึกวิชาตัวเบาได้สำเร็จ มิเช่นนั้นวันนี้คงต้องจบชีวิตลงที่นี่เสียแล้วเจ้าค่ะ”
“หึๆ!” ต้วนเหลยถิงเห็นท่าทางรอดพ้นเคราะห์กรรมเช่นนั้นของนางจึงเอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า
“เห็นทียามฝึกฝนในภายหน้าเจ้าคงไม่บ่นว่าเหนื่อยแล้วกระมัง?”
“ไม่บ่นๆๆ ภายหน้าข้าจะว่านอนสอนง่ายและตั้งใจฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังเจ้าค่ะ” เคอโยวหรานโบกมือพัลวัน หลังประสบกับเรื่องนี้ มีหรือนางจะกล้าแอบเกียจคร้านอีก
ต้วนเหลยถิงพลันโยนบุรุษในมือลงกับพื้น จากนั้นเตะลงไปสองครั้งแล้วเอ่ยว่า “จะจัดการคนผู้นี้เช่นไร?”
“ข้าจำได้ว่าในใบรางวัลนำจับมีประกาศจับของเขา ข้าป้อนยาเขาไปสองเม็ดและตัดเส้นเอ็นข้อมือแล้ว ส่งไปยังจวนว่าการโจวฝู่เถิดเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่าพวกเราอาจหาเงินได้จำนวนหนึ่ง”
เคอโยวหรานนึกไม่ถึงว่าหลังจับพลัดจับผลูและผ่านการเคี่ยวกรำมานานถึงเพียงนี้ ท้ายที่สุดยังคงพาตัวบุรุษชุดบ่าวรับใช้ออกมาได้จริงๆ
ต้วนเหลยถิงพยักหน้า ชายหนุ่มแบกคนขึ้นบนบ่า ก่อนจะเอ่ยพลางจูงมือเคอโยวหราน “ยามนี้เวลากลางดึกแล้ว มิอาจออกทางไปประตูเมือง ข้าจะพาเจ้าไปอีกเส้นทางหนึ่ง”
......
ยามนี้ภายในจวนใหญ่สกุลต่งเรียกได้ว่าอยู่ท่ามกลางแม่น้ำลึกทะเลเพลิงอย่างแท้จริง ห้องลับใต้ดินของพวกเขาทำให้พื้นดินใต้จวนใหญ่กลวงโบ๋เสียแล้ว
มีเพลิงไหม้หลายจุดถึงขั้นลุกลามไปยังตรอกหลายสาย โชคดีที่ดินเหนียวกันน้ำและขุดห้องใต้ดินไว้ลึกมากพอ
ในทางเดินลับใต้ตรอก หลังจากอากาศภายในถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น ไฟก็ค่อยๆ มอดดับลง
ทางด้านห้องตำราของจวนใหญ่สกุลต่งสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุด ถึงขั้นถล่มลงมาหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้
นายท่านสกุลต่งสั่งให้คนขุดดินในสวนดอกไม้หลายแห่ง วิดน้ำจนในสระน้ำแห้งขอดถึงจะสามารถดับเพลิงสำเร็จในยามฟ้าสาง
นายท่านสกุลต่งตบหน้าต่งปี้อู่ที่ถูกน้ำสาดจนได้สติกลับมาแล้วร้องบริภาษว่า
“เจ้าลูกเวรไม่ได้เรื่อง ยามเรียนหนังสือทำการค้าขายกลับไม่เคยเห็นเงาของเจ้า แต่พอชนไก่จูงหมาหาความสนุกกลับเก่งกาจไปเสียทุกอย่าง
ไฟไหม้จนกลายเป็นเช่นนี้ เจ้ายังนอนหลับอยู่ในห้องตำราได้อย่างไร? เหตุใดยังไม่รีบตรวจดูแล้วเรียกคนไปดับเพลิงอีกเล่า?
รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ถูกเพลิงไหม้ในวันนี้ล้วนแต่คือชีวิตสกุลต่งของพวกเรา! เจ้ามันโง่เง่าเลวทรามรู้จักเพียงเล่นสนุก”
ทั้งบริภาษและต่อยตีลงบนกายต่งปี้อู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ความรุนแรงของกำปั้นเรียกได้ว่าหมายจะทุบให้ตายก็มิปาน
ต่งปี้อู่กัดฟันอดกลั้นเอาไว้ ไม่เอ่ยสิ่งใดเลยสักคำ ด้วยรู้ดีว่าตนได้ก่อหายนะครั้งใหญ่แล้ว จึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดแม้แต่นิด
เรื่องในวันนี้จึงได้แต่เก็บซ่อนไว้ที่เขาเพียงผู้เดียว
มิเช่นนั้นหากท่านพ่อรู้ว่าเขาทำไปเพราะสตรีคนหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ภายในห้องลับเช่นนี้
ท่านพ่อคงจะฝังเขาทั้งเป็นโดยไม่สนว่าเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของสกุลต่งหรือไม่อย่างแน่นอน
นายท่านผู้เฒ่าสกุลต่งเอาไม้เท้าค้ำยันลงบนพื้น กระแทกจนเกิดเสียงดังพลางเอ่ยตำหนิว่า “พอเถิด เจ้าตีเขาให้ตายก็ไม่ช่วยอันใด ยามนี้ควรลงไปตรวจสอบด้านล่างเสียก่อนว่าไฟไหม้จนกลายเป็นเช่นใดบ้างแล้ว?”