“หากจะให้ข้าพูด ข้าอาจพูดเพ้อเจ้อสักยกจริงๆ”
เยี่ยนเจาเจายิ้มเล็กๆผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ปริปาก
จากนั้นสีหน้าเยี่ยนเจาเจาพลันแปรเปลี่ยนกะทันหันรอยยิ้มของนางยังคงอ่อนโยน แต่กลับแฝงแววเหยียดหยันเยือกเย็น
“เช่นนั้นข้าขอเอ่ยเอาไว้ล่วงหน้าตรงนี้ข้าไม่ชอบคนผู้นี้ ถึงขั้นไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง หากวันนี้ท่านผู้อาวุโสเลือกไป๋ฝูฉวีหรือเลือกให้ข้าอยู่ด้วยกันกับนาง ข้าเกรงว่าจะไม่ปล่อยให้นางมีชีวิตที่ดีเจ้าค่ะ”
เยี่ยนเจาเจาเม้มริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม หลุบดวงตาปกปิดประกายเย็นเยียบในแววตา
นางเยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนดีมาแต่ไหนแต่ไรทั้งยังจองหองเกินกว่าจะสร้างภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบให้ตัวเองเหมือนไป๋ฝูฉวีและคนอื่นๆเยี่ยนเจาเจาไม่จำเป็นต้องปิดบังหรือแอบซ่อนความขยะแขยงของนางที่มีต่อไป๋ฝูฉวี
คนต่ำต้อยเช่นไป๋ฝูฉวี หากทำให้นางไม่พอใจ เยี่ยนเจาเจาจะต้องลงมือแน่
ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่นใด อาศัยแค่นางคือ “เยี่ยนเจาเจา”สามคำนี้ นางก็ทนมองนางมารไร้สมองเช่นนี้ไม่ได้แล้ว
เยี่ยนเจาเจาไม่ต้องการเสแสร้งต่อหน้าผู้อาวุโสหยวนมู่แกล้งทำจะโดนมองออกง่ายกว่าเยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าตนไม่จำเป็นต้องอำพรางสิ่งพวกนี้ต่อหน้าผู้อาวุโสหยวนมู่
แม้ผู้อาวุโสหยวนมู่จะเป็นเจ้าของสถานศึกษาแต่เขาก็เป็นขุนนางเก่าแก่ที่วนเวียนในราชสำนักมานานหลายปีมิเช่นนั้นแผนหลบหนีคราวนี้ เยี่ยนเจาเจาคงไม่ถูกองค์ฮ่องเต้หญิงส่งตัวมาซูโจว
ขุนนางเช่นนี้มีสายตาเฉียบคมที่สุด
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่พูดกับนางแต่สายตาที่มองเยี่ยนเจาเจากลับคมปลาบขึ้น ราวกับเขาไม่เคยเห็นเยี่ยนเจาเจามาก่อนจึงต้องสังเกตนางอย่างละเอียดอีกครั้ง
สิ่งที่เยี่ยนเจาเจากล่าวเป็นคำขู่หรือ?
นางช่างอาจหาญกล้าข่มขู่เขา ไม่กลัววันนี้ตนเองจะไม่ถูกเลือกเลยหรือ?
เยี่ยนเจาเจาปล่อยให้เขาจ้อง เผยรอยยิ้มบางเบา ผู้อาวุโสหยวนมู่กลับรู้สึกว่าเยี่ยนเจาเจาดูเหมือนจะมองสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจออก
แต่นางไม่เอ่ยบทสนทนานี้ต่อกลับยกมือขึ้นเทชาให้ตนเองหนึ่งจอก ก่อนเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เช่นนั้นท่านผู้อาวุโสอยากให้ข้าเริ่มจากตรงไหนหรือเจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสหยวนมู่ถูกนางชักนำ อดเทชาด้วยไม่ได้เขามองหน้าเยี่ยนเจาเจาได้ไม่ชัดเจนท่ามกลางไอร้อนของชา พลันก็ตระหนักว่าตนเองถูกเยี่ยนเจาเจาหรือก็แค่เด็กหนึ่งชักจูงเสียแล้ว
ดังนั้นตอนนี้เขาจึงเงียบลง
เยี่ยนเจาเจาเข้าใจว่าผู้อาวุโสหยวนมู่จะไม่พูดมากไปกว่านี้แล้วนางนึกถึงคำถามนี้ ใจแบ่งเป็นสองส่วน
นางไม่รีบร้อนเอ่ยเพียงจุ่มน้ำชาที่ไหลออกมาเล็กน้อยบนด้านหนึ่งของถาดน้ำชาแล้วใช้คราบน้ำเขียนตัวอักษรลายน้ำบนโต๊ะ
ดวงตาของผู้อาวุโสหยวนมู่ตกลงบนตัวอักษรสีขาวเยี่ยนเจาเจาแย้มยิ้มฉับพลันก็ใช้นิ้วปาดตัวอักษรสีขาวจนตัวอักษรสีขาวนั้นกลายเป็นวงกลม เผยลายของโต๊ะไม้มะเกลือออกมาชัดๆ
“ไป๋ฝูฉวีคนนี้ แซ่ไป๋ ใจดำอำมหิต”
สีหน้าของนางเริ่มมองเห็นไม่ชัดเจนตามคำพูดของเยี่ยนเจาเจา
ผู้อาวุโสหยวนมู่เลิกสนใจสีหน้าบนใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาแล้วค่อยๆ โดนนางนำพาเข้าสู่บทสนทนาที่นางอยากจะเอ่ย
“เป็นความจริงที่ข้าเกลียดคนประเภทนี้แต่ทุกการกระทำของนางถือเป็นกลวิธีหนึ่งที่จะทำให้นางก้าวไปข้างหน้า ภายใต้สถานการณ์ตอนนี้ได้ไวที่สุด
สามัญชนและชนชั้นสูงต่างก็มาจากพื้นเพที่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นการสอบขุนนางหญิงก็ยังไม่เกิดขึ้น แม้องค์ฮ่องเต้หญิงจะเน้นย้ำเสมอว่าบทบาทของบุรุษและสตรีควรจะต้องเท่าเทียมกันแต่ความเป็นจริงไม่ว่าทุกวันนี้สตรีจะมีความรู้มากมายเพียงใดสตรีจากชนชั้นล่างก็ยากที่จะมีโอกาสโดดเด่น
ไป๋ฝูฉวีก็เป็นเช่นนี้ เพียงเกิดมาสถานะต่ำต้อยมิอยากจมปลักกับความยากจน จึงทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน แต่ตอนนี้มีวิธีใดเป็นเจ้านายได้เล่า?
ในใจนางมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือจับบุตรหลานจากสกุลชนชั้นสูง การเรียนหนักไม่ต่างอะไรกับยกระดับตนให้สูงขึ้นและใช้การศึกษาเป็นไม้กระดาน เพื่อทำความรู้จักกับเหล่านักเรียนดีเด่นคนอื่นๆ
อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน หากค่อยๆรู้สึกจนเกิดเป็นความรัก ไม่ว่าผลการเรียนจะเป็นอย่างไรตราบใดที่สามารถถูกแห่เข้าบ้านกลายเป็นอนุภรรยา ก็ถือว่ายกตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว
โดยทั่วไปแล้วการโหยหาความก้าวหน้าเช่นนี้ไม่มีสิ่งใดผิดไป๋ฝูฉวีเป็นคนฉลาดหลักแหลม การแสวงหาความก้าวหน้านั้นน่านับถือ
แต่วิธีการที่นางใช้นั้นแย่ที่สุด ข้าไม่รู้ว่าเพราะสภาพแวดล้อมที่นางเติบโตขึ้นมาหรือเปล่าที่สอนให้นางต้องเป็นที่จับตามองในทุกอย่าง ใช้ผู้อื่นเป็นสะพาน เหยียบหัวผู้อื่นเพื่อขึ้นไปบนจุดสูงสุด
ทว่าวิธีการเช่นนี้ไม่ดีสำหรับนางที่มาจากพื้นฐานครอบครัวต่ำต้อยเลย
ใจร้อนอยากเห็นผลสำเร็จ ต้องก่อหายนะให้ตนเองแน่นักเรียนหญิงในอาคารเหนือใครบ้างไม่เติบโตอยู่ในเรือนหลังไฉนจะมองเป้าหมายของนางไม่ออก? โดนนางเหยียบหัวเป็นสะพานจะปล่อยให้นางลอยหน้าลอยตาอยู่ได้อย่างไร?”
เยี่ยนเจาเจาหยุดลงเมื่อเอ่ยสิ่งนี้จบ
เยี่ยนเจาเจารังเกียจไป๋ฝูฉวีแต่ความเกลียดชังนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการประเมินว่า ไป๋ฝูฉวีเป็นคนอย่างไรในมุมมองที่เป็นกลางที่สุด
ความจริงนางเข้าใจความคิดของไป๋ฝูฉวีอย่างทะลุปรุโปร่งทุกคำพูดกระชับ ครอบคลุม และตรงประเด็น
นางตระหนักดีว่าไป๋ฝูฉวีทำทุกอย่างไปเพื่ออะไรทั้งยังรู้ว่าแววตานางเป็นเช่นนี้ ย่อมมิอาจพัฒนาไปได้ไกล
นี่คือข้อจำกัดของชาติกำเนิด ความจริงไป๋ฝูฉวีผิดพลาดตรงที่นางไม่เคยเข้าใจเลยว่าการโดดเด่นที่แท้จริงคืออะไรการแต่งงานที่ดีคือการโดดเด่นขึ้นหรือ?
ห่างไกลยิ่งนัก
อันที่จริงหากคนเช่นไป๋ฝูฉวีไม่ได้มาคลุกคลีกับเยี่ยนเจาเจานางคงไม่เกิดความรู้สึกรังเกียจต่อไป๋ฝูฉวี การปีนป่ายขึ้นไปไม่ใช่เรื่องผิด เยี่ยนเจาเจาไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมาใส่ใจว่าไป๋ฝูฉวีลงมือกับใคร
แต่เยี่ยนเจาเจาไม่ได้ใจกว้าง
“แต่โชคไม่ดีนักที่ไป๋ฝูฉวีเลือกคนผิดตั้งแต่แรกนางเลือกข้า
เราต่างก็เป็นปุถุชน ย่อมเลี่ยงนิสัยเดิมไม่ได้ตัวข้าเยี่ยนเจาเจามิใช่นักบุญ แม้ตอนนี้จะนั่งพูดฉะฉานอยู่ตรงนี้ก็มิอาจเปลี่ยนความจริงที่ข้าเกลียดนางอย่างลึกซึ้งเพราะโดนนางเหยียบหัวไม่ได้
วันนี้ข้ากับนางเกิดความบาดหมางระหว่างกันหากข้าเป็นเช่นเหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่ข้ารู้จักในเมืองเซียงเฉิงไป๋ฝูฉวีคงจะตายไปแล้ว
สามัญชนคนหนึ่งทั้งยังเป็นสามัญชนที่ไม่สุจริตใจ ชั่วร้ายอำมหิต ต้องการจัดการนางเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
ข้าเป็นเช่นนี้ เหมือนกับเด็กสาวจากตระกูลใหญ่องค์หญิงและท่านหญิงในสถานศึกษา ตราบใดที่ทุกคนต่างนิสัยคล้ายคลึงเกรงว่าสถานการณ์ก็เป็นเช่นเดียวกัน
หากไป๋ฝูฉวีอยากมีชีวิตรอดนางต้องปลีกตัวออกมาก่อนที่ความเกลียดชังต่อนางของคนอื่นจะถึงขีดจำกัดข้าเห็นว่านางไม่ถึงกับโง่เขลา นางคงจะขบคิดถึงทางหนีทีไล่ของตัวเองแล้ว
หากท่านผู้อาวุโสต้องการให้ข้าคาดเดาแผนการและบุคลิกของไป๋ฝูฉวีข้าก็จะเอ่ยเช่นนี้
หนึ่ง หากนางวางแผนอย่างชาญฉลาด ในช่วงเวลานี้นางจะเลือกคนที่นางต้องการและสามารถแต่งงานกับคนที่นางต้องการได้ แต่วิธีการคงไร้เกียรติ ทั้งยังลากคนอื่นมาเดือดร้อนด้วยแน่หากอีกฝ่ายคิดเล็กคิดน้อย นางย่อมมีโอกาสอยู่ไม่สู้ตายสูงมากทีเดียว
สอง หากนางยังไม่กระจ่าง กระทำตัวเช่นนี้ต่อไปก็มีโอกาสโดนกีดกันจนอยู่ไม่ได้ยิ่งกว่าเดิมและข้าต้องเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านนั้นแน่นอน
ข้าไม่คุ้นเคยกับไป๋ฝูฉวี จึงนึกออกเพียงจุดจบสองข้อนี้ส่วนนิสัยของนางยังไม่แน่ชัด จึงมิอาจมั่นใจว่าความเป็นไปได้ข้อไหนจะสูงกว่ากัน คงประมาณครึ่งต่อครึ่งกระมังแต่หากอยากให้ข้าพูด ข้าคิดว่าเป็นอย่างแรก”
เยี่ยนเจาเจาไม่ปกปิดด้านมืดของตัวเอง นางเอ่ยคำเหล่านี้ออกมาแทบจะราบรื่นเว้นช่วงเป็นพักๆ เท่านั้น
เวลานี้ ชาบนโต๊ะข้างหน้านางเย็นชืดแล้วไอร้อนค่อยๆ จางหาย เผยให้เห็นใบหน้างดงามไร้มลทิน
บนใบหน้านางฉายแววสงบนิ่งผิดปกติกระทั่งผู้อาวุโสหยวนมู่ยังอดรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยไม่ได้
“เหตุใดจึงเป็นข้อแรก?”
“คาดเดาเจ้าค่ะ”
เยี่ยนเจาเจาเทชาที่เย็นแล้วของตนลงบนถาดชาจัดแจงเทชาใส่จอกใหม่ ก่อนจิบเล็กน้อย
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่คาดคิดว่านางจะสารภาพเช่นนี้นางตรงไปตรงมาหลายเรื่อง ไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย
“เดาหรือ?”
สองคำนี้ติดอยู่ตรงปลายลิ้นของผู้อาวุโสหยวนมู่ยังไม่ทันสัมผัสความรู้สึกใดได้ ก็เห็นเยี่ยนเจาเจาเทน้ำชาที่เขายังดื่มไม่หมดทิ้งแล้วเทชาถ้วยใหม่ให้ตนเอง
“คนทำการใหญ่ ไม่เพียงต้องมีวิจารณญาณเฉียบคมยังต้องอาศัยช่วงเวลาและสถานที่ที่ถูกต้องด้วย ตัวข้าเยี่ยนเจาเจากล้าคาดเดาย่อมรู้สึกว่าการคาดเดาของตนเองนั้นถูกต้อง
แน่นอนว่าหากข้าเดาผิดข้าก็มีความสามารถและความมั่นใจที่จะเปลี่ยนการคาดเดาให้กลายเป็นถูกต้องเพียงข้อเดียว”
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่พบคนรุ่นหลังที่โอหังเช่นเยี่ยนเจาเจามาหลายสิบปีแล้ว
กระทั่งกัวซีฉือก็ไม่กล้าเป็นเช่นนางตรงไปตรงมาโดยไม่พะวักพะวน ทะนงและกล้าหาญ หยิ่งยโสแต่ยังคะนึงถึงภาพรวมในหัว
ผู้อาวุโสหยวนมู่อ้าปากพะงาบๆ พลันรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยแล้วจึงเปลี่ยนหัวข้ออย่างกะทันหันว่าเยี่ยนเจาเจาอยากทำสิ่งใดในอนาคต
อยากทำสิ่งใดหรือ?
นี่เป็นคำถามที่กว้างและเรียบง่ายยิ่งนักแต่แม้จะดูธรรมดา ความจริงกลับยากที่จะตอบ
ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาที่นั่งหลังตรงจึงผ่อนคลายลงทันทีสองมือนางเท้าโต๊ะ วางใบหน้าเล็กลงบนฝ่ามือตน ทอดถอนใจเล็กน้อย “ใจของเยี่ยนเจาเจาเล็กมากเล็กเกินกว่าจะยึดหลักความชอบธรรมต่อชาติบ้านเมืองเอาไว้ได้”
“ข้าเคยคิดไว้ว่าตัวข้าอยากจะปกป้องตัวเองและคนที่ข้าอยากจะปกป้อง”
ทันใดนั้นผู้อาวุโสหยวนมู่ก็เอ่ยขัดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ“คนเหล่านี้ รวมฝ่าบาทอยู่ด้วยหรือไม่?”
“แน่นอนเจ้าค่ะ”
เยี่ยนเจาเจายิ้มอีกครั้งผู้อาวุโสหยวนมู่แทบไม่เคยเห็นสาวน้อยอายุเท่านางที่ไหนมีรอยยิ้มเปี่ยมด้วยอารมณ์สลับซับซ้อนเช่นนี้มาก่อนนางช่างเหมือนกับฝ่าบาทในอดีต ราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
ปกป้องตัวเอง
นี่เป็นความปรารถนาที่แคบและลึกซึ้งเยี่ยนเจาเจาเข้าใจเรื่องพวกนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้เขารู้สึกชื่นชมนางยิ่งขึ้น
“แต่เมื่อข้ามาที่นี่ในใจดูเหมือนจะมีความคิดที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”
“ขยายความด้วย”
ผู้อาวุโสหยวนมู่รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนซ่อนอยู่ในตัวเยี่ยนเจาเจา
“เดิมข้าอยู่เมืองเซียงเฉิงมาตลอด เคยพบเรื่องราวต่างๆในเขตเซียงโจวมาจนชินยามนี้มาซูโจวถึงตระหนักว่าสถานการณ์ในใต้หล้านั้นไม่เหมือนกันหากซูโจวยังเป็นเช่นนี้ แล้วสถานที่ที่ลงใต้ไปอีกเล่า?
มีผู้คนมากมายที่เป็นเช่นไป๋ฝูฉวี ไร้ไป๋ฝูฉวีก็ย่อมมีหวงฝูฉวีจูฝูฉวี และอื่นๆ อีก แต่นี่เป็นขีดจำกัดที่เกิดจากตัวพวกเขาเองเช่นนั้นหรือ?
ในบางแง่แล้วไม่ใช่
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ข้ายังรู้ด้วยว่าทางฝั่งหมิ่นหนานถึงขั้นมีคำกล่าวว่า“ไม่รัดเท้ายากจะแต่งออก” สื่อชัดเจนว่านโยบายที่ฝ่าบาทพยายามผลักดันมีผลน้อยมาก
แม้ตัวข้าไม่เกรงกลัวที่จะคาดเดาธรรมชาติของมนุษย์ด้วยความคิดที่เลวร้ายที่สุดแต่มนุษย์เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะส่งเสริมการศึกษาไม่มากพอหรอกหรือ
การศึกษาและการเริ่มสอนหนังสือเด็กต้องมาเป็นอันดับแรก
หญิงสาวในใต้หล้ามักได้ยินเพียงแนวคิดที่ว่า แต่งงานหาสามีที่ดีอย่างไรถึงจะกลายเป็นหงส์ตั้งแต่เยาว์วัยเช่นนั้นจะไปกล่าวโทษพวกนางว่าพยายามไม่มากพอได้ที่ไหนกัน?
ท่านป้าของข้าได้มอบหมายภาระอันหนักอึ้งให้ท่านผู้อาวุโสท่านผู้อาวุโสตรากตรำสั่งสอนผู้คนมากว่ายี่สิบปี ยามนี้ลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมืองสร้างอารยะให้แคว้นต้าซีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เหนือกว่าชนเผ่าหรงตี๋ [1]มีชื่อเสียงผ่านยุคผ่านสมัย ประจักษ์ชัดเจนว่าท่านผู้อาวุโสเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ทุ่มเทให้กับแคว้นต้าซีอย่างหนัก และบุกเบิกการศึกษาของสตรี เจาเจาไร้พรสวรรค์ส่วนตัวคิดเองว่าการเปิดสถานศึกษาสตรีก็เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ส่งเสริมการศึกษาในใต้หล้าเช่นกัน
มิต้องให้สตรีทุกคนเป็นดั่งวีรสตรีเฉกเช่นท่านแม่หรือท่านป้าของข้าแต่อย่างน้อยควรให้พวกนางได้รู้ว่าตนสามารถทุ่มเทเพื่อชาติบ้านเมืองหรือแผ่นดินได้และมีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเองจนเหนือกว่าผู้ใดเช่นเดียวกับบุรุษ
แม้คนจำพวกรักความสบาย อาศัยเกาะโดยการแต่งงานกับผู้อื่นจะยังมีอยู่แต่คงไม่พบทั่วไปเช่นวันนี้อย่างแน่นอน
แม้วันนี้ไป๋ฝูฉวีจะยังมิอาจเปลี่ยนแปลงแต่หากสามารถลดหวงไป๋ฉวี จูไป๋ฉวีให้ต้าซีได้สักหน่อย สภาพสังคมของแคว้นต้าซีต้องสงบสุขขึ้นแน่นอนเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสหยวนมู่ตกตะลึงกับคำพูดของเยี่ยนเจาเจาจนทำเสียงหล่นหายไปชั่วขณะ
มิใช่ว่าไม่เคยมีใครพูดถึงการศึกษาของสตรีกับผู้อาวุโสหยวนมู่มาก่อนแต่มีเพียงเยี่ยนเจาเจาเท่านั้นที่สามารถนำเสนอแง่มุมการศึกษาของสตรีผ่านการประเมินไป๋ฝูฉวีทั้งยังละเอียดด้วย
แน่นอนว่าเขามองออกเยี่ยนเจาเจาไม่ได้เตรียมเรื่องพวกนี้มาก่อนล่วงหน้า แต่ค่อยๆ วิเคราะห์ไปทีละอย่างผ่านกระบวนการประเมินไป๋ฝูฉวีจนได้บทสรุปเช่นนี้มา เขาจึงประทับใจในความคิดอันละเอียดอ่อนของเยี่ยนเจาเจามากยิ่งขึ้นไปอีก
เขามองเยี่ยนเจาเจาด้วยความตกตะลึงพลันรำพันในใจ สกุลเหลียงเดิมเลี้ยงบุตรหลานมาในสภาวะแวดล้อมอย่างไรกันนะแต่ละคนล้วนเป็นยอดคนกันทั้งนั้น
แต่เขายังเอ่ยถามอย่างไม่รู้ตัว“มั่นใจเช่นนั้นเลยหรือ?”
“ภายในห้าปีจะต้องมีการสอบขุนนางหญิงเกิดขึ้นแน่เกรงว่าถึงตอนนั้นท่านผู้อาวุโสคงยุ่งมาก เยี่ยนเจาเจาขอดื่มชาแทนสุราคารวะท่านผู้อาวุโสแทนอาณาประชาราษฎร์ ต่อมาแทนบุตรหลานสกุลเหลียงและท่านแม่ท่านป้าของข้าเป็นการส่วนตัวหนึ่งจอกไว้ ณ ที่แห่งนี้เจ้าค่ะ”
เยี่ยนเจาเจายืนขึ้นดื่มหนึ่งจอกให้ผู้อาวุโสหยวนมู่จากไกลๆ หลังเอ่ยจบ
นางมั่นใจในสิ่งที่นางเอ่ย
เยี่ยนเจาเจามั่นใจจริงๆว่าการสอบขุนนางหญิงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ติดเพียงเวลาเท่านั้น
ความคิดที่จะส่งเสริมการศึกษาของสตรีในใต้หล้าของท่านป้าเหลียงฮุ่ยไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตที่ผ่านมา
ท่าทางคารวะชาแทนสุราของเยี่ยนเจาเจาวันนี้ ซ้อนทับคลุมเครือกับภาพที่ฮ่องเต้ขอให้เขาห่วงใยเกี่ยวกับการศึกษาของใต้หล้าในอดีตจนผู้อาวุโสหยวนมู่เหม่อลอยอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ดูเจ้าพูดเข้าสิตอนแรกก็มีฝ่าบาทที่ให้ข้ากังวลมาหลายสิบปี ตอนนี้กำลังจะเกษียณกลับบ้านเกิดยังมีปีศาจเช่นเจ้าโผล่มาอีก”
หลังจากเงียบไปเนิ่นนานในที่สุดผู้อาวุโสหยวนมู่ก็เผยรอยยิ้มออกมา
เขาพึงพอใจกับเยี่ยนเจาเจาอาจกล่าวได้ว่าออกจะรู้สึกประหลาดใจเสียมากกว่า
---------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หรงตี๋หมายถึงชนกลุ่มน้อยที่อยู่รอบนอกตะเข็บชายแดนในสมัยราชวงศ์โจวซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากแผ่นดินจงหยวน (ดินแดนแถบที่ราบภาคกลางของจีน)อีกทั้งยังมีการผสมผสานระหว่างชนเผ่า ทำให้ชนเผ่าเหล่านี้เจริญก้าวหน้าตามติดมาอย่างกระชั้นชิดปัจจุบันคือดินแดนทางตะวันตกและทางเหนือของแผ่นดินจีน