ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 โจรเข้าบ้านสกุลลั่ว

            ชีวิตดีๆที่เมืองหลวงยังกวักมือเรียกนางอยู่ แล้วจะให้นางหยุดอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

            “หน้าต่างเล็กเกินไปคาดว่านี่คือห้องใต้ดิน หากจะหนี คงต้องหนีจากประตูหลัก”

            ชีเหนียงพึมพำเสียงค่อยเสียงนี้เบากว่าเสียงบ่นของหลานไฉ่เตี๋ยมากนัก แม้ว่าหญิงสาวจะลงเรือลำเดียวกับพวกนางแต่เรื่องแบบนี้รู้กันจำนวนน้อยยิ่งดีมีคนมากมายที่ต้องแลกโอกาสมีชีวิตรอดและหักหลังผู้อื่นอย่างไม่ลังเลนางไม่อยากเห็นภาพเช่นนี้เกิดขึ้น

            “เจ้าอยู่ที่นี่มานานเท่าใด? รู้หรือไม่ว่ามีคนเฝ้ากี่คน?”

            หลานไฉ่เตี๋ยพูดพล่ามเสียงดังทุกวันแม้จะเห็นคนลักพาตัวกลุ่มนั้นก็ไม่รู้สึกกลัว ตรงกันข้ามคือกลับคุยกับพวกเขาดังนั้นจึงรู้สถานการณ์ไม่มากก็น้อย

            “อย่างไรก็ต้องมีเจ็ดแปดคนทว่าปกติคนเหล่านั้นจะไม่เข้ามาที่นี่ มีเพียงแค่เวลาซื้อขายเกิดขึ้นเท่านั้นจึงจะเข้ามา”

            ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ชีเหนียงนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยม หลานไฉ่เตี๋ยเองก็เดินเข้าไปคุยอย่างคุ้นเคย

            “พี่จางจะพาคนไปอีกแล้วหรือ มีบ้านใดดีๆ ที่เหมาะกับข้าแล้วหรือยัง?”

            นี่คือลูกไม้ของหลานไฉ่เตี๋ยท่าทีชัดเจนว่าตนเองไม่มีปัญญาเปลี่ยนแปลงความจริงและอยากเอาใจพวกเขา เพื่อให้พวกเขาหาสถานที่ดีๆให้ตนเอง

            “วางใจได้อีกไม่นานก็ถึงตาเจ้าแล้ว ถึงเวลานั้นพี่จะหาตระกูลใหญ่โตให้เจ้าไม่มีทางให้เจ้าไปตกระกำลำบากแน่” คนที่ถูกเรียกว่าพี่จางบีบมือของหลานไฉ่เตี๋ยและยิ้มแย้มปากกว้างนั้นยังมีน้ำลายไหลออกมาด้วย

            โฉมงามเอ๋ยโฉมงาม น่าเสียดายที่ลูกพี่ใหญ่ออกกฎว่าดูได้แต่ห้ามแตะมิเช่นนั้นหากขายไม่ได้ราคา จะถูกลูกพี่ใหญ่ฆ่า

            หลานไฉ่เตี๋ยอดกลั้นความขยะแขยงในใจและตอบรับจากนั้นจึงเดินกลับมุมห้องท่ามกลางสายตาโลมเลียของบุรุษที่ถูกเรียกว่าพี่จางส่วนชีเหนียงก็อาศัยช่วงทีเผลอแอบมองสำรวจสถานการณ์ภายนอก

            มีคนเฝ้าอยู่ด้านนอกสองคนรวมกับคนแซ่จางคือสามคน เมื่อครู่นางรับรู้ได้ว่าสายตาของคนแซ่จางจับจ้องที่ตัวนางชั่วขณะก่อนจะเลื่อนไปยังคนอื่น

            สุดท้ายก็พาตัวสาวหน้าตาธรรมดาไปสามคนตอนที่ถูกลากไป หญิงสาวทั้งสามโอดครวญวิงวอน วินาทีนี้พวกนางถึงเพิ่งรู้สึกตัวและหวังที่จะมีชีวิตรอดจึงเริ่มอ้อนวอนขอความเห็นใจ

            กระทั่งหนึ่งในนั้นยังชี้นิ้วมาทางหลานไฉ่เตี๋ยและชีเหนียง “นายท่านข้าขอเปิดโปง ขอรายงาน ท่านให้เวลาข้าอยู่ต่ออีกสักหน่อยเถอะนะหากท่านจะขายก็ขายพวกนางก่อน พวกนางคิดจะหนีกันตั้งแต่แรก ข้าไม่เหมือนกันข้าไม่หนี ท่านจะขายข้าเมื่อไหร่ก็เหมือนกัน”

            “จริงๆ นะที่ข้าพูดคือความจริง พวกนางไม่เหมือนกัน พวกนางอยากหนี!”

            หญิงผู้นั้นคุกเข่ากับพื้นและสาบานหลานไฉ่เตี๋ยคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ฉับพลันรอยยิ้มบนใบหน้าก็เริ่มประคองไม่อยู่

            ดีที่ชีเหนียงดึงสติของนางไว้นางจึงเก็บสีหน้าประหม่าและเปลี่ยนเป็นไม่แยแส

            หากแต่เห็นเพียงนางพิงกำแพงอย่างเกียจคร้านไม่คิดอธิบายหรือแก้ตัวกับคำกล่าวหาของหญิงสาวชั่วขณะนั้นพี่จางเริ่มลังเลและไม่รู้ว่าสิ่งใดคือเรื่องจริงกันแน่

            “เจ้าสารภาพกับข้ามาตามตรง สิ่งที่นางพูดเป็นความจริงหรือไม่!”

            คงเพราะชีเหนียงเอาแต่ทำตัวลีบเล็กทำให้พี่จางคิดว่านางเป็นคนน่ารังแก ครั้งนี้จึงเลือกให้นางตอบคำถาม

            ชีเหนียงแสร้งทำเป็นหวาดกลัวและแนบตัวกับกำแพง “ข้า…ข้าก็ไม่รู้ข้าเพิ่งมา เพิ่งจะฟื้นขึ้นเมื่อครู่ ไม่รู้กระทั่งว่าที่นี่คือที่ใดแล้วจะเข้าใจว่าพวกเจ้าพูดอะไรได้อย่างไร?”

            น้ำเสียงของนางสั่นเครือถึงขั้นไม่กล้าเงยหน้า

            พี่จางจึงเตะหญิงคนที่ฟ้องทันใด “นางสารเลวกล้าหลอกลวง เดิมทีข้าคิดจะขายเจ้าให้เศรษฐี ข้าว่าหอนางโลมคงเหมาะกับเจ้ามากกว่า!”

            สุดท้ายนางก็หนีไม่พ้นการถูกขายรอจนพี่จางพาคนจากไป หลานไฉ่เตี๋ยถึงด่ากราด

            “เอาล่ะ” ชีเหนียงปรามนางหากมิใช่เพราะนางพูดพล่ามให้โลกรับรู้ คนผู้นั้นจะฟ้องได้อย่างไร “มีพลังเพียงนี้มิสู้คิดหาทางว่าจะทำอย่างไรดี เจ้าคงไม่คิดว่าในนี้จะไม่มีพวกขี้ฟ้องหรอกนะ”

            อันที่จริงตอนที่หญิงคนนั้นบอกความลับในนี้ก็มีหลายคนคิดจะเคลื่อนไหว หากแต่เหล่าหญิงสาวกลับอยากรอดูผลลัพธ์ก่อนเมื่อผลลัพธ์ออกมาไม่ดีพวกนางจึงพักความคิดนั้นไป

            “พวกนางกล้าหรือ!” แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่เสียงก็เบากว่าเดิมค่อนข้างมาก

            ชีเหนียงเห็นสภาพการณ์จึงไม่ตอแยกับหลานไฉ่เตี๋ยมากนักเมื่อครู่นางเห็นดวงอาทิตย์จากด้านนอกหน้าต่างพอดี ด้านนอกเหมือนจะมีภูเขาหนึ่งลูกสถานที่แห่งนี้ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคย เพียงแต่ลั่วชีเหนียงกลับคิดไม่ออกว่าคือสถานที่ใดและนางเคยมาเมื่อใด

            ขณะที่ลั่วชีเหนียงกำลังคิดว่าควรหนีอย่างไรอยู่นั้นคนด้านนอกกลับตามหาชีเหนียงกันแทบบ้า

            ......

            พี่จางไปส่งสินค้าที่หอนางโลมจากนั้นจึงเห็นว่าจู่ๆ ก็มีทหารกลุ่มใหญ่บนท้องถนน เขาถึงกับประหม่าในทันใด

            “เร็วเข้าไปพบพี่ใหญ่เดี๋ยวนี้”

            พี่จางบอกเล่าเรื่องที่พบเห็นให้กับลูกพี่ใหญ่ “ลูกพี่ใหญ่เราจะเคลื่อนย้ายหรือไม่? ทหารมากมายเช่นนี้คงไม่ได้มาจับเราหรอกนะ”

            “ยังมีสินค้ามากมายจะทำอย่างไรดี? โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจับมาวันนี้! ข้าบอกกับลูกพี่ใหญ่แล้วต้องรีบจัดการ เราจะได้วนไปสถานที่อื่น หากแต่ท่านก็รั้นจะเก็บปัญหาไว้ในมือตอนนี้เรื่องดันไปถึงทางการแล้ว”

            พี่จางพูดพล่ามไม่หยุดทำให้ลูกพี่ใหญ่ จางซาน ปวดศีรษะ

            จากนั้นมีเสียงดังเพียะจางซานยกถ้วยชารินใส่ศีรษะของเขา

            “จะโวยวายเพื่ออะไร? ข้าจะทำอะไรยังต้องให้เจ้าสอนหรือ?” จางซานขนคิ้วตั้งดูก็รู้ว่าโมโหเดือดดาล คราวนี้พี่จางไม่กล้าส่งเสียงอีกได้แต่ยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำชาบนหน้าให้สะอาด

            แม้ว่าจางซานโมโหแต่ก็รู้ว่าน้องชายพูดความจริงตลอดทางพวกเขาจับคนมาไม่น้อย แต่คนส่วนน้อยที่กล้าแจ้งความกับทหาร

            เห็นทีคนที่ท่านผู้นั้นให้จับต้องมีที่มาใหญ่โตแน่เพียงแต่ไหนบอกว่านางเป็นแค่คนจากครอบครัวเล็กๆ นี่นา

            “คนที่เจ้าส่งออกไปเป็นอย่างไรบ้าง?”

            จางซานรู้ว่าลั่วชีเหนียงพอมีพื้นเพเบื้องหลังจึงให้พี่จางส่งคนไปสืบ พวกเขาคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือจัดการปล้นชิงทรัพย์สมบัติทั้งหมดของลั่วชีเหนียงไปด้วยจะดีกว่า

            “กลับมาแล้วบ้านนี้ร่ำรวยเงินทองจริงๆ บ้านที่สร้างก็ใช้กระเบื้องกับอิฐ ในบ้านยังมีรถม้าเด็กผู้ชายล้วนเข้าเรียนในโรงเรียน อย่างน้อยก็น่าจะมีเงินเท่านี้” พี่จางชูนิ้วออกมาสามนิ้วตรงหน้าเขา

            สามพันตำลึงพวกเขาต้องขายสินค้ามากมายกว่าจะได้มาสามพันตำลึง

            “บอกกับพี่น้องลงมือกลางดึก”

            จางซานออกคำสั่งพี่จางก็เข้าใจความหมายทันที เรื่องปล้นชิง ในอดีตพวกเขาเคยทำกันไม่น้อยนี่คือเรื่องที่พวกเขาถนัดอยู่แล้ว

            “เมื่อได้เงินมาให้กลับทางเดิม หากเจอคนที่รับมือยาก จัดการฆ่าทิ้งได้เลย”

            คนที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้มือคนใดเล่าไม่เปื้อนเลือดมนุษย์สักคนสองคน สำหรับพวกเขาการมีชีวิตอีกวันก็คือกำไร

            “ข้าทราบแล้ว! ลูกพี่ใหญ่พูดมากเหลือเกิน”

            ค่ำคืนนี้จางซานกับพวกพ้องใช้ผ้าปิดหน้าและย่องเข้าบ้านสกุลลั่วตอนค่ำ หากแต่สกุลลั่วกลับยังจุดไฟสว่างไสวทั้งครอบครัวนอกจากจ้าวจือชิงที่ออกไปตามหาคนให้ทั่วคนที่เหลือทั้งหมดเอาแต่รอข่าวคราวของลั่วชีเหนียงอยู่ที่บ้าน

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786