ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 อยู่ระหว่างการอธิบาย





             “เจ้า…” ฉินมู่เยว่นึกว่ามู่อวิ๋นจิ่นจะโกรธที่ตนทำเช่นนี้ แต่กลับคาดคิดไม่ถึงว่านางจะสวนกลับได้รุนแรงเช่นกัน


            ฉินมู่เยว่ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งก่อนเผยยิ้มมุมปากอย่างเหนือชั้นกว่า “พี่ลี่เป็นถึงองค์ชาย สามารถมีสนมได้มากมาย ทำไมเจ้าถึงได้ตัดสินว่าพี่ลี่จะมีเจ้าเพียงคนเดียว?” 


            มู่อวิ๋นจิ่นกัดฟันระงับความโมโหที่พลุ่งพล่าน แต่พอได้ยินประโยคนี้หัวใจของนางกลับเต้นรัวอย่างกับทะเลอันบ้าคลั่งที่โหมซัดเข้าฝั่ง


             “เถียงกันจบหรือยัง?”


            ฉู่ลี่ที่ยืนฟังนิ่งเอ่ยขึ้นพลางยื่นมือไปจับไหล่มู่อวิ๋นจิ่น และประกาศให้รู้โดยทั่ว “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเปิ่นหวงจื่อ พวกเจ้าบังอาจมาวิจารณ์ได้อย่างไร?”


            ทุกคนที่เห็นสายตาอันแข็งกร้าวของฉู่ลี่ ต่างพากันก้มหน้าก้มตามิกล้ามองสบตาเขาโดยตรง


            ฉินมู่เยว่หันเดินไปข้างหน้า หน้านิ่วคิ้วขมวด “พี่ลี่ น้อง…”


            “พอได้แล้ว!” ฉินมู่หนานตะโกนใส่หน้านาง แล้วหันไปคำนับฉู่ลี่กับมู่อวิ๋นจิ่น “เรื่องในวันนี้น้องสาวทำไปโดยมิได้ไตร่ตรอง ขอให้องค์ชายหกกับพระชายาหกให้อภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


            “พี่ชายเป็นอะไรไป?” ฉินมู่เยว่พูดด้วยความโกรธที่มากกว่า วันนี้นางอุตส่าห์ช่วยเขาสร้างโอกาสทองขึ้น ไม่แน่ฉู่ลี่อาจทิ้งมู่อวิ๋นจิ่น ทว่าฉินมู่หนานกลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน


            เมื่อคืนที่ผ่านมา ท่าทางของพี่มู่หนานที่มีต่อมู่อวิ๋นจิ่นนั้น เต็มไปด้วยความรู้สึกที่มีใจปฏิพัทธ์ต่อนางมิใช่หรือ


            ฉินมู่หนานหันจ้องไปที่ฉินมู่เยว่ ตามด้วยทุกคนที่จับตาดูอย่างสนุก “ข้าน้อยชื่นชมในตัวพระชายาหกมาเนิ่นนาน โดยที่พระชายาหกไม่เคยรับรู้เลย เรื่องในวันนี้มู่เยว่ทำไปด้วยความบุ่มบ่าม ขาดสติและขาดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อน สร้างเรื่องขายหน้าต่อทุกท่านแล้ว”


            แต่ไหนแต่ไรฉินมู่เยว่ไม่เคยถูกหักหน้าเช่นนี้มาก่อน ทั้งยังไม่รู้ว่าฉินมู่หนานนั้นรักมู่อวิ๋นจิ่นได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เพื่อปกป้องชื่อเสียงของมู่อวิ๋นจิ่นไว้ เขายอมผลักให้น้องสาวแท้ ๆ ต้องอับอายขายขี้หน้า


            ถือดีอะไร!


            ทำไมต้องเป็นมู่อวิ๋นจิ่นอีกแล้ว!!!


            …


            ระหว่างที่เดินกลับออกจากวังหลวง มู่อวิ๋นจิ่นกับฉู่ลี่เดินเคียงข้างกันออกจากตำหนักฉินไท่เฟย โดยไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว 


            “พี่ลี่ พี่สะใภ้หกรอข้าประเดี๋ยว” เสียงฉินมู่เยว่ดังขึ้นจากด้านหลัง


            ทั้งสองคนกลับเดินต่อไปข้างหน้า โดยไม่แยแสเสียงเรียกของฉินมู่เยว่แม้แต่น้อย


            ฉินมู่เยว่รีบเพิ่มความเร็วในการเดินมากขึ้นจนมาขวางทางทั้งสองคนได้ ก่อนที่นางจะหยุดและโค้งคำนับเบื้องหน้า “ขออภัยด้วย เรื่องในวันนี้มู่เยว่คิดไม่รอบคอบเองเพคะ”


            “ขอให้พี่ลี่และพี่สะใภ้อวิ๋นจิ่น โปรดให้อภัยด้วย นับจากนี้มู่เยว่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกแล้ว”


            มู่อวิ๋นจิ่นมองค้อนไปทีหนึ่ง สตรีอย่างฉินมู่เยว่เหตุใดพูดมากไร้สาระถึงเพียงนี้ มู่อวิ๋นจิ่นจึงเลือกเดินต่อไปโดยไม่สนใจนาง


            เมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นเดินไปแล้ว ฉินมู่เยว่กลับเงยหน้าขึ้น มองไปที่ฉู่ลี่น้ำตาคลอ ก่อนเอ่ยอย่างรู้สึกผิดจากใจ “พี่ลี่ เรื่องในวันนี้ มู่เยว่ทำไปอย่างคนขาดสติยับยั้งชั่งใจ พี่สะใภ้อวิ๋นจิ่นไม่ยอมยกโทษให้น้อง อย่างไรเสียพี่ลี่ต้องยกโทษให้น้อง…”


            ฉู่ลี่มองไปที่ฉินมู่เยว่  “ต่อไปไม่ต้องคิดหาทางเล่นงานมู่อวิ๋นจิ่นอีก”


            “พี่ลี่” ฉินมู่เยว่ขมวดคิ้ว ตามด้วยพยักหน้ารับอย่างเชื่องฟัง “น้องทราบแล้ว เรื่องในวันนี้ เพราะน้องไม่แน่ชัด กลับทำไปอย่างละเลยและขาดสติเพคะ”


             “พี่ลี่ยอมยกโทษให้น้องหรือไม่?” ฉินมู่เยว่ขยับเข้าใกล้ฉู่ลี่ แววตาจับจ้องไปที่เขา


            ฉู่ลี่จ้องนางด้วยสายตาเย็นชา “นับจากนี้อย่าเข้าใกล้เปิ่นหวงจื่อ เพื่อที่นางจะได้ไม่เข้าใจผิด”


            ฉินมู่เยว่ยืนชะงักงันอยู่ตรงนั้น สายตาของนางเผยความรู้สึกที่อยากเชื่อ นางขบฟันอย่างไม่ยอมใจก่อนจะรีบสาวเท้าตามฉู่ลี่ไป “ให้น้องอย่าเข้าใกล้? ทว่าพี่ยังต้องการความช่วยเหลือจากน้องมิใช่หรอกหรือ?”


             “ไม่ต้องการแล้ว” ฉู่ลี่เสียงแข็งกร้าวจ้องเขม็งไปที่สตรีที่อยู่เบื้องหน้า 


            ฉินมู่เยว่กระทืบเท้าตึงตัง น้ำตาไหลพราก เมื่อเห็นทั้งสองเดินจากไป 


            ด้านข้างของฉินมู่เยว่ กลับมีคนยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งให้นาง


            “พี่ชายคิดว่าหากเราไม่เลือกออกไปสู้รบ จุดจบของเรื่องนี้จะเป็นแบบนี้หรือไม่?”


            …


             “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ?”


             จื่อเซียงยืนมองดูมู่อวิ๋นจิ่นนั่งทานองุ่นอยู่ที่โต๊ะหิน พอทานเนื้อเสร็จก็พ่นเปลือกและเม็ดใส่หน้าประตูห้องฉู่ลี่ จนจื่อเซียงยืนตะลึงงัน


            “ไม่เป็นอะไรทั้งนั้น แค่ทานองุ่นเอง” มู่อวิ๋นจิ่นหยิบองุ่นขึ้นทาน ทั้งยังพ่นเปลือกและเม็ดใส่หน้าประตูห้องของฉู่ลี่ต่อไป


            ภายในระยะเวลาอันสั้น หน้าห้องฉู่ลี่ก็แทบจะดูไม่ได้


            จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นหยิบกล้วยหอมขึ้นมาทาน และเขวี้ยงเปลือกไปที่หน้าห้องฉู่ลี่ แต่คราวนี้ประตูเปิดออกพอดี ทำให้เปลือกลอยเข้าไปในห้องพอดี


            ฉู่ลี่ที่เพิ่งชำระร่างกายเสร็จ เปิดออกมาเห็นเปลือกกล้วยหอมและองุ่นถึงกับขมวดคิ้ว ก่อนจะจ้องไปที่มู่อวิ๋นจิ่นที่กำลังหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ


            จื่อเซียงทำหน้าไม่ถูก รีบสะกิดแขนมู่อวิ๋นจิ่น “คุณหนู องค์ชายออกมาแล้วเจ้าค่ะ”


            ฉู่ลี่ก้าวออกจากประตู ยกมือเชิงบอกให้จื่อเซียงถอยไป นางจึงรีบวิ่งออกเรือนลี่เฉวียน


            ในตอนนี้เหลือเพียงฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่นเพียงสองคน


            ฉู่ลี่ที่ดูท่าทีอารมณ์ดี จึงเข้ามากระซิบข้างหูมู่อวิ๋นจิ่น “เจ้าโกรธข้าอย่างนั้นหรือ?”


            “ใครโกรธเจ้ากัน” มู่อวิ๋นจิ่นหยิบถั่วเข้าปาก โดยไม่หันไปมอง


            ฉู่ลี่ยิ้มอย่างเสียอาการ และยกมือไปลูบผมของนาง “องุ่นพวกนี้คงเปรี้ยวจนทำให้เจ้าเสียอารมณ์สิท่า?” 


            “เชอะ” มู่อวิ๋นจิ่นลุกขึ้นยืน ทำท่าทำทางเหมือนจะกลับห้อง


            ฉู่ลี่ยกมือคว้าแขนของนางไว้พร้อมขมวดคิ้ว “เปิ่นหวงจื่อกับฉินมู่เยว่ไม่ได้มีสัมพันธ์ใดกันทั้งนั้น!”


             “ใครบอกว่าเป็นเรื่องนี้” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยเสียงนิ่ง ก่อนจะหันหน้ามาถามฉู่ลี่ “เจ้ากำลังอธิบายให้ข้าฟัง?” 


            ฉู่ลี่ยิ้มเจื่อน ๆ ทำหน้าไม่ถูก “ใช่ กำลังอธิบายให้ฟัง”


            ความโมโหและความอึดอัดคับข้องใจของมู่อวิ๋นจิ่นพลันหายไปในพริบตา นางหย่อนตัวนั่งลงอีกครั้ง และเอ่ยปากอย่างมิค่อยเต็มใจเท่าไร “เจ้ามาอธิบายให้ข้าฟังทำไม อย่างไรเสียพวกเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้น”


            ฉู่ลี่ฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีก “ประโยคนี้ เปิ่นหวงจื่อตีความได้ว่า เจ้ากำลังอยากจะเป็นภรรยาของข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่?”


            “เจ้า…” มู่อวิ๋นจิ่นกัดฟันถลึงตา “อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง ใครจะเป็นภรรยาเจ้าจริง ๆ”


            สิ้นเสียงตอบมู่อวิ๋นจิ่นก็เดินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์


            พอได้ยินเสียงประตูห้องนางปิดลง ฉู่ลี่หันไปใช้สายตาพิฆาต และกวักมือเรียกติงเซี่ยน


            “องค์ชายมีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


            “ไปจัดการให้เรียบร้อย!”


            หลังจากนั้นฉู่ลี่ก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องของมู่อวิ๋นจิ่น


            ติงเซี่ยนยืนมองฉู่ลี่ที่ผลักประตูห้องมู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไป จึงยืนพึมพำคนเดียว “ทางที่ดี องค์ชายนอนที่ห้องพระชายาก็สิ้นเรื่อง”


            …


            เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้อง มู่อวิ๋นจิ่นกำลังเตรียมตัวเอนกายลงเพื่อพักผ่อน แต่เห็นคนที่ต่อว่าเมื่อครู่เข้ามาเสียก่อน 


            “เจ้ามาทำอะไร?” มู่อวิ๋นจิ่นถามอย่างไม่พอใจ


            นึกไม่ถึงว่าฉู่ลี่จะไม่สนใจคำพูดของนาง เขาเลือกเดินมานั่งบนเตียง ถอดรองเท้า แล้วเอนกายลงในชั่วพริบตาเดียว 


            มู่อวิ๋นจิ่นพรวดลุกขึ้นทันที ก่อนจะใช้มือไปผลักฉู่ลี่ที่อยู่ด้านข้าง “เจ้ามานอนอะไรตรงนี้?”


            “เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ ห้องของเปิ่นหวงจื่อต้องการความสะอาด” ฉู่ลี่เอ่ยปากตอบด้วยความอ่อนเพลีย


            มู่อวิ๋นจิ่นกัดริมฝีปาก จ้องเขม็งไปที่เขา เปลือกองุ่นและกล้วยหอมที่กระจัดกระจายทำให้หน้าห้องสกปรกไปหมด ฉู่ลี่จึงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการมานอนห้องของนางในครั้งนี้


             “เปิ่นหวงจื่อเหนื่อยแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความอีก” ฉู่ลี่รู้ว่ามู่อวิ๋นจิ่นต้องต่อความยาวสาวความยืดจึงตัดบทขึ้นก่อน


            มู่อวิ๋นจิ่นหรี่ตามองฉู่ลี่ที่นอนแน่นิ่งด้วยความเอ็นดูรักใคร่ ภายในหัวมีเรื่องโองการลับปรากฏขึ้น พลันจิตใจของนางกลับรู้สึกสร้อยเศร้า ไม่รู้ว่าโองการลับนั้นจะเปิดเผยเมื่อใด หากเวลานั้นมาถึงชีวิตของนางคงวุ่นวายไร้ซึ่งความสงบสุขเป็นแน่


            มู่อวิ๋นจิ่นถอนหายใจยืดยาว ก่อนจะเอนตัวลงนอน โดยแบ่งผ้าห่มที่ใช้ประจำให้กับฉู่ลี่ครึ่งหนึ่ง


            ช่วงสองสามวันนี้ ภายในใจของนางเต็มไปเรื่องราวที่ทำให้ไม่สบายใจ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉู่ลี่ที่นอนอยู่ข้างกายหรือไม่ จึงทำให้มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกได้ถึงจิตใจที่สงบเยือกเย็น ก่อนจะงีบหลับไป


            …


             “ให้ข้าพบพี่ลี่เดี๋ยวนี้… พวกเจ้าหลบไปให้หมด ข้ามาขอโทษพี่ลี่ของข้า พวกเจ้าไม่ต้องมาขวางทาง”


            ในเช้าวันถัดมา ยามแสงอรุณแห่งวันใหม่สาดแสงส่องเข้ามาในจวน นอกห้องมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น จนฉู่ลี่ต้องตื่นขึ้นมา พร้อมกับสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างที่กดทับร่างเขาอยู่


            พอเงยหน้าขึ้นมา พบว่าท่านอนของมู่อวิ๋นจิ่นน่าขันสิ้นดี ขาของนางพาดมาที่ขาของเขา เขาจึงต้องค่อย ๆ เอื้อมมือขยับให้อย่างช้า ๆ


            เมื่อเปิดประตูห้องออกไป เห็นฉินมู่เยว่ยื่นถือกล่องบางอย่างอยู่ และกำลังเถียงกับบ่าวรับใช้หลายคนเสียงดังโวยวาย รวมถึงจื่อเซียงด้วย ที่มิยอมให้ฉินมู่เยว่เข้าไปในห้อง


            ฉินมู่เยว่เห็นฉู่ลี่ก็ร้องด้วยความยินดี รีบผลักบ่าวรับใช้ออก และวิ่งไปหาฉู่ลี่ข้างหน้า “พี่ลี่ น้องมาเพื่อขอโทษพี่สะใภ้อวิ๋นจิ่นโดยเฉพาะเลย”


            บัดนี้เสียงที่ดังลั่นทำให้มู่อวิ๋นจิ่นที่อยู่ในภวังค์ได้สติขึ้น ทำให้นางจนอารมณ์เสียแต่เช้า และเลือกตะโกนออกไป “หากขืนเสียงดังเช่นนี้ จะให้คนลากไปโบยจนตาย!” 


            ฉินมู่เยว่ที่อยู่หน้าห้องชะงักไป นึกไม่ถึงว่ามู่อวิ๋นจิ่นจะอยู่ในห้องที่ฉู่ลี่ก็เพิ่งเดินออกมาเมื่อครู่นี้เช่นกัน


            เมื่อก่อนนางได้ฟังคนมารายงานว่า ตั้งแต่ทั้งสองคนแต่งงานกัน ต่างก็นอนแยกห้องมาโดยตลอด ทำไมตอนนี้…


            ฉินมู่เยว่แน่นิ่งไป นางแอบกัดริมฝีปากด้วยความอิจฉาริษยาที่มีต่อมู่อวิ๋นจิ่น


             “น้องจะรอพี่สะใภ้อวิ๋นจิ่นจนกว่าจะตื่น” ฉินมู่เยว่ถอยไปนั่งบนเก้าอี้หิน และวางกล่องที่ถือมาด้วยไว้บนโต๊ะ


            ฉู่ลี่เลือกไม่สนใจนาง ก่อนจะปิดประตูเดินหันหลังเข้าไปในห้องดังเดิม


            หลังจากมู่อวิ๋นจิ่นต่อว่าเรียบร้อยก็ล้มตัวลงนอนต่อ ฉู่ลี่เดินที่เข้ามาข้างเตียงจึงห่มผ้าให้นาง แล้วนั่งลงมองใบหน้าที่สะสวยของนางข้างเตียงอยู่อย่างนั้น


            …


             ฉินมู่เยว่ที่นั่งอยู่โต๊ะหินด้านนอก ก็นั่งรออยู่อย่างนั้นจนกระทั่งถึงยามอู่สือ ทว่าในห้องกลับยังไม่มีแนวโน้มที่ทั้งสองคนจะเดินออกมา 


            ขืนนั่งรอต่อไปคงไม่เป็นผล นั่งเสียเวลาเปล่า ระหว่างที่นางกำลังตัดสินใจได้ว่าจะกลับไป ประตูห้องกลับค่อย ๆ แง้มเปิดออกทีละน้อย


            ฉินมู่เยว่ลุกขึ้นยืนในทันใด เห็นดังนั้นมู่อวิ๋นจิ่นจึงเอ่ยวาจาออดอ้อน “ฉู่ลี่ เมื่อครู่เจ้ามองข้าน่ากลัวเหมือนผี ทำเอาข้าหลับไม่ลงเลย”



    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน