ณ มุมหนึ่งของลานฝึกที่มักจะถูกผู้คนหลงลืม เสียงตะคอกอันเกรี้ยวกราดดังขึ้นทำลายความสงบยามบ่าย
“ข้าบอกให้ส่ง ‘ยาฟื้นพลัง’ มาให้ข้ามิใช่รึ! เ้าเด็กใหม่ หูหนวกหรืออย่างไรกัน!”
เสียงนั้นเป็ของจ้าวหู่ ศิษย์ร่างกำยำที่มีชื่อเสียงในทางอันธพาลมากกว่าฝีมือวรยุทธ์ เขากำลังยืนเท้าเอว ตวาดใส่เด็กหนุ่มหน้าซื่อคนหนึ่งที่ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว
“แต่...แต่ว่า...ศิษย์พี่จ้าว...ยาฟื้นพลังขวดนี้...เป็ส่วนของข้าที่ท่านอาจารย์เพิ่งแจกให้เมื่อเช้านี้เองนะขอรับ” เด็กหนุ่มนามว่า ‘หลี่ิ’ กล่าวเสียงสั่นเครือ
“แล้วอย่างไร? ของของเ้าก็เหมือนของของข้า! ในสำนักกระบี่เมฆาคล้อยแห่งนี้ กำปั้นใครใหญ่กว่ามันผู้นั้นก็คือเหตุผล! ส่งมาให้ข้าดีๆ หรืออยากจะเจ็บตัว!” จ้าวหู่ยื่นมือออกไปเตรียมจะกระชากขวดยาจากเอวของหลี่ิ
“อย่า...อย่าทำข้าเลยขอรับศิษย์พี่...” หลี่ิถอยหลัง น้ำตาคลอเบ้า
“หึ...ไอ้พวกขยะจากตระกูลชาวนา คิดจะมาเทียบชั้นกับข้าที่มาจากตระกูลพ่อค้ารึ!”
ในขณะที่มือของจ้าวหู่กำลังจะคว้าถึงตัวหลี่ินั้นเอง ก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งก็ลอยมาจากที่ใดไม่ทราบ กระทบเข้าที่หลังมือของเขาอย่างแม่นยำ!
“โอ๊ย!” จ้าวหู่ร้องลั่นด้วยความเจ็บ เขาสะบัดมือไปมา ความแรงนั้นไม่มาก แต่มันกระทบเข้าที่จุดเส้นเอ็นพอดี ทำให้มือของเขาชาจนไร้เรี่ยวแรงไปชั่วขณะ “ใครวะ! ใครมันกล้าลอบทำร้ายข้า!”
เขาหันขวับไปรอบๆ อย่างเกรี้ยวกราด แต่กลับไม่พบผู้ใดที่น่าสงสัย มีเพียงเหล่าศิษย์ที่เดินผ่านไปมาซึ่งต่างทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ และ...คุณชายน้อยเฟยหลงที่กำลังเดินเอื่อยๆ มุ่งหน้าไปยังหอตำราของสำนัก ท่าทางของเขาดูเหมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นไข้ ไม่น่าจะมีปัญญาทำอะไรเช่นนี้ได้เลย
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” จ้าวหู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่หลี่ิ “ส่วนเ้า! วันนี้ข้าจะปล่อยไปก่อน แต่พรุ่งนี้เตรียมยาฟื้นพลังไว้ให้ข้าสองขวด! ไม่อย่างนั้นกระดูกเ้าได้หักแน่!”
พูดจบเขาก็เดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งให้หลี่ิยืนตัวสั่นอยู่กับที่ เขามองตามแผ่นหลังของจ้าวหู่ ก่อนจะหันไปมองทางที่คุณชายน้อยเฟยหลงเพิ่งเดินผ่านไป แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและ...ความรู้สึกขอบคุณจางๆ
เฟยหลงเดินเข้าสู่หอตำราของสำนักอย่างไม่รีบร้อน ที่นี่เป็สถานที่ที่เงียบสงบที่สุดในสำนักกระบี่เมฆาคล้อย เพราะสำหรับเหล่าศิษย์ผู้มุ่งมั่นในวิถียุทธ์แล้ว การเสียเวลามานั่งอ่านตำราเก่าเก็บคือเื่ไร้สาระ มีเพียงผู้าุโผู้ดูแลหอตำราที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่หลังโต๊ะ กับเฟยหลงเท่านั้น
“คารวะท่านผู้าุโ ข้าเฟยหลงขอเข้ามาศึกษาตำราขอรับ” เขากล่าวตามมารยาท
ผู้าุโเพียงแค่ปรือตาขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ตามสบายเถิดคุณชายน้อย ที่นี่มีแต่หนังสือฝุ่นเขรอะ อ่านไปก็ไม่ช่วยให้ลมปราณเพิ่มขึ้นหรอกนะ”
“ข้าเพียงแค่อยากหาความรู้เพิ่มเติมเท่านั้นขอรับ” เฟยหลงตอบเรียบๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในชั้นหนังสือที่สูงท่วมหัว
นี่คือ ‘เขตปลอดภัย’ ของเขา ในสายตาของทุกคน การที่ ‘คุณชายน้อยผู้ไม่เอาไหน’ จะมาหมกตัวอยู่ในหอตำราก็เพื่อฆ่าเวลาที่น่าเบื่อไปวันๆ เท่านั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าแท้จริงแล้ว เขากำลังดูดซับข้อมูลทุกอย่างของโลกใบนี้ราวกับฟองน้ำที่กระหายน้ำ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ตำนาน วรยุทธ์ สมุนไพรพิษ สัตว์อสูร...ทุกตัวอักษรคืออาวุธที่เขากำลังสะสมไว้ในคลังแสงแห่งสติปัญญา
เขานั่งลงที่มุมอับที่สุดของหอตำรา หยิบม้วนบันทึกเก่าคร่ำครึที่จารึกเื่ราวของอดีตเ้าสำนักรุ่นที่สามขึ้นมาคลี่ออกอย่างแ่เบา กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณลอยขึ้นแตะจมูก
ขณะที่ไล่สายตาอ่านไปเรื่อยๆ นั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นตัวอักษรเล็กจิ๋วที่ถูกเขียนแทรกไว้ระหว่างบรรทัดด้วยหมึกที่สีจางกว่าปกติ ราวกับผู้เขียนจงใจซ่อนมันไว้
*‘...ณ ปลายสุดของผาเมฆาคล้อย ยังมีถ้ำลับซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตก ข้าเคยใช้เป็ที่เก็บสมบัติส่วนตัวในวัยหนุ่ม แต่ภายในถ่ำนั้นมีไอเย็นะเืที่กัดกินลมปราณ ยิ่งอยู่นานยิ่งอันตราย ข้าจึงได้ผนึกมันทิ้งไปเมื่อร้อยปีก่อน...ตั้งชื่อมันว่า ‘ถ้ำวารีเย็น’ เพื่อเตือนใจคนรุ่นหลังมิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว...’*
หัวใจของเฟยหลงกระตุกวูบ!
‘ถ้ำวารีเย็น! ผาเมฆาคล้อย! หลังม่านน้ำตก!’
ความทรงจำจากนิยาย ‘ราชันย์เทพั’ ฉายชัดขึ้นในหัว! นี่คือสถานที่ที่เย่เฉินจะต่อสู้กับศัตรูจนาเ็สาหัสและพลัดตกลงไปโดย ‘บังเอิญ’ และในถ้ำนั้นเองที่เขาได้พบกับ ‘ผลึกิญญาวารี’ ของวิเศษหายากที่ช่วยชำระล้างเส้นชีพจรและเสริมพลังธาตุน้ำให้เขาอย่างมหาศาล! มันคือหนึ่งในโอกาสสำคัญ่แรกที่ทำให้เย่เฉินทิ้งห่างคนรุ่นเดียวกันไปไกล!
“เส้นเื่...มันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว” เขากระซิบกับตัวเอง ดวงตาเปล่งประกายคมกล้า “แต่คราวนี้...ข้าจะไม่ปล่อยให้มันเป็ไปตามบทละครเดิมอีกต่อไป”
เฟยหลงตัดสินใจได้ในทันที...เขาจะชิงสมบัติชิ้นนี้มาก่อน!
...
ณ ห้องโถงใหญ่ของเ้าสำนัก บรรยากาศกลับดูเคร่งขรึมกว่าปกติ เฟยหยุนเทียน เ้าสำนักกระบี่เมฆาคล้อย นั่งอยู่บนบัลลังก์ประมุขด้วยสีหน้าครุ่นคิด ข้างๆ เขานั้นคือเย่เฉินที่ยืนสงบนิ่ง
“ท่านอาจารย์เรียกข้ามามีเื่อันใดหรือขอรับ?” เย่เฉินเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ
เฟยหยุนเทียนถอนหายใจยาว “เย่เฉิน ข้ามีเื่อยากจะถามเ้า ในฐานะที่เ้าเป็ศิษย์พี่ใหญ่ที่ใกล้ชิดกับศิษย์น้องทุกคนมากที่สุด...่นี้...เ้าเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวน้องรองของเ้า...เฟยหลงบ้างหรือไม่?”
เย่เฉินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามตรง “เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์รู้สึกว่าน้องรองเฟยหลงเปลี่ยนไปขอรับ”
“เปลี่ยนไปอย่างไร?” เฟยหยุนเทียนถามต่อทันที แววตาฉายความหวังจางๆ
“เขาดู...เงียบขรึมและเ็าขึ้นขอรับ จากที่เคยหลบหน้าผู้คน ตอนนี้เขากลับกล้าสบตา แต่แววตาของเขานั้น...ว่างเปล่าและห่างเหินนัก ราวกับไม่สนใจสิ่งใดในโลกหล้าอีกต่อไป วันก่อนศิษย์พยายามเข้าไปทักทาย แต่เขากลับทำเหมือนศิษย์เป็เพียงอากาศธาตุ”
ความหวังในแววตาของเฟยหยุนเทียนมลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความผิดหวังและกลัดกลุ้ม “เป็เช่นนั้นเองรึ...ข้าก็นึกว่า...หลังจากฟื้นไข้ครานี้ เขาจะคิดได้และหันมาตั้งใจฝึกยุทธ์เสียอีก แต่กลับกลายเป็ว่าเขายิ่งปลีกตัวออกห่างจากทุกคนไปอีก...เฮ้อ...นี่คงเป็ชะตากรรมของข้ากระมัง ที่มีบุตรชายแต่กลับไร้วาสนา”
เย่เฉินเห็นสีหน้าของอาจารย์ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ “ท่านอาจารย์อย่าได้กังวลไปเลยขอรับ บางทีน้องรองอาจจะแค่้าเวลาปรับตัว บางทีการเจ็บป่วยครั้งใหญ่อาจทำให้เขาเติบโตขึ้นในแบบที่เราคาดไม่ถึงก็ได้นะขอรับ”
“เ้าไม่ต้องปลอบใจข้าหรอกเย่เฉิน” เฟยหยุนเทียนส่ายหน้า “ข้ารู้ดีว่าบุตรชายของข้าเป็เช่นไร...เอาเถอะ เื่ของเขาปล่อยไปก่อน ข้าเรียกเ้ามาวันนี้เพราะมีอีกเื่ที่สำคัญกว่า...การประลองคัดเลือกศิษย์สายในใกล้เข้ามาแล้ว ข้าหวังว่าเ้าจะสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ เพื่อเป็หน้าเป็ตาให้แก่สำนักของเรา”
“ศิษย์จะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ!” เย่เฉินประสานมือคารวะอย่างหนักแน่น แต่ในใจกลับยังคงนึกถึงแววตาอันว่างเปล่าของเฟยหลง...มันมีบางอย่างที่น่าสะกิดใจซ่อนอยู่ในความเ็านั้น
...
คืนนั้น ณ เรือนพักอันซอมซ่อ เฟยหลงนั่งอยู่ท่ามกลางความมืด แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบม้วนบันทึกที่เปิดกางอยู่บนโต๊ะ เขามองมันนิ่งๆ แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกยินดีที่ค้นพบเบาะแสของสมบัติล้ำค่า
‘การชิงโอกาสของพระเอก...การวางแผน...การหลบซ่อน...การควบคุม...’ เขาทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ ‘นี่มันต่างอะไรจากตอนที่ข้าเป็นักฆ่าในโลกเก่า? ข้าหนีจากกรงหนึ่ง...เพื่อมาสร้างกรงอีกกรงหนึ่งขึ้นมาขังตัวเองงั้นรึ?’
ความปรารถนาสุดท้ายก่อนตายแวบเข้ามาในความคิด... *‘ข้าขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ...เพื่อตัวเองจริงๆ สักหน...’*
“แล้วชีวิตแบบไหนกัน...คือชีวิตที่ข้า้า?” เขากระซิบถามตัวเองเป็ครั้งแรก “ชีวิตที่ต้องคอยหวาดระแวง คอยชิงไหวชิงพริบกับโชคชะตาอยู่ตลอดเวลาน่ะรึ? นี่คืออิสรภาพที่ข้าถวิลหาจริงๆ งั้นหรือ?”
เขาส่ายหัวช้าๆ ขับไล่ความสับสนออกจากใจ “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาตั้งคำถามไร้สาระพวกนี้ ความอยู่รอดต้องมาก่อน...อิสรภาพจะไม่มีความหมายหากไร้ซึ่งพลังที่จะปกป้องมัน”
เฟยหลงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปยังทิศของผาเมฆาคล้อยที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบภายใต้แสงจันทร์
“ผลึกิญญาวารี...ข้าจะต้องเอามันมาให้ได้”
ดวงตาของเขากลับมาคมกล้าและเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง เขารู้ดีว่าการกระทำนี้จะทำให้เส้นเื่บิดเบี้ยวไปอย่างมหาศาล แต่นี่คือหนทางเดียวที่เขาจะสามารถก้าวออกจากบทบาท ‘ตัวประกอบ’ ที่ถูกกำหนดไว้ได้
“เย่เฉินเอ๋ย...ข้าขอโทษด้วยที่ต้องขอยืม ‘โอกาส’ ของเ้ามาชั่วคราว” เขากระซิบกับสายลมยามค่ำคืน “ถือซะว่า...เป็ค่าเช่าที่ข้าต้องมาติดอยู่ในบทละครของเ้าก็แล้วกัน”