The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 139 ประจักษ์โลกุตระ (2)

            ตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวหนึ่งกำลังยกขาคู่หน้าขึ้นข่มขู่ มันยืนนิ่งจ้องผู้ล่าด้วยดวงตาที่มากไปด้วยศักยภาพ ตรงหน้ามีกิ้งก่าหัวแดงตัวหนึ่งกำลังจดจ้องไม่ยอมขยับ กิ้งก่าหัวแดงจ้องนิ่งเพื่อหาจังหวะเข้าจู่โจม เพียงอีกฝ่ายขยับเคลื่อนไหว ขาคู่หน้าที่เต็มไปด้วยหนามแหลมก็ดีดออกไปอย่างรุนแรง เป็นการคว้าจับที่แม่นยำ และทรงประสิทธิภาพอย่างถึงที่สุด



            บัดนี้ผู้ล่าได้เปลี่ยนมาเป็นผู้ที่ถูกล่าเข้าเสียแล้ว ความคมกริบดุจใบมีดที่ทรงพลังของฟันแหลมได้อ้าออก ตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวนี้กัดทะลุผิวหนังบริเวณลำคอของกิ้งก่าหัวแดงได้ไม่ยาก จิตของมิเนอร์วาที่ยังคงรับรู้อยู่ก็รู้สึกได้ เป็นสัมผัสของเนื้อที่ถูกกัดกินทั้งเป็น ใช้เวลาแทะกัดไปกับมื้ออาหารอยู่นานพักใหญ่ ส่วนหัวของกิ้งก่าก็ขาดออกจากลำคอกลิ้งตกลงไปบนพื้น ของเหลวภายในร่างของกิ้งก่าหัวหนามก็ถูกดูดกินอย่างมูมมาม เมื่อความหิวได้ผ่านพ้นไป ความอิ่มท้องก็ปล่อยขาที่จับเหยื่อเอาไว้ โยนซากร่างไร้วิญญาณให้ร่วงตกตามหัวไป…



            ช่างเป็นช่วงชีวิตที่ไร้แก่นสารเป็นที่สุด ไร้ซึ่งความต้านทานทางอารมณ์ ไม่อาจกดข่มควบคุมร่างกายให้ต่อต้านสัญชาตญาณที่เกิดขึ้น เมื่อหิวก็ออกล่าหาอาหาร อิ่มท้องแล้วก็ปล่อยซากที่เหลือเพื่อพักผ่อน มิเนอร์วามองดูชีวิตแล้วชีวิตเล่าที่ตกตายลงด้วยจิตที่นิ่งสงบ จากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่น ร่างกายของตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวนี้จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านคือวันที่เย็นชื้นเพราะสายฝน ทนอากาศหนาวของหิมะอยู่หลายครั้ง ในที่สุดฤดูร้อนก็วนกลับมาอีกครั้ง เมื่อเวลาได้เวียนรอบบรรจบครบหนึ่งปี



            วันหนึ่งท่ามกลางแสงแดดร้อนริมธารน้ำ เสียงของสรรพสิ่งต่างก็ขับร้องอย่างเป็นธรรมชาติ แต่มีเสียงหนึ่งที่ดูจะไม่ปกติสักเท่าไหร่นัก มันดึงดูดให้ตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวนี้เดินเข้าหา จากสัมผัสรับรู้ของดวงจิต สิ่งที่รับรู้เป็นไปเช่นนั้นไม่มีผิดอย่างแน่นอน ปรากฏตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจอีกตัวหนึ่ง กำลังยืนโยกโบกขาคู่หน้าขึ้นทักทายตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวเมียที่อยู่ไกลออกไป อีกฝ่ายคือตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวผู้ที่กำลังหลอกล่อตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวเมียให้เข้ามาหา ใช้เวลาเดินทางอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาทั้งสามตัวก็มองเห็นซึ่งกันและกันได้อย่างชัดเจน



            จ้องมองกันอยู่สักพัก มิเนอร์วาก็มองเห็นตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวเมียเดินย่องมาทางเขา ราวกับว่าผู้ที่ได้รับเลือกให้จับคู่ คือตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจผู้มาใหม่ ศัตรูของการสืบพันธุ์ปรากฏอยู่ตรงหน้า มีหรือที่ตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจอีกตัวจะยอมให้ มันตีปีกถีบขากระโดดบินมาทางนี้อย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่ในระยะก็ฟาดขาคู่หน้าลงมาอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายเพราะร่างที่กำลังถูกโจมตีได้โยกตัวปัดขาของอีกฝ่ายทิ้ง อีกทั้งยังใช้ขาที่ว่างอยู่ตบล็อกไปที่กลางลำตัวอย่างแม่นยำ จากนั้นก็อาศัยความคมของหนามแหลมตัดหัวของอีกฝ่ายทิ้ง ดูดของเหลวภายในซากร่างที่ตายแล้ว ราวกับกำลังอวดโอ่ในตอนที่อยู่ต่อหน้าของสตรี



            มิเนอร์วามองไปที่ตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวเมียที่กำลังหันหลังให้ จิตเคลื่อนไปเช่นไรก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลอง เขามองเห็นภาพการผสมพันธุ์กันระหว่างแมลงทั้งสองตัว ในขณะที่กำลังจะเสร็จกิจ ตั๊กแตนตำข้าวดอกไม้ปีศาจตัวเมียที่อยู่ด้านล่างก็ใช้ขาสังหารโดยไม่ให้เวลาได้ตั้งตัว ก่อนที่สติจะวูบหายไป มิเนอร์วาสัมผัสได้ถึงการหลั่งของอสุจิอย่างบ้าคลั่ง หลังจากนั้นภาพทั้งหมดก็ดับหายไป กลายเป็นความมืดเช่นกาลก่อน…



            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง มิเนอร์วายังคงรับรู้ผ่านดวงจิต ในคราวนี้เขารู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังอึดอัดจนต้องหาทางออกให้สบายตัว เมื่อกะเทาะออกมาจากเปลือกไข่ เขามองเห็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่อยู่ด้านบน นภาสีครามที่มองเห็นดูไปก็เหมือนจะไร้ขอบเขต สายลมเย็นก็มักจะพัดมาปะทะร่างให้รู้สึกหนาวอยู่บ่อยๆ ความหิวเข้าโจมตีกระเพาะอาหารอย่างฉับพลันเป็นที่แรก ร่างนี้จึงส่งเสียงร้องดังลั่นไม่ยอมหยุด มิเนอร์วามองไปรอบด้านก็เห็นไข่สีขาวอีกสามใบที่กำลังฟักออกมา เพียงไม่นานก็เห็นนกยักษ์อีกสองตัวบินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว



            อินทรีฮาร์ปี…



            มิเนอร์วามองเพียงปราดเดียวก็แยกแยะได้ถึงเผ่าพันธุ์ที่เห็นในครานี้ ภายในกรงเล็บของอีกทรีฮาร์ปีตัวหนึ่งมีอสรพิษผู้โชคร้ายถูกจิกเอาไว้ด้วยกรงเล็บที่ทรงพลัง เมื่อกลับมาถึงรัง อินทรีฮาร์ปีตัวนี้ก็จับหนังจิกเนื้อเพื่อป้อนลูก ลูกอินทรีฮาร์ปีทั้งสี่ต่างก็ชูคอแย่งขออาหารกันตามสัญชาตญาณ เมื่อกินอิ่มกันแล้วก็หลับเงียบเพื่อพักผ่อน ใช้ชีวิตผ่านกาลเวลามาช่วงหนึ่งร่างนี้ก็เริ่มฝึกหัดในการบิน ร่อนไปมาจนคล่องแล้วก็เปลี่ยนมาออกล่า เติบโตมาอย่างแข็งแกร่งจนเป็นเจ้าเวหาครองนภาในถิ่นแถบนี้



            เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งก็แยกตัวออกมาสร้างรัง กายสังขารร่างนี้จับคู่สร้างครอบครัวกับอินทรีฮาร์ปีสาวตัวหนึ่ง พวกเขามีครอบครัวฟักไข่สร้างทายาท ผ่านวันเวลาเนิ่นนานจนกระทั่งหมดแรงตายจากไป เพราะกายสังขารร่างนี้ที่แก่เฒ่า จิตรับรู้จึงวูบดับตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง…



            รู้สึกตัวได้อีกที ภาพก็เปลี่ยนเป็นทุ่งโล่งกว้างอยู่ข้างลำธาร สัมผัสทางร่างกายกำลังบ่งบอกว่าตนนั้นส่งเสียงร้องดั่งทารก ร่างกายที่ถูกจับขาห้อยหัวโดนตีก้นอยู่หลายครั้ง เขามองเห็นมารดาของร่างนี้สิ้นใจตายไปต่อหน้า เด็กน้อยไร้ที่พึ่งจึงถูกหัวหน้าเผ่ารับไปเลี้ยงดู ชนเผ่าแห่งนี้อาศัยอยู่ในที่ราบอันโล่งกว้าง พวกเขาเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า มีภาษาอัลไตเป็นของตน เชี่ยวชาญการศึกบนหลังม้า อีกทั้งยังมีระบบการปกครองที่ชัดเจน ชนเผ่าน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนต่างก็ยำเกรง ไม่กล้าตั้งตนเป็นศัตรู



            บิดาบุญธรรมของร่างในครานี้ช่างเป็นบุคคลที่เก่งกาจ เขารวบรวมชนเผ่าใต้อาณัติทั้งหมดให้อาศัยอยู่ร่วมกัน จนกระทั่งกลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่บนที่ราบใกล้ฝั่งของแม่น้ำ อาณาจักรแห่งนี้มีนามว่าเหมิงกู่ นับเป็นชนชาติที่มีความยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างถึงที่สุด ภายใต้การนำของบิดาพวกเขาทำศึกสงครามขยายอาณาเขตไปทางตะวันตก และก่อตั้งรัฐใต้ปกครองถึงสี่แห่ง ในขณะเดียวกันก็ได้บัญชาการทำสงครามขยายอาณาเขตลงไปทางใต้ ยิ่งสงครามยืดเยื้อยาวนาน จำนวนผู้ล้มตายยิ่งมีมากนักจนนับไม่ได้ มิเนอร์วามองดูกายสังขารร่างนี้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ



            มารดาของเขาเป็นภรรยาของน้องชายหัวหน้าเผ่า เพื่อช่วยเหลือพี่ชายร่วมสาบาน จึงรับลูกธนูป้องกันแทน บิดาของเขาใช้ร่างกายไม่ต่างไปจากโล่ จนสิ้นใจตกตายลงในสนามรบทั้งอย่างนั้น เมื่อน้องสะใภ้ต้องจากไปอีกคน ในยามที่ร่างนี้ถือกำเนิดอีกฝ่ายจึงรับมาเป็นบุตรบุญธรรม ผ่านพ้นการเรียนรู้ฝึกฝนไปสิบหกปี กายสังขารร่างนี้ก็โตเป็นหนุ่มที่องอาจมากสามารถ ในด้านหน้าตาแม้ดูจะธรรมดาทั่วไป แต่ในด้านของปัญญากลับมีมากจนเป็นที่เลื่องลือ



            บิดาบุญธรรมของเขามีบุตรธิดาอยู่สิบคน แบ่งเป็นหญิงเสียเก้า ชายเสียหนึ่ง เมื่อนับรวมตัวเขาเข้าไปด้วยก็กลายเป็นสิบเอ็ดคน ถึงแม้จะเรียกหากันเป็นพี่น้อง แต่กลับไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ดังนั้นพวกเขาจึงค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับชายหนุ่ม โดยเฉพาะธิดาทั้งเก้าซึ่งดูจะรังเกียจแบ่งชนชั้นอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นก็ไม่ได้มีผลกับจิตใจของร่างนี้เลยแม้แต่น้อย



            สงครามกินเวลานานเกินกว่าที่คิด บุรุษทั้งหลายต่างก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ จนกระทั่งวันหนึ่งบิดาบุญธรรมเรียกรวมตัว ประชุมถึงแผนสำหรับอนาคตของอาณาจักร เหล่าข้าราชแม่ทัพใหญ่ต่างก็ถูกจัดสรรหน้าที่เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แผนการรบ การปกครองถูกแจกแจงอย่างละเอียด พวกเขาจะทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อก่อตั้งราชวงศ์ให้สำเร็จ บุรุษทุกคนจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร กองทัพบุรุษทั้งหมดจึงยกพลขึ้นหลังม้า เหล่าสตรี คนชรา และเด็กเล็กต่างก็ออกมายืนส่งให้กำลังใจ



            เมื่อแสงแรกของดวงตะวันส่องลงมา กองพลม้าก็เป่าแตรออกเคลื่อนตัว พวกเขาจากบ้านเกิดไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ฝังอยู่ในจิต บุรุษทุกคนต่างก็ถูกเกณฑ์ไปออกรบ เหลือเพียงแค่กายสังขารร่างนี้เท่านั้นที่รักษาการเฝ้าระวังภัย เขาได้รับหน้าที่อันสำคัญยิ่งกว่าการไปออกรบ ไม่รู้ว่าบิดาบุญธรรมคิดอะไรอยู่ เขาจึงมีบัญชาให้ชายหนุ่มอยู่ปกป้องที่นี่เพียงลำพัง



            ในปีที่กายสังขารร่างนี้มีอายุครบยี่สิบห้าปี ความระส่ำระสายของชนชาติก็เริ่มปรากฏให้ได้เห็น ผู้ชราตกตายไป เหล่าเด็กน้อยก็เริ่มเติบโต ชายหนุ่มคาดการณ์ได้ถึงปัญหาอันใหญ่หลวง จึงรีบส่งให้เด็กน้อยผู้เป็นม้าเร็วออกเดินทาง ในจดหมายปิดผนึกนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับบ้านเมืองนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรบุคคล



            กองทัพเหมิงกู่ยังคงขยายดินแดนออกไปอย่างต่อเนื่อง บุกตะลุยไปทั่วทุกทิศทาง เมื่อม้าเร็วเดินทางมาส่งข่าวเสร็จ หัวหน้าเผ่าก็เขียนจดหมายตอบกลับในทันที เนื้อหาในจดหมายทั้งหมดนั้นเขาคิดแผนรับมือเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เด็กน้อยรับคำสั่งรีบเปลี่ยนม้าวิ่งกลับทันที เขาเดินทางโดยไม่หยุดพัก เปลี่ยนม้าไปแล้วถึงสามตัว จนกระทั่งสามารถนำจดหมายกลับมาส่งได้อย่างรวดเร็ว เพียงกวาดตาอ่านหนึ่งครึ่ง กายสังขารร่างนี้ก็แทบจะสำลักลมหายใจให้เข้าเนื้อหาที่เขียนตอบกลับมา



            ‘เด็กโง่! ธิดาของข้าเหล่านั้นเป็นสายเลือดเดียวกันกับเจ้าหรืออย่างไร? สตรีร่วมเผ่าเหล่านั้นเป็นญาติฝ่ายไหนของเจ้ากัน? หากมันจะสิ้นชาติเพราะว่าเจ้านั้นไร้น้ำยา เช่นนั้นข้าก็ได้แต่ผิดหวังแล้ว!...’



            ช่างเป็นคำพูดที่ปัดความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด ภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงทั้งหมดจึงต้องคิดหาทางแก้อย่างรอบคอบ เรื่องอื่นนั้นไม่สำคัญร่างสังขารนี้สามารถแก้ไขได้ หากแต่เรื่องอย่างว่าไปพูดกับสตรีนางใดเข้า คงได้กลายเป็นผู้ที่ถูกรังเกียจแล้ว แผนจิตด้วยนี้กำลังต้องการแผน มิเนอร์วาทำเพียงรับรู้มองไปอย่างตายด้าน สังเกตการณ์ดูจิตที่กำลังล่องลอยผูกติดอยู่กับกายหยาบร่างนี้ หากมันต้องการไปซ้าย เขาก็ทำเพียงแค่รับรู้ไม่สนใจจนเก็บมาเป็นคิดเลยแม้แต่น้อย ตั้งสติมั่นให้อยู่กับความว่างที่พ้นออกจากสิ่งรบกวน



            ในวันเดียวกันนั้นเองบุรุษที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียวของชนเผ่าเหมิงกู่ก็ออกประกาศ คำสั่งนี้ได้รับการรับรองจากหัวหน้าเผ่าอย่างเป็นทางการ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกนับว่าเป็นกบฏต่อชนชาติ ภารกิจสำหรับขยายเผ่าพันธุ์จึงได้อุบัติขึ้น เริ่มต้นจากธิดาคนโตไปจนถึงธิดาคนอื่น ในแต่ละคืนเขาจะหลับนอนกับสตรีภายในโดยไม่ซ้ำหน้า สายน้ำที่ไหลเยิ้มมีจุดมุ่งหมายคือการสืบเผ่าพันธุ์ ในตอนแรกแม้จะมีเสียงคัดค้านจากพวกนางอยู่บ้าง แต่เมื่อทำตามคำแนะนำในจดหมายปัญหาที่คิดว่าจะมีก็หายไป



            ปัญหาทั้งหลายถูกจัดการด้วยหนังสือเพียงสามเล่มเท่านั้น ในขณะออกล่าขยายดินแดนครั้งนั้นเมื่อนานมาแล้ว บิดาบุญธรรมของร่างสังขารนี้บังเอิญได้รับหนังสือเหล่านี้มา ก่อนจะนำทัพออกศึกรบตัวเขาผู้เป็นหัวหน้าเผ่าก็ยิ่งชัดแจ้ง การศึกในครั้งนี้ย่อมไม่เหมือนวันวาน คงจะกินเวลาไปอีกยาวนาน จึงได้เตรียมตัวช่วยนี้เอาไว้เผื่อล่วงหน้า ประเมินจากบุรุษทั่วทั้งแผ่นดินก็มั่นใจว่าไม่มีผู้ใดเฉลียวฉลาดมากปัญญาเท่ากับบุตรบุญธรรมของตน เขาจึงวางแผนมอบตำราสามเล่มนี้ให้กับบุตรบุญธรรมด้วยเหตุนี้



            หนังสือทั้งสามเหล่านี้ล้วนมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน แต่จะเป็นการกล่าวสอนในวิธีที่ต่างกันออกไป เล่มแรกกล่าวถึงลักษณะทางกายภาพรวมไปถึงท่วงท่าอันจำเพาะ มีท่าปลาตอดพลอดรักหมื่นอัปสร มีนางนอนเหลียวหลังพังทำนบ หลากหลายท่วงท่าสารพัดวิธีการล้วนมีบันทึกไว้ เนื้อหาของเล่มที่สองยิ่งไปกันใหญ่ ในหนังสือเล่มนี้บันทึกถึงการรับพลังงานบริสุทธิ์จากการเสพสังวาส มันคือพลังแห่งชีวิตที่จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง เชื่อว่าจะช่วยให้อายุนั้นยืนยาว มันคือตำราพิชัยสงครามว่าด้วยเรื่องของการทำศึกกับเพศตรงข้าม มองการเสพกามนี้เป็นเหมือนสมรภูมิรบ



            เมื่อเริ่มเข้าสู่สมรภูมิสวาทก็ต้องเผชิญหน้ากับนางผู้เป็นศัตรู ให้ฝ่ายชายใช้มือช้อนประคองตรงหว่างขา ลิ้นดูดลิ้นมือจับถัน จมูกก็ให้สูดเอาพลังบริสุทธิ์จากกายของนาง เพิ่มความกระตุ้นเร้าใจด้วยจังหวะสงครามที่หนักหน่วง ใช้กำลังทั้งหมดเพื่อรวมศูนย์แล้วกระหน่ำแทง หากเราช้าอีกฝ่ายจะเร่งรุกโจมตี สถานการณ์ศึกจะพัวพันขึ้นมาอีกครั้ง กำลังศึกจะเข้าประชิดติดกัน รุกเข้าแล้วถอยออกนั่นคือแผนที่ดี ทั้งได้กินเสบียง อาบน้ำหวานและยึดเอาเมล็ดธัญบนขุนเขา…



            เนื้อหาของหนังสือเล่มสุดท้ายนั้นมุ่งเน้นไปที่การตั้งครรภ์และการป้องกัน กล่าวถึงการหยุดหลั่งด้วยวิธีการมากมาย มีการแนะนำท่วงท่าลีลารัก การเร้าอารมณ์สารพัดวิธีก็มีบันทึกไว้ ทางด้านการแพทย์ หากต้องการเพิ่มความต้องการทางเพศ ก็มีสูตรยาหลายแขนงปรากฏชัด อีกทั้งยังสอนในเรื่องของวาทะการอ่านจิตของอิสตรี โบราณกล่าวว่าให้กระตุ้นอารมณ์ของพวกนาง ด้วยการสนองความอยากที่อยู่ภายในใจ



            หากนางชอบดื่มสุราก็ให้จัดหาสุราชั้นดีมาปรนเปรอ หากเป็นคนอ่อนไหวง่ายก็ให้ปลอบโยนด้วยคำหวาน หากโลภมากก็ให้หลอกล่อด้วยเงินทองและผ้าชั้นดี ดังนั้นหากอิสตรีใดมักมากในกามารมณ์ ก็พึงสนองให้ความสุขด้วยอวัยวะที่มีอยู่ เมื่อพบเจอกับบันไดสู่สวรรค์ครั้งหนึ่งแล้ว จิตใจของอิสตรีที่สุดแล้วก็จะไม่เป็นของตนเอง ได้เห็นแล้วย่อมต้องเกิดอารมณ์จำไม่ลืม ไม่มีที่ไม่เกิดอย่างแน่นอน…



            กลเม็ดเด็ดพรายนับไม่ถ้วนถูกนำออกมาใช้ เพียงไม่นานธิดาทั้งเก้าเหล่านั้นก็ตั้งครรภ์เรียงตามกันมา กายสังขารร่างยังคงฝึกฝนรับเอาพลังบริสุทธิ์ตามตำรา ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ให้พักผ่อนทานยาตามสูตรที่จัดไว้ สตรีคนต่อไปจึงถูกคัดเฟ้นเรียงแถวต่อกันเป็นทางยาว ผ่านกาลเวลาอีกเนิ่นนานหลายสิบปีเหล่าเด็กชายในวันวานก็เติบโตพร้อมออกรบ เมื่อบุรุษใดภายในเผ่าอายุได้ถึงเกณฑ์ พวกเขาจะถูกคัดให้เป็นกองกำลังเสริม และจะถูกส่งออกไปสมทบตลอดในทุกๆ ปี หัวหน้าเผ่าต่างก็หัวเราะดีใจให้กับความสามารถของผู้เป็นบุตรบุญธรรม ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของชนเผ่าเหมิงกู่จึงเป็นที่ประจักษ์ สามารถปกครองไปทั่วทั้งสิบทิศได้ด้วยกองกำลังที่แทบจะไม่มีวันหมด ศัตรูทั้งหลายต่างก็คิดว่าฆ่าไปก็มากแล้ว สังหารไปก็เยอะจนนับไม่ไหว แต่กองกำลังหน้าใหม่ก็จะตามมาสมทบราวกับไม่มีวันหมด ดังนั้นไม่ว่ากองทัพชาวเหมิงกู่จะไปเยือนที่ใด ที่นั่นล้วนยอมสยบก้มหัวให้…



            สงครามขยายเขตแดนกินเวลานานถึงเจ็ดสิบปี ในที่สุดก็หยุดลง พวกเขาก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ สถาปนาอาณาจักรแห่งนี้ให้กลายเป็นจักรวรรดิ มีองค์จักรพรรดิผู้ชราปกครองทุกแว่นแคว้นใต้อาณัติ กายสังขารร่างนี้ได้รับปูนบำเหน็จเป็นอย่างมาก อิสตรีภายในเผ่ามากกว่าหนึ่งพันสองร้อยนางล้วนตกอยู่ภายใต้ความลุ่มหลงที่เขาได้มอบให้ โดยเฉพาะธิดาผู้เลอโฉมทั้งเก้านางนั้นนิสัยยิ่งเปลี่ยนไปจนผู้เป็นพี่ชายจำแทบจะไม่ได้



            อนิจจาจักรพรรดิผู้ชราดันล้มป่วย กายสังขารที่ผ่านการใช้งานมาพอสมควรแล้วจึงทรุดโทรมลงบ้างเป็นเรื่องของธรรมชาติ ผ่านไปอีกเพียงไม่กี่เดือนทุกขังเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกชีวิตต้องพบเจอ ความตายเองก็เป็นเรื่องสามัญช่างธรรมดา เมื่อจักรพรรดิชราร่วงหล่น ศึกในการแย่งชิงอำนาจจึงปะทุขึ้นที่ใจกลางของวังหลวง



            กายสังขารร่างนี้นั้นเป็นผู้มากด้วยปัญญา เขาเคยคาดการณ์ถึงปัญหาในอนาคตเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ในวินาทีที่อีกฝ่ายประกาศสงครามชิงบัลลังก์ บุตรหลานทั้งหลายของเขาก็เข้าร่วมรบทำศึกชิงสิทธิ์การปกครอง ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นทาส คือคำที่ใช้อธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง กายสังขารร่างนี้ก็สถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิปกครองไปทั่วหล้า…



            ในปีที่กายสังขารร่างนี้มีอายุครบหนึ่งร้อยยี่สิบปี เขาก็ประกาศสละบัลลังก์มอบให้รัชทายาทผู้สืบทอด ท่ามกลางสายลมของฤดูหนาวร่างชรากำลังนั่งมองดูฝ่ามือที่เหี่ยวย่น สตรีมากมายที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาต่างก็จากไปก่อนนานแล้ว เหลือเพียงเขาเท่านั้นที่อยู่อย่างเดียวดายมาโดยตลอด



            “ชีวิตของข้าที่ผ่านมาล้วนหมกมุ่นเกินไปใช่หรือไม่?”



            มิเนอร์วาสัมผัสได้ถึงคลื่นอารมณ์บางอย่างที่แฝงอยู่ในคำพูดนี้ เป็นอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นมาอยู่ภายใน อนัตตาคือสิ่งว่างเปล่าไร้ตัวตนที่ทุกคนย่อมต้องพบเข้าในสักวันหนึ่ง ท่ามกลางคำถามที่ไร้คำตอบ กายสังขารร่างนี้หลับตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือศีรษะ จากนั้นก็หมดลมจากไปพร้อมกับความค้างคาใจ ภาพที่มิเนอร์วาได้เห็นจึงดับวูบกลับไปอีกครั้ง…


    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน