หลายเดือนต่อมา ณ นครหลวงเจี้ยนอันเฉิงแห่งแคว้นเจียนเซียน ในคืนเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่)
นครหลวงเจี้ยนอันเฉิงในค่ำคืนนี้ สว่างไสวราวกับกลางวัน ท้องถนนทุกสายประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายรูปทรงและสีสัน แสงไฟนวลตาขับไล่ความมืดมิด เผยให้เห็นคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลออกมาเฉลิมฉลองเทศกาลประจำปีอันยิ่งใหญ่ เสียงดนตรีพื้นเมือง เสียงกลอง เสียงขับขานบทกวี เสียงหัวเราะของเด็กน้อย และเสียงพูดคุยจอแจดังผสมผสานกันอย่างครึกครื้น กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดจากแผงลอยริมทาง – ทั้งบ๊ะจ่างหอมกรุ่น ขนมเปี๊ยะทอดใหม่ๆ และน้ำแกงรสเลิศ – ลอยอบอวลไปทั่ว ช่างเป็ค่ำคืนที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและสีสัน แตกต่างจากความเงียบสงบและเรียบง่ายบนเทือกเขาสูงอันเป็ที่พำนักของยอดฝีมือโดยสิ้นเชิง
ท่ามกลางฝูงชนอันเนืองแน่น ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเรียบง่ายของ เฟยหลงดูจะแปลกแยกอยู่สักหน่อย เขาเพิ่งลงจากเขาตามคำสั่งของท่านอาจารย์เทพกระบี่ที่้าให้ศิษย์เพียงคนเดียวผู้นี้ได้ ฝึกใช้ชีวิตในเมืองให้เหมือนคนปกติ เรียนรู้โลกกว้างนอกเหนือจากวิชาดาบและลมปราณ แม้จะมีวรยุทธ์สูงส่งติดตัว แต่เฟยหลงกลับรู้สึกประหม่าและงุนงงกับความวุ่นวาย แสงสี และผู้คนมากมายตรงหน้า เขาเดินไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย ดวงตาคมกริบที่เคยใช้จับจ้องการเคลื่อนไหวของศัตรู บัดนี้กลับกวาดมองไปรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนสับสน
กลิ่นสุราดอกท้อหอมหวานลอยมาจากซุ้มขายเหล้าข้างทาง กลุ่มบัณฑิตหนุ่มกำลังร่ำสุราขับขานบทกวีกันอย่างครื้นเครง บางทีการได้ลิ้มรสของมึนเมา อาจจะช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายและกลมกลืนไปกับผู้คนได้บ้าง เฟยหลงตัดสินใจลองดู เขาเดินเข้าไปสั่งสุราดอกท้อมาหนึ่งจอกเล็กๆ ด้วยความที่ไม่เคยดื่มมาก่อน เพียงแค่ขวดเดียว รสหวานซ่านปนขมปร่าก็ทำให้ใบหน้าคมคายของเขาเริ่มขึ้นสีระเรื่อ ศีรษะรู้สึกมึนงงเล็กน้อย เขานั่งลงบนม้านั่งยาวข้างซุ้ม พยายามปรับตัวให้เข้ากับความรู้สึกแปลกใหม่นี้ แต่กลับยิ่งรู้สึกเวียนหัวและควบคุมตัวเองได้ลำบากขึ้น
ขณะเดียวกันนั้น ณ อีกฟากหนึ่งของถนนที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน องค์ชายใหญ่ จ้าวหลิงเฟิง กำลังเสด็จประพาสชมงานเทศกาลเป็การส่วนพระองค์ พระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยอาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวหยก ปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นทองอย่างประณีต แม้จะดูเรียบง่ายกว่าฉลองพระองค์เต็มยศ แต่ก็ยังคงความสง่างามและสูงศักดิ์ มีเพียงขันทีคนสนิทและองครักษ์เงาสองสามนายในชุดสามัญชนเท่านั้นที่คอยติดตามอยู่ห่างๆ อย่างเงียบเชียบ พระพักตร์ที่เคยเคร่งขรึมจากภาระหน้าที่ บัดนี้ดูผ่อนคลายลงมาก พระเนตรทอประกายอ่อนโยนขณะทอดพระเนตรความรื่นเริงของผู้คนรอบข้าง
แล้วโดยบังเอิญ หรืออาจจะเป็เพราะชะตาฟ้าลิขิต สายพระเนตรขององค์ชายใหญ่ก็พลันเหลือบไปเห็นบุรุษหนุ่มชุดครามที่นั่งหน้าแดงก่ำอยู่เพียงลำพังที่ซุ้มขายสุรา ท่าทางดูงุนงงและไม่สู้ดีนัก พระองค์เพียงแค่รู้สึกสงสัยในทีแรก แต่เมื่อทอดพระเนตรชัดๆ… ใบหน้าคมคายที่ติดจะซีดเซียวเล็กน้อย ดวงตาที่แม้จะปรือปรอยด้วยฤทธิ์สุราแต่ก็ยังคงฉายแววคมกล้า... รูปร่างสูงโปร่งและกลิ่นอายบางอย่างที่คุ้นเคย...
"นั่นมัน..." จ้าวหลิงเฟิงชะงักพระบาท หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย "...จอมยุทธ์ผู้นั้น!" ผู้ที่เคยช่วยชีวิตพระองค์ไว้ในป่าโจรเมื่อหลายเดือนก่อน!
องค์ชายใหญ่ตัดสินพระทัยเดินตรงไปยังซุ้มสุราทันที เมื่อเห็นว่ามีชายฉกรรจ์ท่าทางไม่น่าไว้วางใจสองสามคนกำลังเดินเข้าไปหาเฟยหลงด้วยท่าทีคุกคาม อาจจะเห็นว่าเขาเมาและมาคนเดียวจึงคิดจะหาเื่
"พวกเ้ามีธุระอันใดกับสหายข้าหรือ?" จ้าวหลิงเฟิงตรัสถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ เหล่าชายฉกรรจ์เมื่อเห็นอาภรณ์และการวางตัวที่ไม่ธรรมดาขององค์ชาย (แม้จะทรงปลอมพระองค์) ก็มีท่าทีลังเล ก่อนจะล่าถอยไปอย่างเสียมิได้
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยดวงตาที่พร่าพรายเล็กน้อย "ท่าน..." เขาพยายามเพ่งมอง "ฝ่า... ท่านองค์ชาย?" ความทรงจำจากในป่ากลับมา ทำให้เขาพยายามจะลุกขึ้นทำความเคารพ แต่กลับโซเซเล็กน้อย
"มิต้องมากพิธี" จ้าวหลิงเฟิงรีบกล่าวห้าม ยื่นพระหัตถ์ไปช่วยประคองเฟยหลงไว้เบาๆ ััได้ถึงความร้อนผ่าวจากร่างกายของอีกฝ่าย "ดูเหมือนท่านจะดื่มไปมาก ข้าว่าเราไปหาที่นั่งพักที่อื่นดีกว่า"
องค์ชายใหญ่ทรงประคอง (หรืออาจจะเรียกว่าเกือบจะพยุง) เฟยหลงเดินออกมาจากซุ้มสุรา ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนรอบข้าง พระองค์ทรงพาเขาเดินลัดเลาะไปยังบริเวณที่มีซุ้มเกมต่างๆ ตั้งอยู่เรียงราย เสียงโห่ร้องเชียร์และเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็ระยะ สร้างบรรยากาศที่ครึกครื้นและเบาสมองกว่าเดิม
"ลองเล่นเกมสักหน่อยไหม เผื่อจะสร่างเมาขึ้นบ้าง" จ้าวหลิงเฟิงตรัสชวนด้วยรอยยิ้ม ชี้ไปยังซุ้มปาเป้าดอกไม้ไฟ
เฟยหลงผู้ซึ่งสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมาบ้างเล็กน้อย มองดูเป้าดอกไม้ไฟด้วยความงุนงง แต่ก็พยักหน้ารับ เขาถนัดแต่การใช้กระบี่ ไม่เคยจับลูกดอกปาเป้าเช่นนี้มาก่อน ผลจึงออกมาอย่างที่คาด เขาปาพลาดเป้าไปอย่างน่าขัน
จ้าวหลิงเฟิงทรงพระสรวลเบาๆ กับท่าทีเงอะงะของจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจ "ดูเหมือนวิชากระบี่ของท่านจะใช้กับสิ่งนี้ไม่ได้ผล" พระองค์ตรัสหยอก ก่อนจะทรงรับลูกดอกมาถือไว้เอง พระองค์ทรงได้รับการฝึกฝนการขว้างปาอาวุธและการยิงธนูมาั้แ่ทรงพระเยาว์ แม้จะไม่ใช่ยอดฝีมือ แต่ก็มีความแม่นยำอยู่พอตัว พระองค์ทรงเล็งครู่หนึ่ง แล้วปาลูกดอกออกไปอย่างมั่นคง ลูกดอกพุ่งเข้าปักกลางเป้าใหญ่ที่เป็รางวัลสูงสุดอย่างแม่นยำ!
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังขึ้นจากเ้าของซุ้มและผู้คนที่มุงดู เ้าของซุ้มรีบนำรางวัลออกมามอบให้องค์ชายใหญ่ มันคือ กำไลหยกขาวเนื้อดีวงหนึ่ง สลักลายัเมฆอย่างงดงาม แสงไฟจากโคมไฟต้องเนื้อหยกเกิดเป็ประกายแวววาว
จ้าวหลิงเฟิงทรงรับกำไลหยกมาพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงหันไปหาเฟยหลงที่ยืนมองอยู่เงียบๆ ดวงตาที่เคยพร่าพราย บัดนี้เริ่มกลับมามีประกายสดใสขึ้นบ้างแล้ว
"ท่านจอมยุทธ์" องค์ชายใหญ่ตรัสพลางยื่นกำไลหยกวงนั้นส่งให้เฟยหลง "ท่านเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ของสิ่งนี้มิอาจเทียบแทนบุญคุณนั้นได้ แต่ได้โปรดรับไว้ ถือเป็น้ำใจเล็กน้อยจากข้า และเป็ที่ระลึกในการพบกันครั้งที่สองของเรา"
เฟยหลงมองกำไลหยกสลับกับพระพักตร์ขององค์ชายด้วยความประหลาดใจระคนลังเล "ฝ่าา... ของมีค่าเช่นนี้ กระหม่อมมิกล้ารับ"
"รับไปเถอะ ถือว่าข้าขอร้อง" จ้าวหลิงเฟิงตรัสย้ำ รอยยิ้มจริงใจปรากฏบนพระพักตร์ "หากท่านไม่รับ ข้าคงรู้สึกติดค้างในใจไปตลอด"
เฟยหลงจึงยอมยื่นมือออกไปรับกำไลหยกวงนั้นมาอย่างช้าๆ ปลายนิ้วของเขาัักับปลายนิ้วขององค์ชายใหญ่โดยบังเอิญ ความรู้สึกอบอุ่นแล่นผ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจอย่างประหลาด ทำให้ทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่เฟยหลงจะรีบชักมือกลับ กำกำไลหยกไว้แน่น
ท่ามกลางเสียงจอแจและแสงสีของงานเทศกาล สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันอีกครั้ง ในแววตาขององค์ชายใหญ่เต็มไปด้วยความขอบคุณ ความชื่นชม และความสนใจใคร่รู้ในตัวจอมยุทธ์หนุ่มผู้ลึกลับคนนี้อย่างเปิดเผย ขณะที่ในแววตาของเฟยหลง นอกจากความเคารพในฐานะองค์รัชทายาทแล้ว ก็เริ่มมีประกายความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนกว่านั้น ความรู้สึกอบอุ่นใจในความเมตตา ความรู้สึกประทับใจในความสง่างามไม่ถือพระองค์ และความรู้สึก... ถูกใจ... ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว วาสนาได้นำพาให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง และครั้งนี้ ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเริ่มถักทอสายใยบางๆ ที่มองไม่เห็น เชื่อมโยงคนทั้งสองไว้ด้วยกันแล้ว