ผ่านไปเกือบสามเดือน ณ ลานหินกว้างใกล้กับหมู่บ้าน
สายลมหนาวเย็นะเืพัดผ่านราวกับใบมีดคมกริบ หิมะสีขาวปลิวล่องลอยกลางอากาศก่อนจะโปรยปรายลงปกคลุมพื้นดินจนขาวโพลนไร้ที่สิ้นสุด
กลางผืนหิมะนั้น มีเงาร่างหนึ่งนั่งนิ่งดั่งรูปสลัก เสื้อคลุมสีดำปกคลุมกายบางแนบชิด ผมยาวดำคล้ายหมึกพลิ้วไหวตามแรงลม เส้นทางลมหายใจของเขาคงที่และลึกล้ำ ราวกับไม่รับรู้ถึงความหนาวเหน็บรอบตัว
เสี้ยวเงาของมารฟ้าทลาย์ได้ประทานแก่นโลหิตมารพิสุทธิ์ของตนให้แก่เขา ทำให้สายโลหิตมารฟ้าทลาย์กลืนกินสายโลหิตเดิมโดยสมบูรณ์
ทว่าการกลืนกินมิใช่การทำลายล้าง หากแต่เป็การหลอมรวม เขายังสามารถใช้ทักษะเฉพาะของสายโลหิตดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อรากปราณและแก่นโลหิตพิสุทธิ์ได้รับการวิวัฒน์ เส้นลมปราณทั่วร่าง จุดชีพจร และแม้แต่กล้ามเนื้อทุกส่วน ต่างก็ถูกเสริมแกร่งและปรับแต่งขึ้นใหม่
เพื่อรองรับพลังมารอันมหาศาล ร่างกายของเขาจึงต้านทานพิษ คำสาป และพลังจิติญญาได้อย่างสมบูรณ์
เด็กหนุ่มที่เคยมีรูปร่างผอมบาง บัดนี้พลันแปรเปลี่ยน กลายเป็เรือนร่างสูงโปร่ง เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นแข็งราวเหล็กกล้า
พร้อมกลิ่นอายลี้ลับที่แผ่ซ่านออกจากภายใน ราวกับมารร้ายจากยุคโบราณที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
.
.
เมื่อสองเดือนก่อนเขาเริ่มทำความเข้าใจและฝึกฝนเคล็ดวิชามารฟ้าทลาย์ ซึ่งแบ่งออกเป็สิบสองทักษะยุทธ์อันลึกล้ำ
ทว่าด้วยขอบเขตพลังยุทธ์ในยามนี้ เขาสามารถฝึกฝนได้เพียงทักษะยุทธ์แรกเท่านั้น
ทักษะยุทธ์ที่หนึ่ง ลมหายใจมารจักรพรรดิ เป็รากฐานของเคล็ดวิชา ใช้ในการควบคุมจังหวะลมหายใจให้ผสานอย่างสมบูรณ์กับพลังมารภายในเส้นลมปราณ
เมื่อฝึกสำเร็จจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบ่มเพาะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า อีกทั้งยังสามารถฟื้นฟูพลังมารได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในอยู่ในสภาวะต่อสู้ก็ตาม
โม่เฉินเบิกตากว้าง แต่นิ่งสงบ
ปัง!!
พลังมารทั่วร่างะเิออกเกล็ดหิมะลอยคลุ้งไปทั่วท้องนภา ปรากฎให้เห็นแผ่นหินเบื้องใต้ร่างเขาแตกร้าวเป็วงกว้าง
พร้อมกับมีอักขระมารสีดำปรากฎขึ้นที่ด้านหน้าของเขา ก่อนจะสลายกลายเป็เส้นแสงพุ่งเข้าสู่แผ่นหลังของเขาโดยตรง
ลมหายใจของเขาแปรเปลี่ยนเป็มั่นคง หนักแน่น และทรงพลังอย่างน่าเกรงขาม พลังมารไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งดั่งแม่น้ำใหญ่ที่ไม่รู้จบ
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างโม่เฉิน บัดนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ลึกล้ำดั่งหุบเหวมืดมิด ยิ่งยากหยั่งถึงยิ่งกว่าเดิม ราวกับมารฟ้าทลาย์ ได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกคราในร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้
"ลมหายใจมารจักรพรรดิ สำเร็จแล้ว!"
เขาใช้เวลานานถึงสองเดือนเพื่อทำความเข้าใจ และฝึกฝนด้วยความมั่นเพียร ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว
ขุมพลังแรกที่จะช่วยให้เขาก้าวเข้าสู่ยุทธภพที่กว้างใหญ่ เส้นทางที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย สิ่งลี้ลับต่าง ๆ มากมาย
ก่อนที่รัศมีพลังมารภายในร่างจะสงบนิ่งลง โม่เฉินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายสีโลหิตลาง ๆ สะท้อนแสงในถ้ำราวกับเปลวเพลิงในเงามืด
.
.
สายตาของเขาหันไปยังต้นสนขนาดใหญ่ ตรงนั้นมีผืนผ้าสีดำสนิทผืนหนึ่งคลุมวัตถุบางอย่างไว้อย่างแ่า
เขาเดินเข้าไปช้า ๆ มือเอื้อมออกไปคลี่ผ้าออกอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่ปรากฏ คือดาบเล่มหนึ่ง ดาบเล่มใหญ่สีนิลดำสนิททั้งเล่ม รูปทรงของมันคล้ายคมเขี้ยวของอสูรั คมดาบโค้งเล็กน้อยราวกับจะกัดกินอากาศโดยรอบ ปลายดาบมีลวดลายัพันเกลียว เลื้อยลงมาถึงด้ามจับที่ประดับด้วยเศษหินมารสีโลหิต
ทันทีที่ผ้าเปิดออก กลิ่นอายพลังมารอันเย็นเยียบแผ่กระจายไปทั่วลานหิมะ เสมือนรอบตัวตกสู่ห้วงเงามืด แม้แต่ลมหายใจก็หนักอึ้งขึ้นในทันที
ดวงตาของโม่เฉินสั่นไหวเล็กน้อย เขาจ้องมองมันด้วยหัวใจที่สั่นคลอน เพราะเขารู้ดีว่านี่คือของที่บิดาของตนได้มอบให้บิดาบุญธรรมของเขา โม่หลิงเทียน
“หากวันหนึ่ง บุตรของขาเดินบนเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์... เ้าจงมอบดาบเล่มนี้แก่เขา”
เสียงคำพูดนั้นดังขึ้นในความทรงจำของบิดา ดังก้องซ้ำ ๆ ในจิตใจของโม่เฉิน ไม่ใช่เพียงดาบธรรมดา แต่มันคือ สมบัติาเืมาร ที่สร้างจากกายเนื้อจักรพรรดิันรกาฬ ัมารผู้ชั่วร้ายในยุคา
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือจับด้ามดาบ ััแรกเย็นเฉียบจนน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับ สั่นเบา ๆ ราวกับกำลังมีชีวิต ดั่งันิลที่หลับใหลมาเนิ่นนาน กำลังลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
"เขี้ยวันรกาฬ…" โม่เฉินพึมพำ
ในชั่วขณะนั้นเอง เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังขึ้นในจิตใจของเขา ภาพของัดำขนาดมหึมา ปีกกว้างทะลวงท้องนภา ดวงตาสีแดงฉาน จ้องลึกเข้ามาในดวงจิตของเขา
ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือ พันธะเืที่สืบทอดจากสายโลหิตมารา
โม่เฉินสูดลมหายใจลึก มือของเขากระชับด้ามดาบสีดำที่เปล่งรังสีโลหิตจาง ๆ จากนั้นเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว
“ฟุบ!”
ดาบตวัดฟันเฉียงออกไปกลางอากาศ แม้เป็เพียงการวาดดาบธรรมดา แต่แรงลมที่ถูกเฉือนกลับกรีดพื้นดินให้เป็รอยขีด เสียงของคมดาบฉีกอากาศดังแหลมก้อง กลบเสียงธรรมชาติไปชั่วขณะ
เขาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ดาบแทงออก หมุนกลับ ฟันเฉียง กลับตัวแล้วสะบัดสวนอีกครั้ง ร่างของเขาเหมือนสายน้ำแห่งความตายที่ร่ายรำกลางพายุโลหิต
กระบวนท่าเ่าั้ไม่ใช่การร่ายดาบธรรมดา มันคือหนึ่งใน เคล็ดวิชาดาบประกายโลหิตคลั่ง เคล็ดวิชาลับที่โม่หลิงเทียนมอบไว้ให้เขาเพื่อใช้ในยามจำเป็
“เ้าจงใช้มันเมื่อเืในกายเ้าตื่นขึ้น... เมื่อจิตมารของเ้ากระหายจะมีชีวิต”
เสียงคำของบิดาแว่วขึ้นในห้วงคิด ราวกับกังวานมาจากความทรงจำอันเลือนราง
โม่เฉินกัดฟันแน่น ปลดปล่อยพลังมารออกจากจุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง เขาฟาดดาบด้วยจังหวะอันแม่นยำ กระแทกพื้นจนฝุ่นฟุ้งกระจายเป็วง ร่างเขาหมุนไปราวพายุ ดาบกรีดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเส้นพลังมารในอากาศทิ้งเป็ร่องแสงสีเืเต็มท้องฟ้า
“กระบวนท่าแรก — ประกายแสงโลหิต...!”
สิ้นเสียง ดาบเขี้ยวันรกาฬก็ปลดปล่อยคลื่นพลังมารแผ่ซ่านออก พื้นลานหินเบื้องหน้าถูกเฉือนเป็ร่องลึก ยาวนับวา ใบไม้ในรัศมีสิบจ้างปลิวกระจาย ร่วงหล่นอย่างไร้ทิศทาง
เขาหอบหายใจเล็กน้อย เหงื่อซึมตามไรผม แต่ภายในดวงตากลับเปล่งแสงแห่งความตื่นรู้
“พลังของดาบ... จิตแห่งเคล็ดวิชา... ข้ารับรู้มันแล้ว”
เสียงของลมหอบแรงยังคงดังในลานฝึก หลังจากที่โม่เฉินร่ายกระบวนท่าแรกของวิชาดาบประกายโลหิตคลั่ง ลมหายใจของเขาหนักแน่นขึ้นทีละน้อย ขณะที่กลิ่นอายพลังมารจาง ๆ ยังคงวนเวียนรอบตัว
.
.
แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่กระบวนท่าถัดไป เสียงฝีเท้าก็แทรกเข้ามาชัดเจน
โม่เฉินรีบเก็บกลิ่นรัศมีมาร พร้อมกับยืนนิ่ง
แล้วก็มีเสียงแหลมเล็กของเด็กชายผู้หนึ่ง
"เฮอะ... ข้าคิดไว้แล้วเ้าต้องมาที่นี้จริง ๆ"
เสียงของ หลี่เหวินซาน ดังขึ้นพร้อมเงาร่างของเขาที่ปรากฏจากแนวต้นไม้ ตามหลังมาคือกลุ่มเด็กชายอีกห้าคน
ทุกคนแต่งกายคล้ายผู้ฝึกยุทธ์ และดูเหมือนว่าพวกมันจะบรรลุระดับสูงสุดของขั้นปลุกชีพจรแล้ว
พวกมันล้วนมีแววตาที่เต็มไปด้วยความยโส และความโลภที่เด่นชัด พวกมันมองดาบสีดำขนาดใหญ่ในมือของโม่เฉิน
ในแววตานั้นไม่มีความเคารพ ไม่มีความเกรงกลัว มีเพียงความอยากได้
"โม่เฉิน เ้าไม่มีแม้แต่พร์ในการฝึกยุทธ์ แล้วจะถือดาบเล่มใหญ่แบบนั้นไปเพื่ออะไร? ส่งมันมาให้คนที่ใช้มันเป็เถอะ!"
โม่เฉินหันมาช้า ๆ แววตาเขานิ่งสนิท ไม่มีคำตอบใดหลุดจากริมฝีปาก เขาเพียงกวาดตามองเหล่าเด็กชายตรงหน้า สายตาที่ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็ความเยือกเย็น
หลี่เหวินซานหัวเราะหยัน
"อย่าทำท่าหวงของเลย เ้าก็แค่ลูกช่างไม้ไม่มีพลังยุทธ์ ไม่มีพร์ ไม่มีค่าอะไรเลย!"
เด็กอีกคนที่อยู่ข้างเขาเสริม
"หรือว่าเ้ากลัวดาบจะหนักเกินไป? ข้าจะช่วยยกให้ก็ได้นะ ฮ่าฮ่า!"
เสียงหัวเราะของพวกมันดังขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่รู้เลยว่าใต้ความนิ่งเงียบของโม่เฉินนั้น กำลังสั่นไหวด้วยพลังบางอย่างที่พวกเขาไม่มีวันเข้าใจ เขากระชับมือที่ถือดาบ เสียงโลหะเสียดสีในอากาศดังก้องเบา ๆ
"ดาบเล่มนี้..." โม่เฉินเอ่ยเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ "...ข้าจะไม่ยกให้ใคร"
พวกเด็กชายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนแค่นหัวเราะอีกครั้ง
"โอ้… ข้านึกว่าเ้าจะเป็คนว่าง่ายเสียอีก งั้นก็อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือน!"
หลี่เหวินซานส่งสัญญาณ เด็กอีกสองคนพุ่งเข้าหาโม่เฉินอย่างรวดเร็ว หนึ่งใช้กระบี่สั้น อีกคนใช้ทวนไม้ไผ่
"ระวังอย่ารุนแรงมากนัก ข้าแค่้าดาบ!"
ทันใดนั้น ร่างของโม่เฉินขยับ เขาไม่มีคำเตือน ไม่มีท่าทีลังเล
ฟุ่บ!
คมดาบเขี้ยวันรกาฬสะบัดเฉียงอย่างเรียบง่าย แรงกดอากาศที่แตกกระจาย ทำให้ฝุ่นดินและเศษใบไม้ปลิวว่อน กระบี่ในมือเด็กคนนั้นหลุดกระเด็นไปไกล ทวนไม้ไผ่แตกครึ่งกลางอากาศ
เด็กทั้งสองเซถอยกลับไปในทันทีด้วยความตื่นตระหนก
"อะ...อะไรกัน... มันเร็วเกินไป...!"
ใบหน้าของทุกคนเริ่มแปรเปลี่ยน จากแววตาล้อเลียน กลายเป็ความใและตื่นกลัว
"นี่มัน..." หลี่เหวินซานถอยหนึ่งก้าว
"เป็ไปไม่ได้ นี้เป็ไปไม่ได้...!!!"
แต่โม่เฉินยังคงนิ่ง เพียงยกดาบกลับไปแนบไว้ข้างลำตัว ดวงตาจ้องตรงไปโดยไร้แววสั่นไหว
กลุ่มเด็กชายผู้ฝึกยุทธ์ซึ่งเคยมองโม่เฉินด้วยสายตาเย้ยหยัน บัดนี้กลับยืนตะลึง หน้าเผือด และไม่กล้าขยับเข้าใกล้แม้เพียงก้าวเดียว
"ไอ้นี่มันเป็ตัวประหลาด...!"
เด็กชายคนหนึ่งะโออกมาด้วยเสียงสั่น แล้วหมุนตัววิ่งหนีไป
"ขะ... ข้าไม่เอาด้วยแล้ว!"
อีกคนสบถออกมาก่อนจะโยนอาวุธทิ้งไว้กับพื้นแล้ววิ่งตาม
ในเวลาไม่นาน เงาร่างทั้งหมดก็หลบหายไปจากลานฝึก เหลือเพียงความเงียบ และเสียงสายลมที่หอบแรงพัดผ่านผืนหญ้า
โม่เฉินถอนหายใจช้า ๆ เขาไม่รู้สึกภูมิใจ ไม่รู้สึกยินดี แต่ก็ไม่เสียใจ เขาแค่มองดาบในมือ “เขี้ยวันรกาฬ” ก่อนจะเก็บมันใส่ผ้าคลุมสีดำและแบกกลับขึ้นหลัง
"แค่เพียงเริ่มต้น... และข้ายังต้องเดินทางอีกยาวไกล" เขาพึมพำเสียงเบา
⛰️⛰️⛰️
ณ เรือนตระกูลโม่
พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงขอบฟ้า แสงสีทองเรื่อราวเปลวเทียนเริ่มลามไล้พื้นดินทั่วหมู่บ้านไผ่ทมิฬ เสียงเปิดประตูไม้ดังเบา ๆ
โม่เฉินเดินเข้ามาภายในเรือนเรียบง่ายหลังหนึ่ง กลิ่นของอาหารอบอวลในอากาศ และเสียงใส ๆ ที่คุ้นเคยก็ร้องขึ้นทันที
"ท่านพี่!"
โม่ซื่อเสวี่ย โผเข้ากอดพี่ชายทันทีที่เห็นร่างเขาเดินเข้ามาในบ้าน
"ข้าทำซุปกระดูกไก่กับเกี๊ยวเห็ดที่ท่านชอบไว้ด้วยนะ!"
โม่เฉินยิ้มบาง ๆ ลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ
ภายในเรือน โม่หลิงเทียน นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้กลางบ้าน ใบหน้าของเขาดูสงบแต่ซ่อนแววครุ่นคิด เขาพยักหน้าให้ลูกชาย
"กลับมาแล้วหรือ... มากินข้าวเถอะ"
โม่เฉินนั่งลงตรงข้ามบิดาและน้องสาว กลิ่นอายของพลังยุทธ์ถูกทิ้งไว้เื้ั ในยามนี้ มีเพียง ข้าวร้อน ซุปอุ่น และรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่แสนอบอุ่น
วันพรุ่งนี้ เขาจะออกเดินทางแล้ว เพื่อเริ่มต้นบนเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง แต่คืนนี้ เขายังมีบ้าน มีครอบครัว และมีมื้อสุดท้ายก่อนลาจาก