บทที่ 2
พลังฌานสัมบูรณ์
่สายๆ ของวันเปิดผนึกฌานยุทธ์ก็มาถึงที่ด้านข้างของวงเวียนน้ำพุใจกลางตลาดพยัคฆ์คำราม มีเวทีขนาดเล็กๆ ตั้งขึ้นผู้คนทั้งหมู่บ้านมารวมตัวกันที่นี่เพื่อลุ้นระทึกกับการเปิดผนึกฌานยุทธ์ของบรรดาลูกหลานในหมู่บ้าน
เด็กชายหญิงอายุ 6 ขวบ ของหมู่บ้าน จำนวน 10 กว่าคนนั่งเรียงแถวหน้ากระดานเป็ระเบียบอยู่บนเวทีมีชายหนุ่มอายุประมาณ 20-25 ปี ในชุดสีเขียวอมชมพู ยืนกลางเวทีท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของผู้ปกครองที่นั่งรออยู่เบื้องล่าง
“สวัสดีทุกท่าน...นามของข้า ศักดิ์ชัย กำเนิดบัว ระดับครุยุทธ์ขั้น 26 ยินดีที่ได้มาที่หมู่บ้านนี้เป็ปีที่สองแม้ปีที่แล้วจะไม่มีเด็กได้รับการคัดเลือกแต่ข้าหวังว่าปีนี้จะมีเด็กรุ่นใหม่ของหมู่บ้านได้รับการคัดเลือกไปศึกษาต่อที่โรงเรียนมหรรณพาลัยนะเรามาเริ่มกันเลย!”
“เดี๋ยวก่อนครับ รอข้าก่อน!” ปราณวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนเวทีแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ว่างตัวสุดท้ายพอดี ท่ามกลางสายตาเห็นใจของผู้ปกครองทั้งหลายเพราะต่างรู้กันดีว่าปราณต้องตื่นแต่เช้ามืดไปเรียนวิชาสังคมและภาษาที่ตัวเมืองโดยแลกกับการที่ต้องเป็ยอมเป็มือเป็ตีนให้กับเทวานั่นเอง
แม้วันนี้จะเป็วันเปิดผนึกฌานยุทธ์ของลูกชายแต่ก็ไม่มีวี่แววของนายช่างปรมาจารย์ยุทธ์บุญและอาจารย์ยุทธ์วรรณพ่อ-แม่ของปราณมาเป็กำลังใจ ทำให้หลายๆ คนสงสารเด็กปราณยิ่งนักมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรเป็อะไร
‘เมื่อถึงวันเปิดผนึกฌานยุทธ์ ทุกคนจะรู้ว่าลูกชายของสกุลโอฬารปฐีไม่ได้เป็ไอ้ขี้แพ้ แบบที่เขาพูดกันท่านลุงจะเป็คนช่วยดูแลฝึกฝนเ้าแทนพ่อกับแม่เราสองคนอาจจะมายินดีกับลูกไม่ได้ในวันเปิดผนึกฌานยุทธ์แต่เราจะไปเยี่ยมเ้าหลังจากที่เข้าโรงเรียนมหรรณพาลัย’ คำพูดของพ่อเขาที่มอบให้ครั้งล่าสุดที่มาเจอเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน ผุดขึ้นมาเตือนสติ
ไกลออกไปจากกลุ่มฝูงชนท่านลุงลึกลับก็มาแอบยืนมองเด็กน้อยในชุดคลุมสีดำมอซอตัวเดิม มีรอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้น
“เ้าหนูปราณ เ้าเป็เด็กฉลาด มีความอดทนเป็เลิศวันนี้จะเป็การวัดความสามารถของเ้า เ้าจะได้ไปต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับฌานยุทธ์และสมาธิของเ้าแล้ว”
คุรุยุทธ์ศักดิ์ชัยมองเด็กๆแล้วยิ้มให้อย่างใจดี เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลดความกดดันให้เด็กๆ “เอาล่ะทุกคน!ไม่ต้องกลัวนะ...ข้าจะเปิดผนึกฌานยุทธ์ให้พวกเ้าทุกคน”ศักดิ์ชัยยืนนิ่งแล้วหลับตา กำหมัดทั้งสองข้างขึ้น แล้วสะบัดออกข้างลำตัว
ฉับพลันวงแหวนสีม่วง- น้ำเงิน ส่องสว่างทั่วทั้งบริเวณปรากฏหมุนวนรอบตัวออกมาจากพื้นตามลำดับ เขาค่อยๆ ลืมตาช้าๆ ผู้ปกครองและเด็กๆส่งเสียงฮือฮา เพราะไม่เคยมีใครได้เห็นพลังฌานแบบนี้มาั้แ่เมื่อปีที่แล้ว
“วงแหวนสีม่วงคือวงแหวนขั้นลหุยุทธ์ส่วนสีน้ำเงินคือขั้นครุยุทธ์”พลางเร่งพลังฌานให้เต็มที่ จนเกิดรูปร่างดอกบัวบานขนาดใหญ่ขึ้นทางด้านหลัง
“ที่พวกท่านเห็นเป็พลังฌานยุทธ์ประจำตัวของข้า เรียกว่า พลังฌานบัว์แต่ละคนจะมีรูปแบบฌานยุทธ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับการซึมซับและประสบการณ์เรียนรู้”
จากนั้นครุยุทธ์หนุ่มก็ผายมือขวาออกแสงออร่าสีขาวสว่างก็ปรากฎขึ้นแล้วก่อตัวเป็ทรงกลมมีประกายฟ้าแลบปรากฏในทรงกลมโปร่งแสง พยักหน้าให้เด็กน้อยคนแรกเดินมาหา
เด็กชายคนแรกเอามือข้างขวาััที่ทรงกลมนั้นฉับพลันประกายฟ้าแลบก็เริ่มเปล่งประกายจนเกือบจะสว่างเต็มทรงกลม แล้วก็ค่อยๆ ดับลง
“เ้ายังไม่มีฌานยุทธ์มากพอที่จะเข้ารับเลือก เสียใจด้วยเ้าหนู”เด็กชายคนแรกใบหน้าผิดหวัง ค่อยๆ ก้าวลงจากเวทีอย่างช้าๆ
เด็กน้อยคนแล้วคนเล่าต่างก็ใช้มือัักับทรงกลมผลลัพธ์ที่ออกมาก็แทบจะไม่ต่างกัน จนมาถึงคิวของปราณ
“เ้าเป็คนสุดท้ายแล้ว เอาล่ะ วางมือขวาของเ้าบนทรงกลมนี้” ปราณพยักหน้าค่อยๆ วางมือบนทรงกลมอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ หลับตา
กำหนดจุดผ่อนพลังจากสะดือพุ่งกระจายสู่เส้นประธานทั้ง10 สายในร่างกาย อิทา ปิงคลา สุมนา กาลทารี สหัศรังสี ทวารีจันทะภูสัง รุชำ สุขุมัง และสิกขินี ทั้งสิบเส้นเหมือนกำลังขยายตัวออกเืลมในกายสูบฉีดแรงขึ้นเหมือนแม่น้ำเชี่ยวกรากที่ยากจะต้านทานปราณรู้สึกถึงความปลอดโปร่งโล่งสบายกาย อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ฉับพลันลูกทรงกลมนั้นก็ค่อยๆดูดพลังแสงจากฝ่ามือเด็กน้อยเข้าสู่ด้านในที่โปร่งใสเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ของผู้คนด้วยความตื่นตาตื่นใจ พร้อมดวงตาที่เบิกโตเป็ภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ศักดิ์ชัยถึงกับตกตะลึงกับภาพตรงหน้า‘อะไรกันนี่ เ้าเด็กคนนี้ ข้าเปิดผลึกฌานยุทธ์หลายหมู่บ้าน หลายปีมาแล้วไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน ทรงกลมยังดูดพลังฌานของเ้าหนูนี่อย่างต่อเนื่องข้างในสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดจะเต็มวงลูกแล้ว เด็กคนนี้ อะไรกันเนี่ย???’
ปราณหลับตาส่งพลังฌานจากสะดือผ่านเส้นประธานทั้งสิบอีกครั้งแม้ว่าทรงกลมนั้นจะดูดแสงจนเต็มวงแล้วแต่เหมือนตอนนี้ทรงกลมกำลังเอ่อล้นด้วยแสงจนเปล่งประกายเจิดจ้าแสบตาทั่วทั้งบริเวณ
“พอ...พอ...พอได้แล้วเ้าหนู” เสียงสั่นๆของครุยุทธ์หนุ่มพร้อมเหงื่อที่ไหลผุดออกมาจากใบหน้ารับรู้ถึงความอบอุ่นและพลังฌานยุทธ์อันเปี่ยมล้น อย่างที่บุรุษหนุ่มไม่เคยเจอมาก่อน
แสงสว่างที่เจิดจ้าค่อยๆจางหายลงช้าๆ ท่ามกลางความเงียบ ศักดิ์ชัยผ่อนพลังทรงกลมนั้น จนค่อยๆหดตัวแล้วก็หายลงไปในฝ่ามือ พลังฌานบัว์ด้านหลัง ก็ค่อยๆ จางหายไปทุกคนในหมู่บ้านต่างอึ้งกับปรากฏการณ์เบื้องหน้า
“ไม่จริงน่า...คนแบบนี้ ไม่น่าจะมี”
“มันเป็ตำนานใช่ไหม?”
“นี่ข้ากำลังฝันอยู่ใช่ไหมเนี่ย?”
“เป็ไปไม่ได้น่า เ้าเด็กปราณ ไอ้ขี้แพ้เนี่ยนะ?”
“ข้าว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ”
“เ้าเด็กคนนี้มันเล่นกลอะไรอีกล่ะ?”
หลากหลายความเห็นไม่มีใครเชื่อสายตาตัวเองเพราะั้แ่ปราณเติบโตขึ้นมาในหมู่บ้าน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเขาเป็เด็กน่าสงสารถูกกลั่นแกล้งสารพัดแล้วจู่ๆ วันนี้เกิดสร้างปาฏิหาริย์ด้านพลังฌานยุทธ์ ย่อมไม่มีใครทำใจให้เชื่อได้หรอก!
“เออ...ข้า...ข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อตลอดระยะเวลาที่ข้าทำหน้าที่เปิดผนึกพลังฌานยุทธ์ ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนสิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้ ข้าเคยได้ยินแต่ในตำนาน แบ...แบบ...แบบนี้เรียกว่า...พลังฌานสัมบูรณ์!”