ณ เขตชั้นในป่าไร้ขอบเขตเสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรดังอยู่ไม่ขาดสาย เพราะการล่าอย่างบ้าคลั่งของชายหนุ่มผมเงินอาภรณ์ขาวซึ่งนั่งไม่ใช่ใครนอกจากลั่วอู่หลิน นี่เป็เวลาเกือบหนึ่งปีแล้วนับั้แ่วันที่ถูกลอบโจมตีหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาเขาจึงจริงจังกับการบ่มเพาะมากขึ้นจนเป็อย่างที่เห็นทั้งป่าไร้ขอบเขตชั้นในได้กลายเป็เขตทรัพยากรณ์ของเขาเป็ที่เรียบร้อยโดยไม่มีใครรู้
ลั่วอู่หลินลงมือล่าอย่างหนักมากโดยเฉพาะสัตว์อสูรประเภทงูที่มันสามารถเสริมกำลังให้จิตอสูรเทวะที่สองของเขาอย่างราชันัอัสนีบาตได้ หนึ่งปีมานี้ด้วยตบะของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากระดับจอมพลขั้นที่หนึ่งมาถึงระดับจอมพลขั้นแปด เรียกได้ว่าทะลุทะลวงมาหลาขั้นเลยทีเดียว
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของลั่วอู่หลินในครานี้แม้แต่ไฉ่เยว่เอ๋อยังอดกลืนน้ำลายและตกตะลึงมิได้ แต่ถึงอย่างไรนางกลับมีความสุขมากกว่าที่คนที่ตนเลือกที่จะยกมรดกเทพจักรพรรดิให้มีความพยายามมากมายขนาดนี้
อีกทั้งในด้านของขุมกำลังชายหนุ่มก็จัดการมันได้เป็อย่างดี ตอนนี้เขามีระดับจอมพลขั้นที่สามสองคน จอมพลขั้นที่หนึ่งแปดคน ระดับแม่ทัพสี่สิบคน และระดับรองลงไปอีกนับร้อย แน่นอนว่าทุกคนให้สัตย์สาบานแก่ฟ้าดินกับลั่วอู่หลินทุกคนแล้วเช่นกัน
หากถามว่าทำไมกองกำลังถึงได้พัฒนาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ ก็สามารถบอกได้ทันทีว่าเป็หนึ่งในผลของการล่าอย่างหนักของลั่วอู่หลินเช่นเดียวกัน เนื่องจากร่างของสัตว์อสูรที่ชายหนุ่มไม่ได้ใช้ชายหนุ่มก็จะนำไปขายและนำเงินซื้อโอสถมาพัฒนาขุมกำลัง ซึ่งการที่คนในขุมกำลังจะเข้าถึงเม็ดยาเหล่านี้ได้นั้นจะต้องล่าสัตว์อสูรเช่นเดียวกันและมาแลกเปลี่ยนไป
ซึ่งร่างสัตว์อสูรที่ได้จากการล่าของคนในขุมกำลังก็จะถูกนำไปขายและนำไปซื้อโอสถมาเช่นเดิมจนกลายเป็ทรัพยากรณ์หมุนเวียนในขุมกำลัง ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นหอการค้าเฮยเสวียเองก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาแล้วในอาณาจักรใหญ่ทั้งสี่โดยมีระดับจอมพลขั้นที่หนึ่งทั้งแปดเป็คนควบคุมดูแลโดยแบ่งเป็เมืองละสองคน ซึ่งแต่ละเมืองจะมีระดับแม่ทัพสิบคนประจำอยู่ด้วยซึ่งบอกตามตรงว่าด้วยขุมกำลังขนาดนี้แม้จะไม่ยิ่งใหญ่มากหากเทียบเท่าราชวงศ์หรือหอประมูลที่เกิดขึ้นมาก่อนหลายร้อยหลายพันปีแต่ก็ถือว่าเป็ขุมกำลังที่น่าหวาดกลัวและมีอิทธิพลไม่น้อยเลยทีเดียว
แน่นอนว่าการที่มีขุมกำลังเกิดใหม่ในสี่อาณาจักรพร้อมกันเช่นนี้มันอดไม่ได้ที่จะเป็ที่จับตามองของขุมกำลังต่างๆแต่ด้วยหอการค้าเฮยเสวียนั้นลึกลับเกินไปจนทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะลงมือทำอะไรรุนแรง ส่วนราชวงศ์และโรงประมูลนั้นขอแค่ไม่ล้ำเส้นจนเกินไปพวกเขาเองก็ไม่คิดจะสนใจเช่นเดียวกัน เพราะถึงอย่างไรเฮยเสวียก็เป็ขุมกำลังการค้าหาใช่ขุมกำลังนักรบไม่
ทุกๆอย่างเป็ไปตามแผนของลั่วอู่หลิน ในตอนนี้เพียงแค่รอเวลาที่หอการค้าเฮยเสวียจะหยั่งรากลึกลงในอาณาจักรสี่ทิศและเป็ที่ชินตาของทุกคน เมื่อถึงตอนนั้นข่าวสารต่างๆจากทุกอาณาจักรก็จะไม่หลุดรอดสายตาของเขาผู้เป็ดังประมุขใหญ่แห่งขุมกำลังนี้ไปได้
ตัดกลับมายังปัจจุบันลั่วอู่หลินหลังจากล่าสัตว์อสูรมามากมาย เขาก็ได้เดินทางกลับมายังวังหลวงเพื่อที่จะพักผ่อนกายใจของเขาหลังจากที่ผ่านความตึงเครียดในการสู้รบและการบ่มเพาะมานาน ชายหนุ่มนั่งจิบชาอย่างสงบนิ่งใต้ร่มไม้ริมสระน้ำด้านหลังตำหนักของตนเอง ครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆที่จะต้องทำต่อไป
แต่ทว่าทันใดนั้น พวกลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ก็มาหาเขาถึงด้านในตำหนักและตอนนี้ก็อยู่ด้านหลังของเขาจทำให้ชายหนุ่มต้องหันไปชำเลืองมอง
"สาวงามทั้งสองมาถึงในตำหนักข้าเช่นนี้ คงคิดถึงข้าไม่น้อยเลยใช่หรือไม่??"
"หึ คนหลงตัวเองใครเขาอยากมาหาท่านกัน ท่านยายเห็นว่าท่านไม่ออกจากตำหนักหลายวันก็เลยให้พวกเรามาดูต่างหาก"ล่ฟางเยว่กล่าวแก้ตัว
"หืม ท่านยาย? ฟางเยว่ท่านพูดได้ชินปากขึ้นนะ"ลั่วอู่หลินกล่าวหยอกล้อพร้อมยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
"นี่ท่าน!..........ท่านพี่ องค์ชายรังแกข้าอีกแล้วคราวนี้ท่านต้องจัดการเขานะเ้าคะ"นางหันไปหาพี่สาวในทันที ตลอดหนึ่งปีมานี้จะบอกว่าทั้งสามคนเป็คู่รักกันแล้วก็ไม่ผิดนัก สำหรับลู่ฟางหนิงลั่วอู่หลินมักจะให้เกียรตินางในฐานะยอดหญิงผู้เป็ภรรยาที่เรียบร้อยและงดงาม ส่วนลู่ฟางเยว่นั้นด้วยนิสัยของนางชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะแกล้งและหยอกล้อนางอยู่ที่วี่วัน อาจเรียกได้ว่าเป็คู่กัดเลยก็ว่าได้
"ฮิฮิ เอาละ!หยุดงอแงได้แล้ว ที่พวกเรามาวันนี้ไม่ใช่แค่เป็ห่วงท่านอย่างเดียวหรอกนะเ้าคะ แต่ท่านยายให้นำข่าวมาแจ้งท่านด้วย"
"ข่าว??"
"เทศกาลล่าที่จะจัดขึ้นในปีนี้ถูกยกเลิกเ้าค่ะ เพราะปีนี้มีแดนลับที่ใช้ฝึกฝนรุ่นเยาว์เปิดขึ้นในรอบยี่สิบปีที่บริเวณใจกลางระหว่างอาณาจักรที่ทิศ ดังนั้นท่านตากับท่านยายจึงต้องพารุ่นเยาว์ทั้งหมดในราชวงศ์เพื่อไปฝึกฝนที่นั่นหนึ่งปีด้วยกัน และในงานนี้พวกเราเองก็จะต้องไปด้วย ท่านยายเลยให้มาถามว่าท่านจะไปด้วยหรือไม่"ลู่ฟางหนิงกล่าวอธิบายและกล่าวถามไปในตัว
'น้องชายยังไม่ต้องรีบไป นี่เป็โอกาสดีที่จะพัฒนาพลัง การที่เ้าจะตามไปทีหลังนั้นไม่ใช่เื่ยากอะไร'ด้านในทะเลจิติญญาไฉ่เยว่เอ๋อเอ๋ยปากขึ้นมาในทันใด หากลั่วอู่หลินไปไม่เพียงแต่ไม่ได้พัฒนาพลังเท่านั้น เมื่ออยู่ในการดูแลขององค์ราชินีย่อมไม่มีวันได้เข้าแดนลับอย่างแน่นอน
"เื่นี้ข้าคงต้องขอผ่าน ข้าจะรอพวกท่านอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน เมื่อกลับมาข้าหวังว่าจะเห็นว่าที่ภรรยาของข้าแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกนะ"เมื่อพวกลู่ฟางหนิงได้ยินเช่นนี้แววตาก็หม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากพวกนางอยากจะให้ลั่วอู่หลินไปด้วยมากกว่า เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีของวาที่ภรรยาทั้งสองชายหนุ่มลุกขึ้นมาแล้วคว้ามือพวกนางเอาไว้
"อย่าทำสีหน้าเช่นนั้นสิ แม้ว่าข้าจะไปด้วยแต่ก็ทำได้แค่เฝ้ารอที่ภายนอกเท่านั้น เมื่อเห็นพวกท่านต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงโชควาสนามันทำให้ข้าไม่ดีเท่าไรที่ไม่อาจช่วยเหลือพวกท่านได้ทั้งที่อยู่ใกล้กันปานนั้น การที่ข้าอยู่ที่นี่นั้นมันยังพอหาข้ออ้างได้ว่าด้วยระยะทางข้าจึงไม่สามารถช่วยเหลือพวกท่านได้และมันอาจจะทำให้ข้าสบายใจขึ้นเล็กน้อย หวังว่ายอดหญิงทั้งสองจะไม่ถือโทษโกรธว่าที่สามีที่เห็นแก่ตัวคนนี้"ลั่วอู่หลินกล่าวอธิบายอย่างไหลลื่น
พวกนางต่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ "เช่นนั้นระหว่างพวกเราไปฝึกฝน ท่านเองก็ต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเข้าใจหรือไม่ หากพวกข้ากลับมาแล้วเห็นว่าท่านล้มป่วยหรือซูบผอมไปพวกข้าจะไม่พูดกับท่านอีกเลย"ลู่ฟางหนิงกล่าวด้วยความจริงจัง ลู่ฟางเยว่เองก็พยักหน้าส่งเสริมผู้เป็พี่สาว ทำให้ลั่วอู่หลินพยักหน้าตอบรับพวกนางอย่างไม่ลังเล
"แล้วจะออกเดินทางกันเมื่อไรหรือ?"
"อีกเจ็ดวัน ท่านตากับท่านยายเตรียมเรือเหาะเอาไว้แล้วเหลือเพียงเตรียมเสบียงอาหารและเครื่องอำนายความสะดวกต่างๆในระยะเวลาหนึ่งปี"ลู่ฟางหนิงตอบ
ต้องบอกก่อนว่าการเดินทางไปที่ใจกลางระหว่างดินแดนทั้งที่ทิศนั้นกินระยะเวลาเพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น แต่ที่องค์จักรพรรดิรวมไปถึงองค์ราชินีต้องไปอยู่ที่นั่นถึงหนึ่งปีก็เพราะว่าต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดความผิดปกติใดๆซึ่งอีกสามอาณาจักรเองก็ทำเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของเหล่ารุ่นเยาว์ทุกคนในอาณาจักรนั้นๆเอง
"เช่นนั้น่เจ็ดวันนี้พวกเราก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ดื่มชา สังสรรค์ ชื่นชมดวงดาราและจันทราด้วยกันเป็อย่างไร"พวกนางตอบรับชายหนุ่มอันเป็ที่รัก ่เจ็ดวันนี้กลางวันใช้เวลานั่งพูดคุยรวมถึงหากิจกรรมต่างๆเช่นตกปลา ทำอาหาร ชื่มชมธรรมชาต กลางคืนดื่มด่ำไปกับชาและชื่นชมหมู่ดาวอย่างมิรู้จักเบื่อหน่าย หากชายทุกคนในอาณาจักรได้เห็นภาพนี้คงได้แต่อิจฉาตาลุกเป็ไฟ
หนึ่งชายสองหญิงงามแม้จะไม่มีได้มีความสัมพันธ์ทางกายแต่ทว่าทางใจนั้นกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความรักไคร่กลมเกลียวอย่างยิ่งยวดเกินกว่าคู่รักคู่ใด ลั่วอู่หลินเมื่อได้อยู่กับพวกนางก็เหมือนได้ผ่อนคลายทั้งกายใจ กล่าวตามจริงเขาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของตนเองจะมายืนอยู่จุดนี้ได้ จุดที่มีหญิงงามสองคนยืนข้างกายและจริงใจกับเขาโดยที่ไม่คิดดูถูกว่าเขาเป็คนไร้ประโยชน์อย่างที่คนเขาอื่นครหา