ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 150 ชายหนุ่มผู้กล้าหาญ

            ถึงแม้ว่าจะมีหัวหน้าหน่วยที่เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นคนหนึ่งเข้าไปรับมือกับศพนั่นทันทีก็ตามแต่สุดท้ายก็มีนักรบรักษาดินแดนสองคนก็ถูกมันใช้กรงเล็บอันแหลมคมข่วนเข้าให้จนเป็นแผล

            “อ๊าก!!!! ไม่ ไม่เอานะ!!!!”

            ชายเลือดเหล็กสองคนนั้นกลับส่งเสียงหวีดร้องอย่างสิ้นหวังออกมาเหล่านักรบที่อยู่รอบๆ เองก็แสดงสีหน้าเศร้าโศกปวดใจออกมา

            เกิดอะไรขึ้น?

            ก็แค่แผลถลอกเองไม่ใช่รึ ทำไมถึงกลัวกันขนาดนั้น?

            ในจังหวะที่พวกของฮว๋างฉางกำลังนึกสงสัยอยู่ในใจนั่นเองนักรบสองคนที่ถูกข่วนไปก็เริ่มเกิดความผิดปกติขึ้นมาแล้ว

            เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากจมูกและปากของทั้งสองคนนั้นผิวหนังของพวกเขาค่อยๆ แดงขึ้น และเริ่มเน่าอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าใช้เวลาแค่ไม่ถึงนาทีนักรบที่แต่เดิมมีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ก็กลายเป็นปีศาจอันน่าหวาดกลัวเหมือนพวกที่อยู่ข้างล่างไม่มีผิด

            “ฆ่า!!!!”

            สีหน้าของหัวหน้าหน่วยที่เป็นคนลงมือเมื่อครู่นี้ดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ไม่สามารถปรานีได้

            เหล่านักรบรอบๆ ก็พลันยกดาบในมือขึ้นแล้วตัดไปที่หัวของทั้งสองคนที่กลายร่างนั้นจนขาดสะบั้นอย่างรวดเร็วก่อนที่พวกเขาจะออกไปไล่ทำร้ายผู้อื่นต่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นมากกว่านี้ถ้าปล่อยให้พวกเขาเหลือรอด

            “แม่เจ้าโว้ย!! ศพพิสดารพวกนี้มันแพร่เชื้อได้เร็วขนาดนี้เลยรึ?”เป้ยเค่อส่งเสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจขึ้น

            “ไม่อย่างนั้นภัยพิบัติซากศพครั้งนี้คงไม่ร้ายแรงขนาดนี้หรอก...”ด้านข้างนั้น กู่ลี่ข่านพูดขึ้นด้วยท่าทางมืดมน

            หลังจากนั้นกู่ลี่ข่านก็ใช้เวลาหลายนาทีในการอธิบายถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ในตอนนี้

            มหันตภัยจากซากศพเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสองวันก่อนซึ่งความเสียหายที่พวกมันทำไว้กับราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนั้นมันรุนแรงเกินกว่าที่คาดการไว้มาก

            นอกจากจะสูญเสียยอดนักรบชั้นสูงที่อยู่นอกเมืองอีหลานเฮ่าเท่อไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งจากนักรบทั้งหมดห้าแสนคนแม้แต่ทหารรักษาดินแดนที่มากฝีมือและพวกนักรบหมาป่าทองคำเองก็ล้วนสูญเสียไปแล้วมากกว่าห้าส่วน

            เป็นความเสียหายที่รุนแรงในแบบที่ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยไม่เคยสูญเสียมากขนาดนี้มาก่อนเลยตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมา

            พวกฝูงศพข้างล่างนี้ นอกจากจะมีเยอะจนฆ่าทิ้งไม่หวาดไม่ไหวแล้วที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือพิษร้ายแรงอันแสนชั่วร้ายของพวกมัน ขอแค่มันแตะโดนผิวเพียงหยดเดียวก็สามารถทำให้เหล่ายอดฝีมือไม่ว่าระดับไหนก็ตามต้องกลายร่างกลายเป็นซากศพอันน่าขยะแขยงนั่นในเวลาสั้นๆแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น นี่ต่างหากจุดที่น่ากลัวที่สุดของมัน

            กู่ลี่ข่านเคยส่งกองทัพขนาดใหญ่บุกฝ่าออกไปนอกเมืองเพื่อสืบหาต้นตอของศพเหล่านี้แล้วแต่เหล่านักรบหมาป่าทองคำสุดแกร่งนั้น หลังจากเกิดการต่อสู้อันดุเดือดขึ้นพวกเขาก็ล้วนถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดสุดอำมหิตนั่นไปเสียแล้ว นี่ต่างหากคือจุดที่ชวนให้ปวดหัวมากที่สุด

            “ทำไมไม่ลองใช้วิธีบินไปดูล่ะ?” โม่เชาหยันถามขึ้นในจุดสำคัญ

            “ลองดูแล้ว...” กู่ลี่ข่านส่ายหัวไปมาดูเหมือนเขาจะลังเลอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “เมื่อคืนนี้ท่านแม่ทัพทัวเหลยได้นำทัพนักรบหมาป่าทองคำที่เป็นระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นทั้งหมดสิบคนบินออกไปที่ด้านนอกเมืองเพื่อหาสาเหตุที่มาและต้นตอของมหันตภัยซากศพที่กำลังเกิดขึ้นแต่ว่า...จนถึงตอนนี้แล้วยังไม่มีใครกลับมาเลยสักคน”

            อะไรนะ?

            แม้แต่แม่ทัพทัวเหลยยังกลับมาไม่ได้เลยรึ?

            แม่ทัพทัวเหลยผู้นี้เองก็เป็นอีกหนึ่งยอดฝีมือที่มืชื่อเสียงมากของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเหมือนกันเขาเป็นรองเพียงแค่ผู่อาหมานเท่านั้น ซึ่งเขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นท้ายด้วย

            ยอดฝีมือระดับนี้นี่นะที่ออกไปแล้วแต่ไม่รอดกลับมา?

            สิ่งที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังซากศพวกนี้มันคืออะไรกันแน่มันต้องเป็นบางสิ่งที่น่ากลัวมากแน่ๆ...

            บรรยากาศบนกำแพงพลันหนักอึ้งขึ้นถึงขีดสุด

            ผู้คนได้ยินแต่เสียงกัดฟันกรอดของผู่อาหมาน

            หมาป่าโลหิตผู้นี้นั้นค่อนข้างจะสนิทกับแม่ทัพทัวเหลยเป็นอย่างมากพอได้ยินว่าพี่น้องของตัวเองหายตัวไป ความโกรธแค้นของเขาก็ได้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด

            ตูม!!

            ยอดฝีมือผู้นี้พลันเรียกเอาอาวุธปะจำกายของตัวเองออกมาจากนั้นก็ดีดตัวไปอยู่บริเวณริมหน้าผากระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดยักษ์พลันมีเงาลวงตายืดขยายออกมาราวสิบเมตรได้จากนั้นก็เริ่มทุบเหล่าซากศพบนกำแพงอย่างเกรี้ยวกราดไร้ความปรานีทันที

            “ตายซะ!! ตาย!! ตาย!!”

            โผละ แผละ

            บนสนามรบนั้นพลันเกิดเสียงแหลกเละของร่างกายของซากศพเหล่านั้นอย่างน่ากลัว

            ผู่อาหมานก็สมกับเป็นเทพสงครามที่แกร่งที่สุดในดินแดนตะวันตกเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็สามารถทำความสะอาดกำแพงเมืองจนเกิดเป็นพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ขึ้น

             แต่ที่น่าปวดหัวก็คือหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาทีเหล่าซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนนที่อยู่ด้านล่างก็ปีนกลับขึ้นมาอีกครั้งจนพื้นที่ว่างถูกกลบอีกครั้ง

            “ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทิ้งให้หมด!!!!”

            จิตต่อสู้ของผู่อาหมานพุ่งทะยานขึ้นอย่างดุดัน ยิ่งสู้ยิ่งคลั่งจนเขาที่ถือว่าตัวเองแข็งแกร่งไร้เทียมทานในดินแดนตะวันตกแห่งนี้แล้วก็กระโดดลงไปอยู่ท่ามกลางทะเลซากศพทันที

            “ไม่ได้นะ อาหมานอันต๋า!!!!”

            กู่ลี่ข่านพลันส่งเสียงตกใจ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งผู่อาหมานได้

            เทพสงครามหมาป่าโลหิตโดดลงไปกลางทะเลศพอย่างดุดันคลื่นพลังฟ้าดินพลุ่งพล่านออกมาจากทั่วร่างอย่างรุนแรงตกลงสู่พื้นราวกับลูกระเบิดก็ไม่ปาน เพียงพริบตาก็สามารถเป่าเหล่าซากศพรอบๆ ตัวเขาในรัศมีร้อยเมตรให้ปลิวกระจุยออกไป

            โฮก!!

            ซากศพที่เหลืออยู่ก็ราวกับอสูรร้ายที่มองเห็นอาหารอันโอชะวางอยู่พวกมันพลันพุ่งเข้ามาหาผู่อาหมานราวกับคลื่นน้ำในทันที

            “ไปตายซะให้หมด!!!!”

            ผู่อาหมานเริ่มสังหารอย่างบ้าคลั่งหมุนควงกระบองดาวอำมหิตจนกลายเป็นดั่งกังหันลมบดขยี้เหล่าซากศพบริเวณรอบๆ ที่เดินหน้าเข้ามาเรื่อยๆ ทิ้งอย่างต่อเนื่องราวกับเครื่องบดเนื้อก็ไม่ปาน

            ภายในทะเลซากศพที่อยู่ตรงด้านล่างของกำแพงเมืองราวกับว่าเกิดพายุโลหิตอันเกรี้ยวกราดขึ้นกลางวงผู่อาหมานก็เหมือนกับหมาป่าสงครามอันคลุ้มคลั่งตัวหนึ่งที่ไล่อาละวาดอย่างสุดกำลังอยู่ในนั้น

            แต่ว่า อยู่ๆ เขาก็หยุดลง

            กระบองดาวอำมหิตยักษ์หยุดอยู่ตรงหน้าของศพตัวหนึ่งที่สวมใส่ชุดของนักรบหมาป่าทองคำเอาไว้อย่างฉิวเฉียด

            “อะ อาเป้า?”

            ผู่อาหมานรู้จักคนๆ นี้

            เขาคือนักรบหมาป่าทองคำที่ผู่อาหมานเคยเป็นคนลงมือฝึกฝนให้ด้วยตัวเอง

            เมื่อสองวันก่อนตอนที่เขากำลังจะออกเดินทางนั้นเขายังฝึกซ้อมกับอาเป้าที่โรงเรียนฝึกทหารอยู่เลยบางคนถึงขั้นว่าในอนาคตเขาอาจจะเป็นนักรบที่สามารถก้าวข้ามหมาป่าโลหิตไปได้ก็เป็นได้

            แต่วันนี้... ตัวเขาเองกลับต้องเป็นคนลงมือฆ่าอีกฝ่ายด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ?

            ผู่อาหมานนั้นเวลาต่อสู้กับศัตรูจะอำมหิตอย่างถึงที่สุดแต่พออยู่ต่อหน้าพี่น้องที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันแล้วอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ก็ได้ทำให้เขาเกิดความลังเลขึ้นชั่วขณะ

            แต่การลังเลเพียงชั่วคราวนั้นมันอันตรายถึงชีวิต

            “อันต๋า ระวัง!!!! พวกเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว!!!!”

            กู่ลี่ข่านที่อยู่บนกำแพงเมืองพลันส่งเสียงตกใจออกมา

            เพราะในจังหวะสั้นๆ ที่ผู่อาหมานเกิดหยุดมือลงนั้นก็มีซากศพระดับเซียนเทียนขั้นท้ายหลายสิบคนพุ่งมาทางเขาแล้ว

            ขอแค่สะกิดบนผิวหนังเบาๆ ให้ได้หนึ่งแผลนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดินแดนทุ่งหญ้าก็จะกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่โหดเหี้ยมอำมหิตที่สุดในทันที

            “เจ้าพักผ่อนเถอะ อาเป้า...”

            สีหน้าของผู่อาหมานดูหม่นหมอง แต่พริบตาต่อมาหมาป่าโลหิตผู้นี้ก็ระเบิดเขี้ยวเล็บที่แท้จริงของเขาออกมา

            หมาป่าพิชิตใต้หล้า!!

            ในจังหวะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั่นเองเขาพลันทุบกระบองยักษ์ดาวอำมหิตลงไปบนพื้นอย่างรุนแรงพลังฟ้าดินระเบิดออกมาจากทั่วร่างอย่างบ้าคลั่งเหล่าซากศพจำนวนมากถูกกระแทกจนลอยขึ้นฟ้าไปแม้แต่พื้นดินก็ถูกทำลายจนแตกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นดั่งเสาเข็มอันแหลมคมพุ่งขึ้นมาจากพื้น

            ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก

            ทั่วบริเวณนั้นอยู่ๆ ก็ราวกับมีป่าแห่งศิลาผืนใหญ่ปรากฏขึ้นเสาหินอันแหลมคมพุ่งขึ้นเสียบแทงเหล่าซากศพที่พุ่งเข้ามาจนติดแหงกถูกเสียบอยู่บนเสาราวกับเนื้อย่าง กลิ่นคาวเลือดเหม็นคลุ้งถึงขีดสุด

            ฟึบ

            ผู่อาหมานพลันโดดกลับขึ้นมาบนกำแพง

            หมาป่าโลหิตก็สมกับเป็นหมาป่าโลหิตหลังจากที่ลงไปอาละวาดฆ่าล้างมาแล้วหนึ่งรอบ ก็ยังสามารถกลับมาได้อย่างไร้บาดแผล

            “ไม่ไหว ศพพวกนี้มันเยอะเกินไปไม่จบไม่สิ้นเสียที ต้องหาต้นตอของพวกมันให้ได้ก่อน”

            ผู่อาหมานกลับมาเยือกเย็นได้อีกครั้ง พอกลับขึ้นมาแล้วก็เริ่มคิดหาวิธีต่อกรทันที

            “ใช่แล้ว!!” กู่ลี่ข่านดูจะมีแผนอยู่ในใจแล้วจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “ช่วงสองวันนี้ซากศพที่มารวมตัวกันตรงนี้ส่วนใหญ่ล้วนมาจากทางทิศใต้ซึ่งเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองอีหลานเฮ่าเท่อนี้มากที่สุดที่อยู่ในทิศใต้ก็คือเมืองอีลี่เกรงว่าที่นั่นคงกลายเป็นดั่งนรกไปแล้วทัวเหลยเองก็เป็นเพราะไปตรวจสอบที่เมืองอีลี่นี่ล่ะ จากนั้นจึงหายสาบสูญไป”

            “ไอ้บ้าเอ๊ย!!!!”

            ผู่อาหมานไม่พูดพร่ำทำเพลงก็คิดจะมุ่งหน้าไปที่เมืองอีลี่ทันทีเขาที่เป็นเทพสงครามของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนั้น จำเป็นจะต้องแก้วิกฤตจากมหันตภัยซากศพนี้ให้ได้และต้องการจะออกไปตามหาพี่น้องคนสำคัญของเขาด้วย

            “ท่านแม่ทัพอาหมาน ข้ายินดีร่วมทางไปกับท่านด้วย”ฮว๋างฉางที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น

            ผู้ที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดอยู่ในยุทธภพมานานอย่างพวกของฮว๋างฉางนั้นย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าถ้าหากไม่รีบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนี้อย่างรวดเร็วละก็เกรงว่าวิกฤตนี้มันอาจจะแพร่กระจายรุกรามไปทั่วดินแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือแน่

            โม่เชาหยันและเป้ยเค่อเองก็ไม่ลังเลที่จะตามผู่อาหมานไปค้นหาต้นเหตุของมหันตภัยซากศพเหล่านี้

            แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงพูดอันเย็นชาดังขึ้น

            “พวกเจ้าคอยอยู่ที่นี่ปกป้องกำแพงเมืองไว้ข้ากับผู่อาหมานไปกันแค่สองคนก็พอ”

            เอ๋?

            เสียงพูดนี้ฟังดูแล้วค่อนข้างจะอายุน้อยพอสมควรแต่กลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก

            กู่ลี่ข่านและเหล่าขุนนางชั้นสูงจำนวนหนึ่งพากันมองไปที่ชายหนุ่มชุดเขียวที่เงียบมาตลอดจนกระทั่งเมื่อครู่นี้ในใจก็แอบรู้สึกสงสัยไม่น้อยว่า

            นั่นใครน่ะ?

            ถึงกลับกล้าใช้น้ำเสียงแบบนั้นพูดคุยกับคนใหญ่คนโตได้

            แม้แต่ข้าที่เป็นกษัตริย์ยังไม่สามารถสั่งการพวกฮว๋างฉางโม่เชาหยันแบบนั้นได้เลยนะ...

            แต่วินาทีต่อมา ปฏิกิริยาของพวกฮว๋างฉางก็ทำให้กู่ลี่ข่านอึ้งไปทันที

            “ได้ คุณชายหลินถ้าอย่างนั้นก็ขอฝากท่านจัดการก็แล้วกัน”

            “ในเมื่อน้องหลินพูดแบบนี้แล้วอย่างนั้นข้าไปช่วยป้องกันกำแพงสักหน่อยก็ได้ ไอ้หยา น่าขยะแขยงที่สุด ดูสิเสื้อข้าเปรอะหมดแล้ว...”

            “ระวังตัวด้วยคุณชายหลิน พวกเราจะรอข่าวดีจากท่านอยู่ที่นี่เอง”

            สถานการณ์แบบนี้มันอะไรกัน?

            สามผู้ยิ่งใหญ่กลับก้มหัวเชื่อฟังเด็กหนุ่มที่อายุแค่สิบกว่าขวบนี่นะ

            แต่ว่าไม่นาน กู่ลี่ข่านก็นึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมาได้

            หรือว่า... ท่านผู้นี้ก็คือ...

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน