มนตรา

    บทที่ 7

    เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าออกไปยังคอกสัตว์เช่นที่เคยทำมา โฮเรซมารอข้าอยู่ก่อนแล้ว ข้ากอดมันแน่น กระซิบใส่หูมันว่า“โฮเรซ...ข้าไม่กลัวแล้วละ...โฮเรซ” ข้าได้ยินมันเปล่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ มันรู้ว่าข้ากลัว และมันก็กำลังหัวเราะเยาะข้าอยู่ ข้ากระหวัดเขามันไว้ ดึงให้มันหันหน้ามาทางข้า แล้วบอกมันว่า“แม่ข้าไม่ได้เป็นแม่มดนะ โฮเรซ แม่ไม่ใช่...แม่ไม่ได้...แม่เป็น….” แต่ไม่มีเสียงตอบมาจากแม่ตอนที่ข้ารีดนมแพะเสร็จ และเดินกลับมาเทนมลงในถังกวนเนยนั้น พ่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว น้ำเสียงของพ่อแจ่มใสนักเมื่อบอกกับข้าว่า“โคลิน วันนี้เจ้ากับข้าจะไปหาท่านสาธุคุณบูแรนเดลด้วยกัน เจ้าจะต้องเรียนหนังสือเสียที เพราะอายุเจ้าก็แปดปีแล้ว”“นั่นสิ โคลิน เจ้าสมควรจะไปโรงเรียนเสียที” แม่เสริมขึ้น“แต่...ข้าก็อ่านออกแล้วนี่” ข้าบอก เพราะในความเป็นจริง พ่อก็สอนหนังสือให้ข้ากับบีอยู่แล้ว และเราก็สามารถจะอ่านหนังสือที่พ่อซื้อมาได้ เราต่างอ่านให้กันและกันรวมทั้งแม่ฟังอยู่เสมอ “ถ้าข้าอ่านหนังสือมากเกินไป ข้าอาจจะลืมเรื่องการอ่านเสียงลม เสียงน้ำ และจิตวิญญาณของผู้คนที่ตายไปแล้วก็ได้” ข้าพยายามให้เหตุผล“ใครเป็นคนสอนเจ้าเช่นนั้น? ” พ่อถามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ข้า...ข้าก็...ก็จำไม่ได้แล้ว”พ่อตวัดสายตามองไปทางแม่อย่างขุ่นเคือง เสียงแม่พูดขึ้นว่า“การที่คนเราจะเป็นคนฉลาดน่ะ มันเป็นได้หลายวิธีนะลูก”“แล้วบีจะไปเรียนกับข้าหรือเปล่าล่ะ? ”“ไม่ไปหรอก” พ่อตอบ “ท่านสาธุคุณบูแรนเดลสอนแต่เฉพาะเด็กผู้ชายเท่านั้น”“ข้าไม่อยากไปโรงเรียนเลย” ข้าว่า“เหลวไหล” พ่อตวาด “เจ้าจะต้องเรียนภาษาละตินกับภาษากรีก ถ้าเจ้าต้องการจะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย”ข้าลงมือแต่งตัวช้า ๆ สวมกางเกง รองเท้า และเสื้อคลุมตัวที่ดีที่สุด บีเข้ามาช่วยข้าแต่งตัวด้วย“บี...เจ้าจะไปโรงเรียนกับข้าไหมล่ะ? ”“ได้สิ โคลิน ข้าจะไปกับเจ้าที่นั่น”“ถึงยังไง ข้าก็ยังไม่อยากไปโรงเรียนคนเดียวอยู่ดี”“ข้าน่ะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเสมอนะ โคลิน”ข้าเดินเข้าไปจุมพิตแม่ และแม่ก็กอดเข้าไว้แน่น จากนั้นแม่ก็ยืนโบกมือส่งข้าขณะที่เดินตามพ่อออกจากบ้านไป พ่อผูกอานลงบนหลังเจ้าอเลกซานเดอร์เรียบร้อยแล้ว จะต้องพาข้ามภูเขา ไปตามริมฝั่งแม่น้ำฟลอน ตรงไปยังม็องตอย อันเป็นสถานที่พำนักของท่านสาธุคุณบูแรนเดลซึ่งอยู่ใกล้กับวิหารแห่งบ็อง เซอกูร์

    คริสต์ศักราช 1753 ถึง 1754 (พุทธศักราช 2296 – 2297)สาธุคุณบูแรนเดลมีบ้านอยู่บนเนินเขาม็องตอย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำฟลอน ตอนที่เราไปถึงบ้านนั้นท่านกำลังอยู่ในสวนไม้ดอก ขณะนั้นดอกฮอว์ธอร์นในสวนกำลังบานไสว ทิวลิปที่ท่านได้มาจากฮอลแลนด์ทั้งสี่ชมพูและขาวชูช่องามสง่าแข่งสีกันอยู่ในแปลง ต้นเชอรี่ตระหง่านอยู่เหนือสนามหญ้า ทันทีที่ท่านเห็นเราเข้าก็รีบเดินออกมาต้อนรับ พร้อมกับยื่นมือมาให้สัมผัสด้วยความยินดี“จัง-ฟรังซัวส์ ข้ากำลังคิดถึงท่านอยู่พอดีทีเดียว เพิ่งเมื่อวานนี้เองนะที่มีคนมาจากวิดี้ แล้วข้าก็ยังบอกกับ อกาเต้ว่า เอ...เราเห็นจะต้องไปเยี่ยมดูเรียซเสียทีแล้ว ตอนนี้ดอกไม้ในส่วนของเขากำลังสวยเชียวนะ ใคร ๆ ก็รู้ว่าแอปเปิลในส่วนของภรรยาท่านน่ะหวานฉ่ำขนาดไหน...อา...ข้าดีใจจริง ๆ ที่ท่านมาเยี่ยมข้าในวันนี้”นี่คือวิธีการของบูแรนเดลที่จะบอกให้เรารู้ว่า เขารู้ถึงเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเรา อันเกิดจากฝีมือของอังตวนแล้ว ท่านสาธุคุณมีวิธีที่จะให้ตนเองได้รับรู้ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านวิดี้ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน เพื่อที่จะได้รายงานไปยังเจ้าเมือง ซึ่งจะต้องรายงานต่อไปยังลอร์ด ออฟ เบิร์น“เฟอร์นันด์ ข้ามาวันนี้ก็เพื่อจะพาลูกชายคนนี้ ชื่อโคลิน มาให้ท่านช่วยสอนภาษาละตินกับภาษากรีกให้”ท่านสาธุคุณบูแรนเดลเอียงคอมองข้า เอื้อมมือมาตบศีรษะเบา ๆ พร้อมกับพูดว่า“ข้าน่ะเป็นคนทำพิธีรับศีลมหาสนิทให้กับเจ้านะ โคลิน แล้วก็ยังพี่สาวของเจ้าด้วย ข้าจำได้ดีทีเดียว เวลานี้เจ้าก็อายุเจ็ดขวบ...อ้อ...จะแปดแล้วสินะ ถึงเวลาที่ควรจะเรียนหนังสือได้แล้ว” ท่านเป็นคนรูปร่างอ้วนใหญ่ ศีรษะล้าน เวลาที่วุ่นวายใจท่านจะถอดวิกที่คลุมศีรษะไว้ออกโบกมันอยู่ไปมา น้ำเสียงของท่านกระจ่างใสยิ่งนัก เวลาที่ร้องเพลงสวดนั้น กระจกที่กรุอยู่กับหน้าต่างโบสถ์ถึงกับสั่นสะเทือนทีเดียว และในเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งจะต้องมีการประกวดการร้องเพลงสวดในมหาวิหารแห่งโลซานน์นั้น นักร้องกลุ่มของท่านจะต้องได้รับรางวัลที่หนึ่งเสมอ“ท่านน่ะทำถูกต้องแล้วนะ ฟรังซัวส์ ที่พาลูกชายมาหาข้าเช่นนี้ เขาอยู่ในวัยที่เหมาะแก่การศึกษาหาความรู้พอดี แล้วก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นคริสเตียนที่ดีด้วย”“ลูกสาวข้าก็อ่านหนังสือเก่งนะ” พ่อบอก“โอ...น่าเสียดายจริงที่เราไม่มีหลักสูตรสำหรับเด็กหญิง” ท่านสาธุคุณบูแรนเดลตอบ “เอาละ พรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมท่านกับเมียที่บ้าน ใช่...ข้ารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำจริง ๆ ” บูแรนเดลถอนหายใจ “แต่ข้าก็ไม่ได้ปักใจเชื่อในอะไรหรอก ใครจะพูดหรือใครจะได้ยินเรื่องอะไรก็ได้ ผู้หญิงน่ะมักจะมีความเพ้อฝันเสมอ แต่ก็ไม่ได้มีความชั่วร้ายอะไรอยู่ในจิตใจหรอก...ไม่มีแน่”อกาเต้ บูแรนเดล เดินออกมาร่วมให้การต้อนรับ ใบหน้าของนางยิ้มแย้มแจ่มใส นางส่งเสียงร้องทักเราอย่างยินดี กระโปรงตัวใหญ่กับผ้าพันคอสะบัดพลิ้ว นางสวมหมวกใบใหญ่ไว้เหนือศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำ นางเป็นสตรีรูปร่างแบบบาง สิ่งแหลมเล็ก และมีอายุกว่าบูแรนเดล สามีภรรยาคู่นี้ไม่มีบุตร อกาเต้ป็นผู้ดูแลโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กทั้งหลายที่เกิดมาจากมารดาซึ่งไม่ได้แต่งงาน ในที่นั่งในโบสถ์นั้นจะจัดที่นั่งไว้เป็นพิเศษสำหรับเด็ก ๆ ที่ไร้โชคเหล่านี้ แยกต่างหากออกจากคนอื่น ๆ เมื่อถึงคราที่จะสวดมนต์หรือร้องเพลงทุกคนจะเปล่งเสียงออกมาจากหัวใจทีเดียว“อยู่ดื่มช็อกโกแลตกันก่อนเถอะ วันนี้ข้าทำเค้กอัลมอนด์ด้วยนะ ฟรังซัวส์” นางพูดพลางยิ้มกว้างอย่างจริงใจ หลังจากนั้นเราก็ได้ดื่มช็อกโกแลตหอมหวาน เมื่อเสร็จสรรพแล้วท่านสาธุคุณก็เอาหนังสือออกมาให้ข้าทดลองอ่าน เมื่อข้าอ่านให้ฟังจบแล้วก็ชมเชยว่า“ดี...ดีทีเดียว”หลังจากนั้นพ่อกับท่านสาธุคุณก็เข้าไปสนทนากันลำพังในห้องทำงาน ในขณะที่อกาเต้ชวนข้าคุย และให้ข้าอ่านบทสวดในพระคัมภีร์เก่าร่วมกับนาง“เออ...แม่ของเจ้าน่ะ เคยร้องเพลงสวดนี้กับเจ้าบ้างไหมล่ะ” นางตั้งคำถามขึ้น“เคยขอรับ” ข้าตอบ“แล้วพี่สาวของเจ้าล่ะ? แล้วเจ้าน่ะเคยอธิษฐานในยามเช้า ยามเย็นเช่นคริสเตียนที่ดีทั้งหลายเขาทำกันหรือเปล่า? ”ข้ารู้ว่าอกาเต้ต้องการจะรู้อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับแม่ แม่ของข้าที่ไม่เหมือนกับใครอื่นเลย แต่ข้าจะไม่มีวันพูดให้นางรู้หรอกเมื่อพ่อกับบูแรนเดลเดินออกมาจากห้องทำงานด้วยกันนั้น อกาเต้ยืนยันที่จะให้พ่อได้ทดลองดื่มเมรัยที่นางหมักไว้แต่ปีก่อน มันเป็นไวน์ขาวที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองของเราอย่างที่สุด“ข้ารู้ละว่าท่านมีเครื่องดื่มประเภทน้ำผึ้งแสนอร่อยอยู่แล้วที่บ้าน” นางพูดเป็นเชิงประชดอยู่ในที ซึ่งทำให้บูแรนเดลมีสีหน้าไม่ใคร่พอใจ “แล้วท่านรู้หรือเปล่าล่ะว่า เพราะฝีมือผู้กล้าหาญชาวฝรั่งเศสแท้ ๆ ที่ทำให้ไวน์ของเรามีชื่อเสียงอย่างมาก? พระผู้เป็นเจ้าจงนำทางให้คนเหล่านี้มาอยู่กับเรา และก็ให้รางวัลที่เรามีจิตใจเป็นกุศลเช่นนั้น เพราะนับแต่วันนั้นเป็นต้นมาเมืองของเราก็มีชื่อเสียงอย่างมากมายตลอด”บัดนี้ได้มีการตกลงกันแล้วว่า ข้าจะต้องมาเรียนหนังสือที่บ้านของท่านสาธุคุณทุกเช้า และจะได้กลับบ้านในตอนบ่ายสามโมง และทุกเช้าเช่นกันที่พ่อจะเป็นคนมาส่งข้า แต่ขากลับข้าจะต้องกลับเอง เพราะการเดินลงเขานั้นง่ายกว่าการปีนขึ้นมาก