ทันทีที่เหมยเหม่ยเห็นหน้ากู้เพียนหราน ความกังวลบนใบหน้าของหล่อนก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
ราชาจอเงินลู่อี้ถิงหวงแหนความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ต่อให้เธอจะรับบทผู้จัดการส่วนตัวถวายหัวรับใช้เขามาเป็นสิบกว่าปี แต่เรื่องชีวิตส่วนตัวของเขา เธอกลับรู้น้อยยิ่งกว่าน้อย
ทว่ากับกู้เพียนหราน เธอกลับคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเขาคือเพื่อนตายและเปรียบเสมือนคนในครอบครัวของลู่อี้ถิง
เหมยเหม่ยรีบปั้นรอยยิ้มการค้าแบบมืออาชีพ ก้าวฉับๆ เข้าไปหาพร้อมยื่นมือออกไปทักทาย "ประธานกู้ ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะคะ"
กู้เพียนหรานส่งยิ้มละมุนละไมตามสไตล์ผู้ดี "ไม่ได้พบกันนานเลยครับ อี้ถิงยังมีธุระติดพันอยู่นิดหน่อย ผมก็เลยลงมาทักทายคุณก่อน ครั้งนี้ลำบากคุณแล้วจริงๆ วิ่งวุ่นไปมายังไม่ทันได้พักก็ต้องบินกลับไปอีก"
"ฉันกังวลก็เลยรีบบินตามกลับมาน่ะค่ะ หวังว่าจะไม่ได้มาขัดจังหวะคุยธุระของคุณกู้กับอี้ถิงนะคะ" เหมยเหม่ยตอบ พลางชำเลืองสายตาขึ้นไปมองบนบันไดตามสัญชาตญาณ ทว่าแววตากลับหม่นวูบลงกะทันหัน
กู้เพียนหรานตาไวเป็นที่หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เพียงเสี้ยววินาทีในแววตาของเหมยเหม่ย มีหรือจะรอดพ้นสายตาเขาไปได้ พอหันกลับไปมองตาม ก็เห็นลู่อี้ถิงเดินล้วงกระเป๋าลงบันไดมาพอดี
เขาเลิกคิ้วขึ้น "พวกคุณสองคนจ้องหน้าฉันทำไม หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง?"
เหมยเหม่ยรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ เธอล้วงหยิบหน้ากากอนามัยกับแว่นกันแดดออกจากกระเป๋าเป้แล้วยื่นส่งให้เขา
"สีหน้าคุณดูเหนื่อยล้ามากเลยนะคะ ปิดบังไว้หน่อยดีกว่า อย่าปล่อยให้นักข่าวแอบถ่ายรูปไปได้ล่ะ"
ลู่อี้ถิงเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาดจริงๆ
เพื่อถ่ายทำซีรีส์สารคดีการกุศลบ้าบอนี่ เขาต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตีห้า ลากสังขารทำงานงกๆ มาตลอดทั้งวัน
กว่าจะได้พักหายใจสักครึ่งชั่วโมง ก็ดันมารู้ข่าวว่าไอ้เวรฮั่วเพ่ยฉุนกล้ารังแกลูกสาวสุดที่รักของเขาอีก!
ผลก็คือต้องตาลีตาเหลือกจองตั๋วเครื่องบินด่วนกลับจิงเฉิงทันที จากบนเขามาถึงสนามบิน ต้องนั่งรถตู้กระดอนไปมาเป็นชั่วโมงๆ เดินทางมาราธอนแบบไม่ได้หยุดพัก กระดูกกระเดี้ยวแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว
ดังนั้น พอทิ้งตัวลงนั่งบนรถตู้ปุ๊บ ลู่อี้ถิงก็สวมแว่นกันแดดกอดอกเตรียมตัวงีบหลับทันที
เหมยเหม่ยอ้าปากพะงาบๆ คล้ายอยากจะพูดอะไรหลายต่อหลายครั้ง แต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เธอก็ทำใจรบกวนเวลาพักผ่อนของเขาไม่ลง ได้แต่กลืนคำถามที่จุกอยู่เต็มอกลงคอไป
เมื่อกี้ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นไปมอง... เธอเห็นภาพเขากำลังสวมกอดหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งสะท้อนอยู่ในกระจกเต็มสองตา!
ใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นซุกไซ้ออดอ้อนอยู่ที่แผงอกของเขา และเขาก็เอื้อมมือไปลูบหลังศีรษะของเด็กคนนั้นอย่างทะนุถนอม
ความสนิทสนมแนบชิดระดับนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเด็กนั่น จะต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน!
แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าชัดๆ แต่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ข้างกายลู่อี้ถิงไม่เคยมีผู้หญิงหน้าไหนได้รับสิทธิ์ให้เข้าใกล้เขาขนาดนี้มาก่อน!
ไม่สิ... ช่วงนี้มีผู้หญิงอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่กล้าทำตัวสนิทชิดเชื้อและได้รับความโปรดปรานจากเขาอย่างออกหน้าออกตา
แถมรูปร่างและส่วนสูงของเด็กผู้หญิงในอ้อมกอดนั่น... ก็ตรงกับ 'ยัยเด็กนั่น' เป๊ะ!
เหมยเหม่ยพยายามสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้จนกระทั่งเครื่องบินแลนดิ้ง แต่พอขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางกลับไปที่กองถ่ายบนภูเขา เธอก็ทนเก็บความอึดอัดต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
ในหัวของเธอมีแต่ภาพเขากอดกับหญิงสาวคนนั้นฉายวนซ้ำๆ จนเธอแทบจะประสาทแดกตายอยู่แล้ว!
"อี้ถิง... คุณรีบร้อนทิ้งงานบินกลับเมืองหลวงมาแบบนี้ มีธุระคอขาดบาดตายอะไรต้องคุยกับประธานกู้เหรอคะ?"
ลู่อี้ถิงขมวดคิ้วฉับ เขาไม่ชอบใจให้เหมยเหม่ยเรียกชื่อเล่นของเขาอย่างสนิทสนมแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เมื่อก่อนเหมยเหม่ยยังรู้จักที่ต่ำที่สูง เรียกเขาว่า 'ราชาจอเงินลู่' ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรียกว่า 'เถ้าแก่ลู่' แล้วก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่หล่อนเริ่มตีตัวเสมอ..ขานชื่อของเขาห้วนๆ
สิทธิ์นั้นมีเพียงคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทเท่านั้นที่เรียกได้ แต่พอเขาคิดดูอีกที เหมยเหม่ยก็อุตส่าห์เป็นผู้จัดการรับใช้เขามาหลายปี แค่สรรพนามคำเดียว เขาจึงขี้เกียจจะเก็บมาใส่ใจ หล่อนอยากจะเรียกอะไรก็ปล่อยให้เรียกไป
แต่คำถามล้ำเส้นเมื่อครู่ ทำเอารังสีอำมหิตของเขาทะลุผ่านเลนส์แว่นกันแดดออกมาอย่างปิดไม่มิด
"ทำงานข้างกายฉัน กฎเหล็กข้อแรกคือห้ามเสือกเรื่องส่วนตัวของฉัน หลายปีมานี้เธอทำหน้าที่ได้ดีมาตลอด อย่าริอ่านล้ำเส้นล่ะ"
เหมยเหม่ยโดนตอกหน้าหงายจนรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว หายใจแทบไม่ออก
สิบกว่าปีที่ถวายชีวิตอยู่เคียงข้าง... สุดท้ายฉันก็เป็นได้แค่ทีมงานปลายแถวคนหนึ่งแค่นั้นเองเหรอ?
ยังคงเป็นแค่ทีมงานคนหนึ่งงั้นเหรอ!
เหมยเหม่ยหลุบตาลง ซ่อนแววตาตัดพ้อรุนแรงเอาไว้
"อี้ถิง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคุณนะคะ ฉันแค่คิดว่าถ้าคุณมีธุระสำคัญจริงๆ ฉันจะได้ช่วยประสานงานเลื่อนตารางถ่ายทำให้ใหม่ รอให้คุณจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ คุณมัวแต่วิ่งรอกไปๆ มาๆ ทั้งสองทางแบบนี้ ร่างกายจะทรุดเอาได้นะคะ แถมยังอาจพาลทำให้งานส่วนรวมล่าช้าไปด้วย"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอ้างเรื่องงาน น้ำเสียงของลู่อี้ถิงถึงได้อ่อนลงนิดหน่อย
"ฉันจัดการเสร็จหมดแล้ว"
เหมยเหม่ยฝืนฉีกยิ้มแหย "ถ้างั้นคุณพักผ่อนเถอะค่ะ ถึงกองถ่ายเมื่อไหร่เดี๋ยวฉันปลุกเอง"
เส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวเลี้ยวลด รถตู้ก็โยกคลอนสั่นสะเทือนอย่างหนัก ลู่อี้ถิงหลับไม่ลง เขาจึงล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา เสียบหูฟัง แล้วกดเปิดดูรายการวาไรตี้ของลูกสาวสุดที่รักแทน
สองวันก่อน ตารางงานรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เขาเลยไม่มีเวลาดูวาไรตี้ของยัยเด็กผีนี่เลย
ทันทีที่เหมยเหม่ยชำเลืองไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของเขา สีหน้าของหล่อนก็ซีดเผือดลงอีกครั้ง
เป็นยัย 'ลูกสาวแห่งชาติ' ไป๋ลู่คนนั้นจริงๆ ด้วย!
ก่อนหน้านี้ในใจของเธอยังคงแอบหลอกตัวเองอยู่ลึกๆ ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่าผู้ชายที่ผ่านโลกและเห็นผู้หญิงสวยๆ มาทุกรูปแบบอย่างเขา จะมาตกหลุมรักเด็กสาววัยกระเตาะที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะได้
แต่ความจริงอันโหดร้ายกำลังตบหน้าเธอฉาดใหญ่ เพื่อปลุกให้เธอตื่นจากฝันหวาน!
ในวิดีโอรายการวาไรตี้ที่ไป๋ลู่ไปถ่ายทำอยู่ที่กรุงโซล... เสื้อผ้า กางเกง รวมถึงรองเท้าลุยหิมะสีชมพูอ่อนประดับปอมปอมขนฟูๆ นั่น... มันเหมือนกับเด็กผู้หญิงที่สะท้อนอยู่ในกระจกเมื่อกี้เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว!
เหมยเหม่ยหลอกตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ที่แท้ การที่เขายอมทิ้งงาน ทิ้งทีมงานนับร้อยชีวิต แล้วหน้าตั้งรีบบินกลับเมืองหลวง...ก็เพื่อมาทานข้าวกลางวันกับไป๋ลู่แค่มื้อเดียวน่ะเหรอ?!
เพียงเพื่อมาทานข้าวกับไป๋ลู่มื้อเดียวเท่านั้น!
ไหนจะกู้เพียนหรานอีกล่ะ! เขาถึงขั้นพาไป๋ลู่ไปเปิดตัวกับเพื่อนซี้ที่สนิทที่สุดของเขาแล้ว นี่พวกเขาสองคนคงตกลงคบหาดูใจกันแล้วจริงๆ สินะ!
เขากำลังหวั่นไหวกับไป๋ลู่จริงๆ... แถมยังจริงจังซะด้วย!
เหมยเหม่ยแอบลอบมองใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาสมบูรณ์แบบของเขา แล้วก็ต้องปวดใจเมื่อเห็นความอ่อนโยนและสายตารักใคร่ทะนุถนอมอย่างสุดซึ้งที่เขามองหน้าจอโทรศัพท์ น้ำตาแห่งความอิจฉาริษยาก็เอ่อคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่
ที่แท้... ความผูกพันจากการอยู่เคียงข้างมาสิบกว่าปี ก็เอาชนะเด็กสาวที่เพิ่งโผล่หน้ามาแค่ไม่กี่เดือนไม่ได้จริงๆ สินะ
ก็แหงล่ะสิ! ไป๋ลู่ทั้งสดใส ทั้งสวยสะพรั่ง นิสัยก็น่ารักน่าชัง ขี้อ้อนทำตัวน่าเอ็นดูก็เก่ง ฝีมือการแสดงก็โดดเด่นโดนใจมหาชน ปีนี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นมงกุฎราชินีจอเงิน อนาคตในวงการบันเทิงสว่างไสวไร้ขีดจำกัด ใครๆ ก็ต้องคาดหวังในตัวเธอ
ตัดภาพมาที่ตัวเธอสิ... เธอแก่แล้ว ปีนี้อายุก็ปาเข้าไปสี่สิบแล้ว! ถ้าแต่งงานมีลูกเร็วกว่านี้หน่อย เผลอๆ เธอเป็นแม่ของไป๋ลู่ได้สบายๆ เลยด้วยซ้ำ!
ต่อให้เป็นคนอื่น ก็ต้องเลือกไป๋ลู่ ไม่มีทางเลือกป้าแก่ๆ อย่างเธอหรอก!
พอคิดเตลิดมาถึงจุดนี้ น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจของเหมยเหม่ยก็ร่วงเผาะๆ ลงมาเป็นสายอย่างไม่อาจควบคุมได้ เธอรีบยกมือขึ้นปิดปาก สะอื้นไห้เงียบๆ แล้วลุกพรวดขึ้นหมายจะย้ายหนีไปนั่งแถวหน้า
แต่ด้วยเส้นทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยว ประกอบกับเธอจับพนักพิงไว้ไม่แน่น ร่างทั้งร่างจึงเสียหลักพุ่งถลาไปข้างหน้าอย่างแรง ก่อนจะหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองอยู่ที่แทบเท้าของลู่อี้ถิงเสียงดัง ตุบ!
"โอ๊ย!"
เสียงกรีดร้องลั่นของเหมยเหม่ยทำเอาคนขับรถสะดุ้งเฮือก รีบกระทืบเบรกกะทันหันเสียงดัง เอี๊ยด! "พี่เหมย! เป็นอะไรไหมครับ?!"
รถตู้คันนี้เป็นรถตู้หรูที่ทางผู้จัดงานเช่ามาประเคนให้ราชาจอเงินลู่เป็นพิเศษ คนขับก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'หม่าเลี่ยง' ผู้ช่วยส่วนตัวของลู่อี้ถิง ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ที่ติดตามรับใช้เขามาหลายปี
พอเห็นผู้จัดการเหมยเหม่ยหกล้มหน้าคว่ำ เขาก็ตกใจแทบแย่ รีบปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วถลาลุกไปประคองเธอขึ้นมา
ตัดภาพมาที่ลู่อี้ถิง... พ่อคุณกำลังสวมหูฟังอินเอียร์แบบตัดเสียงรบกวน สายตาจดจ่ออยู่กับรายการวาไรตี้ของลูกสาวสุดที่รักแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
เขาไม่ได้สังเกตและไม่ได้ยินเสียงห่าเหวอะไรทั้งสิ้น! จนกระทั่งรถเบรกหัวทิ่มจนร่างเขาเซถลาไปนิดหนึ่งนั่นแหละ เขาถึงยอมละสายตาจากหน้าจอมือถือ
หม่าเลี่ยงประคองเหมยเหม่ยให้ลุกขึ้นมานั่งบนเบาะได้สำเร็จ
"พี่เหมย ระวังหน่อยสิครับ! เจ็บหนักตรงไหนไหมเนี่ย? โห... น้ำตาเล็ดเลย หรือจะให้ผมวนรถพาไปตรวจที่โรงพยาบาลก่อนดีไหมครับ?"
เหมยเหม่ยรีบปาดน้ำตาทิ้ง แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง
"ฉันไม่เป็นไร แค่รถเหวี่ยงจนทรงตัวไม่อยู่เลยล้มนิดหน่อย ไม่ต้องวุ่นวายไปโรงพยาบาลหรอก"
หม่าเลี่ยงยังคงเป็นห่วง "ไม่ต้องไปจริงๆ เหรอครับ?"
"อืม... แค่ล้มก้นจ้ำเบ้าเอง ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ"
พอได้ยินเหมยเหม่ยยืนยันว่าไม่เป็นไร และเห็นว่าหม่าเลี่ยงจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้หล่อนเรียบร้อยแล้ว ลู่อี้ถิงก็หมดความสนใจ เขาหันกลับไปจ้องจอวาไรตี้ต่อทันที พลางเอ่ยปากสั่งหม่าเลี่ยงลอยๆ ว่า
"ทางขึ้นเขาโค้งมันเยอะ ขับรถระวังๆ หน่อย ไม่ต้องรีบเหยียบขนาดนั้นหรอก"
เหมยเหม่ยกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด น้ำตาแห่งความน้อยใจทะลักล้นออกมาอีกระลอก
เขาไม่คิดจะเอ่ยปากถามไถ่ด้วยความห่วงใยเลยสักนิด! แม้แต่จะแสร้งถามตามมารยาทก็ยังไม่มี!
เขาหลงใหลคลั่งไคล้ไป๋ลู่ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?!
หลงจนไม่อยากจะละสายตามามองคนอื่นแม้แต่วินาทีเดียว เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาดูวาไรตี้ของนังเด็กนั่น!
ไม่ยอม... ฉันยอมรับไม่ได้จริงๆ!
ทำไมถึงต้องเป็นไป๋ลู่?!
นังเด็กเมื่อวานซืนนั่นมีสิทธิ์อะไร ถึงได้ครอบครองเขาเอาไว้คนเดียว!